มีรายงานว่าคริปโตมูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์ถูกขโมยจากกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับ Coldcard หลังผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ในการสร้าง Seed ไม่ใช่การทำลายการเข้ารหัสของบิตคอยน์ ข้อผิดพลาดจากการผสานโค้ดในเฟิร์มแวร์ที่เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ทำให้บางอุปกรณ์ใช้กระบวนการสุ่มด้วยซอฟต์แวร์ที่คาดเดาได้ แทนตัวสร้างเลขสุ่มจากฮาร์ดแวร์...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What happened in the ongoing cryptocurrency theft targeting Coldcard offline hardware-wallet users—including who appears to be conducting it. Article summary: The theft appears to be an active, opportunistic campaign by at least a dozen unidentified hackers or groups, not a demonstrated breach of Bitcoin itself or of victims’ physical wallets. Estimates varied as the campaign . Topic tags: general, general web. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers, clic
เหตุการณ์ขโมยเงินจาก Coldcard ไม่ใช่การบุกเข้าไปขโมยอุปกรณ์ และไม่ได้หมายความว่าการเข้ารหัสของบิตคอยน์ถูกเจาะสำเร็จ แต่เป็นความผิดพลาดในขั้นตอนสร้าง Recovery Seed ซึ่งเป็นความลับหลักที่ใช้ควบคุมเงินในกระเป๋า
เมื่อผู้โจมตีค้นพบรูปแบบการสร้าง Seed ที่คาดเดาได้ พวกเขาสามารถสร้าง Seed ที่เป็นไปได้จำนวนมาก นำไปตรวจสอบกับที่อยู่บิตคอยน์ซึ่งเปิดเผยต่อสาธารณะ และโอนเงินออกจากกระเป๋าที่ตรงกันได้ โดยไม่ต้องแตะต้อง Coldcard หรือข้อมูลสำรองของเหยื่อเลย
Coldcard เป็น Hardware Wallet ที่ออกแบบมาเพื่อเก็บกุญแจสำหรับอนุมัติธุรกรรมให้แยกจากซอฟต์แวร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต จึงโดยทั่วไปมีความเสี่ยงจากการโจมตีระยะไกลต่ำกว่า Hot Wallet ซึ่งทำงานผ่านโทรศัพท์ เบราว์เซอร์ หรือบัญชีซื้อขายคริปโต
แต่ความปลอดภัยของกระเป๋ายังขึ้นอยู่กับคุณภาพของความสุ่มในตอนสร้าง Seed ด้วย การเปลี่ยนแปลงเฟิร์มแวร์ในเดือนมีนาคม 2021 ทำให้ Coldcard ที่ได้รับผลกระทบบางรุ่นใช้กระบวนการสุ่มด้วยซอฟต์แวร์ที่คาดเดาได้ แทนการใช้ตัวสร้างเลขสุ่มจากฮาร์ดแวร์ที่ออกแบบไว้สำหรับสร้าง Seed
Coinkite ผู้ผลิต Coldcard ระบุภายหลังว่าสาเหตุเป็นข้อผิดพลาดในการ Build และการเชื่อมโยงสัญลักษณ์ของโค้ด ไม่ใช่การตัดสินใจโดยเจตนาที่จะลดระดับความปลอดภัยของระบบสำรอง
Recovery Seed คือความลับหลักที่สามารถใช้สร้างที่อยู่บิตคอยน์และกุญแจสำหรับลงนามธุรกรรมขึ้นมาใหม่ได้ ดังนั้น Seed ต้องคาดเดาไม่ได้อย่างแท้จริง หากผู้โจมตีจำกัดขอบเขตของ Seed ที่เป็นไปได้ให้แคบลง พวกเขาก็สามารถค้นหา Seed ที่ถูกต้องได้โดยไม่ต้องเห็นอุปกรณ์ต้นทาง
สำหรับกระเป๋า Mk3 ที่ได้รับผลกระทบ รายงานซึ่งอ้างอิงการวิเคราะห์ทางเทคนิคของ Coinkite ประเมินว่าเอนโทรปีที่ใช้งานจริงอาจอยู่ที่ประมาณ 40 บิต จากที่ควรเป็น 128 บิต นั่นทำให้จำนวนความเป็นไปได้ลดลงมากพอที่การคำนวณเฉพาะทางจะทำได้จริง
ลำดับการโจมตีที่มีการรายงานมีลักษณะดังนี้
