รายงานด้านสิทธิบัตรบางแห่งยังระบุว่า ข้อตกลงที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับแพลตฟอร์มรวมสิทธิบัตรอย่าง Avanci ซึ่งรวบรวมสิทธิบัตรด้านเครือข่ายมือถือจากหลายบริษัทให้ผู้ผลิตรถยนต์ซื้อใบอนุญาตในรูปแบบแพ็กเกจเดียว อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าข้อตกลงระหว่าง Nokia และ Geely ใช้ Avanci หรือไม่
ดังนั้นข้อสรุปที่ปลอดภัยที่สุดจากข้อมูลปัจจุบันคือ
มีแนวโน้มสูงว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงด้านลิขสิทธิ์แล้ว แต่รายละเอียดของสัญญายังไม่ถูกเปิดเผย
ก่อนจะถอนคดี ความขัดแย้งระหว่างสองบริษัทได้ยกระดับขึ้นอย่างมาก
Geely เคยยื่นคำร้องต่อ ศาลประชาชนกลางหางโจว (Hangzhou Intermediate People’s Court) ในจีน เพื่อขอใบอนุญาตใช้งานชั่วคราวทั่วโลก พร้อมกับพยายามให้ศาลจีนกำหนดอัตรา FRAND ระดับโลก
Nokia ตอบโต้ด้วยการขอคำสั่งจากศาลยุโรปที่เรียกว่า anti‑anti‑suit injunction (AASI) ซึ่งได้รับการอนุมัติจากทั้งศาลมิวนิกและ UPC ในเดือนเมษายน 2026
คำสั่งนี้มีเป้าหมายเพื่อป้องกันไม่ให้ Geelyใช้กระบวนการศาลในจีนเพื่อขัดขวางการบังคับใช้สิทธิบัตรในยุโรป
การแข่งขันทางกฎหมายแบบ "หลายเขตอำนาจศาล" ลักษณะนี้กลายเป็นเรื่องปกติในข้อพิพาทเกี่ยวกับสิทธิบัตรโทรคมนาคมระดับโลก
เมื่อศาลยุโรปออกคำสั่ง AASI แล้ว ตำแหน่งต่อรองของ Nokia ก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างมาก เพราะทำให้คดีละเมิดสิทธิบัตรในยุโรปสามารถดำเนินต่อไปได้โดยไม่ถูกขัดขวาง
เนื่องจาก Nokia ยังยื่นฟ้อง Geely ใน UPC ด้วย การถอนคดีที่มิวนิกจึงอาจทำให้คดีอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องถูกยุติไปพร้อมกัน หากข้อตกลงลิขสิทธิ์ครอบคลุมข้อพิพาททั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ณ เวลาที่มีรายงานล่าสุด ยังไม่มีการยืนยันอย่างเป็นทางการว่าคดีทั้งหมดถูกถอนแล้ว
เหตุการณ์ทางกฎหมายนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ Nokia กำลังมีโมเมนตัมทางธุรกิจค่อนข้างดี โดยเฉพาะจากกระแสการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI
Nokia ยังเปิด AI Networking Innovation Lab ที่เมืองซันนีเวล รัฐแคลิฟอร์เนีย ซึ่งเป็นศูนย์ทดสอบสถาปัตยกรรมเครือข่ายสำหรับศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่ โดยเปิดให้พันธมิตรเทคโนโลยีเข้ามาทดลองและพัฒนาร่วมกัน
ผลประกอบการที่แข็งแกร่งยังช่วยดันราคาหุ้นของบริษัทขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบประมาณ 16 ปี หลังรายงานกำไรไตรมาสแรกออกมาดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์
ข้อพิพาทระหว่าง Nokia กับ Geely สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์
เมื่อรถยนต์กลายเป็นแพลตฟอร์มคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่อเครือข่ายตลอดเวลา ผู้ผลิตรถก็ต้องใช้เทคโนโลยีเครือข่ายเดียวกับสมาร์ตโฟนและโครงข่ายมือถือ
ผลลัพธ์คือการเจรจา—และบางครั้งก็การฟ้องร้อง—ระหว่างบริษัทโทรคมนาคมที่ถือสิทธิบัตร กับผู้ผลิตรถยนต์ทั่วโลก
การถอนคดีที่มิวนิกจึงน่าจะเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของข้อพิพาท SEP ที่จบลงด้วย ข้อตกลงลิขสิทธิ์ มากกว่าคำตัดสินของศาล
Comments
0 comments