ครึ่งแรกยังไม่มีประตู แต่เกมเปลี่ยนโฉมอย่างสิ้นเชิงหลังพักครึ่ง ทั้งสองทีมทำประตูรวมกันถึง 4 ลูก ก่อนที่ไดจิ คามาดะจะกลายเป็นฮีโร่ของญี่ปุ่นจากจังหวะโหม่งช่วงท้ายเกม ช่วยให้ซามูไรบลูส์แบ่งแต้มได้สำเร็จ
นาที 51 — เนเธอร์แลนด์นำ 1-0
เฟอร์จิล ฟาน ไดจ์ค กัปตันทีมชาติเนเธอร์แลนด์ขึ้นโหม่งจากจังหวะเปิดบอลเข้าเขตโทษ ส่งบอลผ่านมือบาร์ต แฟร์บรุกเกนเข้าไป โดยไรอัน กราเฟนแบร์คมีส่วนสำคัญในจังหวะสร้างเกมก่อนหน้านั้น
นาที 57 — ญี่ปุ่นตีเสมอ 1-1
ญี่ปุ่นตอบโต้ได้อย่างรวดเร็ว เคอิโตะ นากามูระยิงจากบริเวณหน้ากรอบเขตโทษ บอลแฉลบเล็กน้อยก่อนเปลี่ยนทางเข้าประตู ทำให้สกอร์กลับมาเท่ากัน
นาที 64 — เนเธอร์แลนด์ขึ้นนำ 2-1
คริเซนซิโอ ซัมเมอร์วิลล์จบสกอร์ด้วยการยิงเรียดอย่างยอดเยี่ยม ช่วยให้เนเธอร์แลนด์กลับมานำอีกครั้ง และดูเหมือนว่าจะกำลังคว้าสามแต้มได้สำเร็จ
นาที 88 — ญี่ปุ่นตีเสมอ 2-2
เมื่อความพ่ายแพ้ใกล้เข้ามา ญี่ปุ่นได้ลูกเตะมุมจากจุนยะ อิโตะ โคกิ โอกาวะขึ้นโหม่งต่อบอลไปยังประตู ก่อนที่บอลจะไปแฉลบไดจิ คามาดะและเปลี่ยนทางหนีมือแฟร์บรุกเกนเข้าประตู กลายเป็นประตูตีเสมอแบบสุดระทึก
จังหวะดังกล่าวทำให้แฟนบอลญี่ปุ่นในสนามลุกขึ้นฉลองอย่างกึกก้อง และช่วยให้ญี่ปุ่นเริ่มต้นฟุตบอลโลกด้วยการไม่แพ้หนึ่งในทีมเต็งของกลุ่ม
สวีเดนขึ้นนำกลุ่มหลังถล่มตูนิเซีย 5-1 ขณะที่ญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์มีทีมละ 1 คะแนนจากผลเสมอในเกมนี้
| อันดับ | ทีม | แข่ง | ชนะ | เสมอ | แพ้ | ได้ | เสีย | ผลต่าง | คะแนน |
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|
| 1 | สวีเดน | 1 | 1 | 0 | 0 | 5 | 1 | +4 | 3 |
| 2 | ญี่ปุ่น | 1 | 0 | 1 | 0 | 2 | 2 | 0 | 1 |
| 3 | เนเธอร์แลนด์ | 1 | 0 | 1 | 0 | 2 | 2 | 0 | 1 |
| 4 | ตูนิเซีย | 1 | 0 | 0 | 1 | 1 | 5 | -4 | 0 |
นอกจากคว้าแต้มสำคัญ ญี่ปุ่นยังยืดสถิติไม่แพ้ในเกมรอบแบ่งกลุ่มฟุตบอลโลกเป็น 17 นัด ซึ่งเป็นสถิติที่โดดเด่นในยุคปัจจุบัน
ผลเสมอทำให้การลุ้นเข้ารอบของทั้งญี่ปุ่นและเนเธอร์แลนด์ยังเปิดกว้าง แต่ทั้งสองทีมจำเป็นต้องเร่งเก็บชัยชนะในเกมที่เหลือ หากต้องการการันตีโอกาสผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์