นี่จึงอธิบายได้ว่าทำไมผู้เสียหายบางรายยังสูญเงินทั้งที่ปฏิบัติตามหลักการดูแลคริปโตแบบ Self-Custody อย่างเคร่งครัด ไม่เคยเปิดเผย Seed เก็บอุปกรณ์แบบออฟไลน์ และรักษาข้อมูลสำรองไว้อย่างปลอดภัย เพราะจุดอ่อนมีอยู่ตั้งแต่ตอนสร้าง Seed ไม่ใช่สถานที่ที่ใช้เก็บ Seed ในภายหลัง
ตัวเลขความเสียหายเปลี่ยนแปลงไปตามการตรวจสอบและการโจมตีแต่ละระลอก ช่วงแรกมีการระบุว่าเงิน 594.48 BTC ถูกขโมยจากกระเป๋าแบบ Single-Signature ราว 500 ใบ ขณะที่รายงานภายหลังเชื่อมโยงเหตุการณ์นี้กับบิตคอยน์มากกว่า 1,300 BTC และความเสียหายสูงกว่า 130 ล้านดอลลาร์
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นยอดสุดท้ายที่ตายตัว เพราะแต่ละรายงานอาจครอบคลุมช่วงเวลา ระลอกการโจมตี ประเภทกระเป๋า และราคาบิตคอยน์ที่แตกต่างกัน
การประเมินภายหลังของ Galaxy Research ระบุความเสียหายไว้ที่ “130 ล้านดอลลาร์และยังเพิ่มขึ้น” สะท้อนว่าการตรวจสอบยังดำเนินต่อไปในช่วงกลางเดือนสิงหาคม
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยตัวผู้ก่อเหตุอย่างยืนยันได้ รายงานที่มีอยู่ระบุว่าเป็นแคมเปญที่กำลังดำเนินอยู่และมีลักษณะฉวยโอกาส โดยเกี่ยวข้องกับแฮกเกอร์หรือกลุ่มที่ไม่ทราบชื่ออย่างน้อย 12 ราย และอาจมีหลายกลุ่มที่ใช้ประโยชน์จากช่องโหว่เดียวกันหลังจากรายละเอียดถูกเปิดเผย
การระบุสาเหตุทางเทคนิคจึงต้องแยกออกจากการระบุตัวผู้โจมตี สาเหตุของปัญหาเชื่อมโยงกับการทำงานของระบบสร้าง Seed ใน Coldcard ขณะที่ตัวตน องค์กร และสถานที่ของผู้ที่ระบายเงินออกจากกระเป๋ายังคงไม่มีข้อสรุปจากรายงานที่มีอยู่ หลักฐานยังไม่ยืนยันว่าเป็นการโจมตีตัวโปรโตคอลบิตคอยน์หรือเป็นฝีมือของกลุ่มอาชญากรกลุ่มเดียว
Coldcard Hack เกิดขึ้นในช่วงที่ความเสียหายจากอาชญากรรมไซเบอร์ในอุตสาหกรรมคริปโตกำลังอยู่ในระดับสูง โดยเมื่อถึงช่วงต้นเดือนสิงหาคม มีรายงานว่าในปี 2026 เกิดการแฮกบริษัทคริปโตมากกว่า 200 ครั้ง และมีมูลค่าความเสียหายรวมกว่า 950 ล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภาพรวมดังกล่าวครอบคลุมการโจมตีบริษัทและระบบคริปโตหลายประเภท ขณะที่ความเสียหายจาก Coldcard มาจากช่องโหว่เฉพาะในขั้นตอนสร้าง Seed ของกระเป๋า ความเชื่อมโยงสำคัญคือ แม้จะใช้การเข้ารหัสที่แข็งแกร่งและเก็บอุปกรณ์แบบออฟไลน์ แต่ทั้งสองอย่างก็ไม่อาจชดเชยข้อผิดพลาดในชั้นการสร้างกุญแจหรือการนำระบบไปใช้งานจริงได้
Hardware Wallet มีเป้าหมายเพื่อแยกข้อมูลสำคัญที่ใช้ลงนามธุรกรรมออกจากอุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ส่วน Hot Wallet มักทำงานผ่านซอฟต์แวร์ที่ต้องเผชิญกับภัยออนไลน์ในวงกว้างกว่า
การเก็บแบบ Cold Storage จึงช่วยลดความเสี่ยงจากมัลแวร์ การยึดบัญชีจากระยะไกล และการเปิดเผย Seed โดยไม่ตั้งใจระหว่างการใช้งานทั่วไป
แต่เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดจากแฮกเกอร์ล็อกอินเข้า Coldcard ทุกเครื่องจากระยะไกล ความล้มเหลวเกิดขึ้นเพราะกระเป๋าบางใบถูกสร้างขึ้นด้วย Seed ที่มีความสุ่มไม่เพียงพอ เมื่อ Seed อ่อนแอ การเก็บอุปกรณ์ไว้ในตู้เซฟช่วยปกป้องตัวเครื่องได้ แต่ไม่ได้ปกป้องความลับทางคณิตศาสตร์ที่สามารถสร้างขึ้นใหม่จากบล็อกเชนสาธารณะและรูปแบบการสร้างที่ผู้โจมตีรู้แล้ว
