อย่างไรก็ตาม ความซับซ้อนด้านโครงสร้างบริษัท การควบคุมของครอบครัว และสถานการณ์ทางการเงินของคู่เจรจา ทำให้การรวมกิจการครั้งนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้
ข่าวการเจรจาระหว่างสองบริษัทถูกเปิดเผยครั้งแรกในเดือนมีนาคม 2026 โดยแนวคิดหลักคือการรวมพอร์ตแบรนด์ระดับโลกเข้าด้วยกัน เช่น
การรวมกันจะทำให้บริษัทใหม่มีความแข็งแกร่งทั้งในตลาด สกินแคร์ เมคอัพ น้ำหอม และแฟชั่นไลเซนส์ พร้อมขยายขนาดเพื่อแข่งขันกับบริษัทเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสอย่าง L’Oréal
แต่หลังการเจรจาหลายสัปดาห์ ทั้งสองฝ่ายก็เลือกยุติการพูดคุยโดยไม่มีการลงนามข้อตกลงขั้นสุดท้าย
แม้บริษัทจะไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดอย่างเป็นทางการมากนัก แต่รายงานข่าวและการวิเคราะห์ชี้ไปที่ปัจจัยสำคัญหลายด้าน
ทั้ง Estée Lauder และ Puig เป็นบริษัทที่ยังมี ครอบครัวผู้ก่อตั้งถืออิทธิพลสูง ในโครงสร้างบริษัท
ระหว่างการเจรจา ฝ่ายครอบครัวของทั้งสองบริษัทต้องหารือเรื่องสำคัญ เช่น
การหาจุดสมดุลที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ โดยเฉพาะเรื่อง สิทธิออกเสียงและอำนาจบริหาร กลายเป็นเรื่องยากมาก
Estée Lauder เข้าสู่การเจรจาในช่วงที่ผลประกอบการยังไม่ฟื้นเต็มที่ และกำลังอยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างธุรกิจ
นักลงทุนและนักวิเคราะห์บางส่วนตั้งคำถามว่า
ความไม่สมดุลนี้ทำให้การเจรจาเรื่อง มูลค่าบริษัทและเงื่อนไขดีล ซับซ้อนขึ้นมาก
ในช่วงเวลาเดียวกัน Estée Lauder กำลังเดินหน้าแผนเปลี่ยนแปลงองค์กรครั้งใหญ่ หากต้องรวมกิจการขนาดมหึมาพร้อมกัน อาจเพิ่มความเสี่ยงด้าน
ท้ายที่สุด ทั้งสองบริษัทอาจเห็นว่าความซับซ้อนในการรวมองค์กร มีความเสี่ยงมากกว่าผลประโยชน์ที่คาดหวัง
สิ่งที่น่าสนใจคือ นักลงทุนกลับตอบรับข่าวดีลล่มในเชิงบวก
หลังประกาศยุติการเจรจา หุ้นของ Estée Lauder พุ่งขึ้นประมาณ 10% ในการซื้อขายหลังตลาดปิด
นักลงทุนจำนวนมากมองว่าการยกเลิกดีลช่วยให้
ก่อนหน้านี้ ตอนที่มีข่าวการเจรจาควบรวม หุ้นของบริษัทกลับปรับตัวลง สะท้อนความกังวลของตลาดต่อดีลนี้
แทนที่จะเดินหน้าดีลขนาดใหญ่ บริษัทกำลังมุ่งเน้น การปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ แทน
หนึ่งในมาตรการสำคัญคือการลดต้นทุน โดยบริษัทประกาศแผนลดพนักงานทั่วโลก ประมาณ 9,000–10,000 ตำแหน่ง
เป้าหมายของแผนนี้ ได้แก่
การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันไปซื้อสินค้าเครื่องสำอางผ่าน ช่องทางดิจิทัลและร้านเฉพาะทาง มากขึ้น แทนการซื้อผ่านเคาน์เตอร์ในห้างแบบเดิม
การล้มของดีลครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า แม้เหตุผลทางธุรกิจจะดูสมเหตุสมผล แต่ การควบรวมในอุตสาหกรรมสินค้าหรูยังมีความซับซ้อนสูง โดยเฉพาะเมื่อเกี่ยวข้องกับ
ในตอนนี้ ทั้งสองบริษัทดูเหมือนจะเลือกเดินคนละทาง
แม้ดีลยักษ์จะไม่เกิดขึ้น แต่อุตสาหกรรมความงามระดับโลกยังคงอยู่ในช่วงแข่งขันและปรับโครงสร้างอย่างต่อเนื่อง