โอเลห์ ฮรีโฮรอฟ (Oleh Hryhorov) หัวหน้าฝ่ายบริหารการทหารประจำภูมิภาคซูมี กล่าวถึงเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การโจมตีที่ไร้มนุษยธรรม” และระบุว่าทางการกำลังตรวจสอบรายละเอียดของเหตุการณ์เพิ่มเติม
เมืองซูมีตั้งอยู่ใกล้ชายแดนรัสเซีย ทำให้ตกอยู่ภายใต้การโจมตีด้วย โดรน ขีปนาวุธ และปืนใหญ่ อยู่บ่อยครั้งตลอดช่วงสงครามเต็มรูปแบบระหว่างสองประเทศ ความใกล้พรมแดนทำให้พื้นที่นี้เสี่ยงต่อการโจมตีข้ามแดนและโดรนระยะสั้น
ในช่วงเวลาใกล้เคียงกับเหตุโจมตีขบวนศพ ภูมิภาคนี้ยังเผชิญการโจมตีทางอากาศอื่น ๆ เช่น
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนว่าพื้นที่ทางเหนือของยูเครนยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากการโจมตีทางอากาศอย่างต่อเนื่อง
ทางการยูเครนระบุว่าเหตุโจมตีขบวนศพที่ซูมีเป็นส่วนหนึ่งของแนวโน้มที่กว้างขึ้นเกี่ยวกับการใช้โดรนโจมตีพลเรือน
สำนักงานอัยการสูงสุดของยูเครนรายงานว่า ณ เดือนพฤษภาคม 2026 เจ้าหน้าที่ได้บันทึก การโจมตีด้วยโดรนระยะใกล้ต่อพลเรือนมากกว่า 11,000 ครั้งตั้งแต่ปี 2024
ตัวเลขที่รายงานมีดังนี้
ผู้สืบสวนระบุว่าโดรนถูกใช้โจมตี ย่านที่อยู่อาศัย รถพลเรือน โครงสร้างพื้นฐาน โรงพยาบาล และสถานที่ที่มีคนรวมตัวกัน รวมถึงมีกรณีที่เรียกว่า “การโจมตีซ้ำ” ซึ่งโดรนโจมตีซ้ำในจุดเดิมหลังจากทีมกู้ภัยหรือเจ้าหน้าที่แพทย์มาถึง
หนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบหนักคือ ภูมิภาคเคอร์ซอน (Kherson) ทางตอนใต้ ซึ่งอัยการยูเครนระบุว่ามีพลเรือนเสียชีวิต 127 คนจากการโจมตีด้วยโดรนระยะใกล้ เพียงภูมิภาคเดียว
องค์กรระหว่างประเทศและกลุ่มสิทธิมนุษยชนได้ติดตามรูปแบบการโจมตีเหล่านี้อย่างใกล้ชิด
คณะกรรมการสอบสวนที่ได้รับการสนับสนุนจากสหประชาชาติ (UN) สรุปว่า การโจมตีด้วยโดรนของรัสเซียต่อพลเรือนในบางพื้นที่ของภูมิภาคเคอร์ซอนตั้งแต่ปี 2024 อาจเข้าข่ายอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
องค์กร Human Rights Watch ก็รายงานในทำนองเดียวกันว่ากองกำลังรัสเซียได้ใช้โดรนขนาดเล็กโจมตีพลเรือนและวัตถุพลเรือนหลายครั้ง ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายสงครามอย่างร้ายแรง
ขณะเดียวกัน รายงานด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติยังพบว่า การใช้โดรนระยะใกล้ที่เพิ่มขึ้นมีส่วนทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บในหมู่พลเรือนเพิ่มขึ้น โดยมีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนและบาดเจ็บมากกว่าหนึ่งพันคนในเหตุการณ์ที่ได้รับการยืนยัน
เหตุโจมตีขบวนศพใกล้เมืองซูมีแสดงให้เห็นว่า โดรนขนาดเล็กและต้นทุนต่ำ กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในสนามรบยุคใหม่ของสงครามรัสเซีย‑ยูเครน
แม้เดิมจะถูกใช้เพื่อโจมตีเป้าหมายทางทหาร แต่การใช้งานในช่วงหลังได้ขยายไปสู่พื้นที่พลเรือนมากขึ้น โดยเฉพาะเมืองหรือภูมิภาคที่อยู่ใกล้ชายแดน
สำหรับประชาชนในภาคเหนือของยูเครน เหตุการณ์นี้ตอกย้ำว่า ความเสี่ยงจากสงครามทางอากาศยังคงเกิดขึ้นได้ แม้ในช่วงเวลาปกติของชีวิต เช่น การรวมตัวของชุมชนหรือแม้แต่พิธีศพ