ความแตกต่างนี้สำคัญมาก: เหตุการณ์ดังกล่าวเป็นช่องโหว่ในการนำผลิตภัณฑ์ไปใช้งาน ไม่ใช่หลักฐานว่า Hardware Wallet ทุกใบไม่ปลอดภัยโดยธรรมชาติ หรือระบบที่อยู่และลายเซ็นของบิตคอยน์ถูกทำลายแล้ว
Jonathan Goodman กล่าวว่าเงินที่อยู่ภายใต้การควบคุมของ Coldcard ของเขาถูกขโมยไปประมาณ 1.6 ล้านดอลลาร์แคนาดา เขาระบุว่าไม่เคยเปิดเผย Seed Phrase และเก็บอุปกรณ์ไว้อย่างปลอดภัยทางกายภาพ แต่การป้องกันเหล่านั้นก็ไม่สามารถหยุดการโจมตีได้
กรณีของ Goodman สะท้อนจุดที่น่ากังวลที่สุดของเหตุการณ์นี้ นั่นคือความปลอดภัยในการใช้งานของผู้ใช้ไม่เพียงพอ หากความลับตั้งต้นถูกสร้างขึ้นจากกระบวนการที่คาดเดาได้ตั้งแต่แรก กล่าวให้เข้าใจง่ายคือ ต่อให้เก็บกุญแจที่อ่อนแอไว้ดีแค่ไหน กุญแจนั้นก็ยังอ่อนแออยู่ดี
Coinkite เปิดเผยปัญหาเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2026 พร้อมเผยแพร่เฟิร์มแวร์ที่แก้ไขแล้วและประกาศแจ้งเตือนด้านความปลอดภัย แนวทางแก้ไขหลักคือการย้ายเงินไปยังกระเป๋าใหม่ ไม่ใช่เพียงอัปเดตเฟิร์มแวร์ตามขั้นตอนต่อไปนี้
Coinkite เตือนอย่างชัดเจนว่าการอัปเดตเฟิร์มแวร์ไม่สามารถทำให้ Seed ที่ถูกสร้างบนเฟิร์มแวร์ซึ่งมีช่องโหว่กลับมาปลอดภัยย้อนหลังได้ ผู้ใช้ต้องย้ายเงินไปยังกระเป๋าที่ควบคุมด้วย Seed ใหม่
ประกาศแจ้งเตือนระบุว่าเงินอาจมีความเสี่ยง หาก Seed ถูกสร้างขึ้นโดยไม่มีการทอยลูกเต๋าแบบอิสระและเป็นส่วนตัวอย่างน้อย 50 ครั้ง และกระเป๋าที่มีเงินไม่ได้รับการปกป้องด้วย BIP-39 Passphrase ที่แข็งแกร่งและไม่ซ้ำกับที่อื่น ผู้ใช้ควรตรวจสอบเฟิร์มแวร์และขั้นตอนย้ายเงินตามประกาศทางการล่าสุดของ Coinkite สำหรับรุ่นอุปกรณ์ของตนเอง และไม่ควรมอบ Seed Words หรือ Passphrase ให้ใครก็ตามที่อ้างว่าเป็นฝ่ายสนับสนุน
กรณี Coldcard แสดงให้เห็นว่าความปลอดภัยของ Hardware Wallet มีหลายชั้น ได้แก่
ข้อสรุปที่สำคัญที่สุดคือ หากสงสัยว่า Wallet Seed ถูกสร้างผ่านกระบวนการที่มีช่องโหว่ ต้องเปลี่ยน Seed ไม่ใช่แค่เปลี่ยนอุปกรณ์หรืออัปเดตเฟิร์มแวร์ ในเหตุการณ์นี้ มีรายงานว่าผู้โจมตีไม่จำเป็นต้องขโมย Coldcard พวกเขาเพียงต้องสร้างความลับที่อุปกรณ์เคยสร้างไว้ขึ้นมาใหม่ให้ได้
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
มีรายงานว่าคริปโตมูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์ถูกขโมยจากกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับ Coldcard หลังผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ในการสร้าง Seed ไม่ใช่การทำลายการเข้ารหัสของบิตคอยน์
มีรายงานว่าคริปโตมูลค่ากว่า 130 ล้านดอลลาร์ถูกขโมยจากกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับ Coldcard หลังผู้โจมตีใช้ช่องโหว่ในการสร้าง Seed ไม่ใช่การทำลายการเข้ารหัสของบิตคอยน์ ข้อผิดพลาดจากการผสานโค้ดในเฟิร์มแวร์ที่เริ่มตั้งแต่เดือนมีนาคม 2021 ทำให้บางอุปกรณ์ใช้กระบวนการสุ่มด้วยซอฟต์แวร์ที่คาดเดาได้ แทนตัวสร้างเลขสุ่มจากฮาร์ดแวร์
Coinkite แนะนำให้ผู้ใช้ติดตั้งเฟิร์มแวร์ที่แก้ไขแล้ว สร้าง Seed ใหม่ทั้งหมด และย้ายเงินไปยังกระเป๋าใหม่ เพราะการอัปเดตเฟิร์มแวร์เพียงอย่างเดียวไม่ทำให้ Seed เดิมปลอดภัยขึ้น