หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของคริปโตส่วนใหญ่คือการทำงานบน บล็อกเชนสาธารณะ ซึ่งบันทึกทุกธุรกรรมไว้แบบถาวรและตรวจสอบได้
ผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลของ Coinbase จึงสามารถใช้เครื่องมือวิเคราะห์บล็อกเชนเพื่อติดตามเส้นทางของคริปโตที่ถูกขโมย โดยดูว่าเงินถูกย้ายจากกระเป๋าเงินหนึ่งไปยังอีกกระเป๋าเงินอย่างไร และมีความเชื่อมโยงกับบัญชีหรือบุคคลใดบ้าง
ข้อมูลเหล่านี้ถูกส่งต่อให้ตำรวจในเขต West Midlands ของอังกฤษ เพื่อนำไปใช้ในการสืบสวนและเชื่อมโยงหลักฐานดิจิทัลกับผู้ต้องสงสัย
หลักฐานจากการติดตามธุรกรรมมีน้ำหนักมากพอจนทำให้สมาชิกแก๊งสองคน เปลี่ยนคำให้การเป็นรับสารภาพ ระหว่างกระบวนการพิจารณาคดี
ท้ายที่สุด ศาลได้ตัดสินลงโทษสมาชิกแก๊งอาชญากรทั้งหมด 5 คน จากบทบาทในคดีลักพาตัวและปล้นคริปโต
โทษจำคุกรวมกันของทั้งกลุ่ม มากกว่า 78 ปี ซึ่งถือเป็นหนึ่งในคดีตัวอย่างของการใช้ข้อมูลบล็อกเชนเป็นหลักฐานสำคัญในศาล
ผู้บริหาร Coinbase ยังกล่าวถึงคดีนี้ว่าเป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างบริษัทคริปโตกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ที่สามารถนำไปสู่การดำเนินคดีและคำตัดสินลงโทษจริง
แม้หลายคนจะเชื่อว่าคริปโตมีความ "ไม่ระบุตัวตน" แต่ผู้สืบสวนจำนวนมากชี้ว่าความจริงแล้ว บล็อกเชนมีความโปร่งใสสูง เพราะทุกธุรกรรมถูกบันทึกและตรวจสอบย้อนหลังได้
Coinbase ระบุว่าการวิเคราะห์ข้อมูลบนบล็อกเชนสามารถช่วยให้ผู้สืบสวน:
เมื่อเทียบกับอาชญากรรมที่ใช้เงินสดซึ่งมักไม่ทิ้งร่องรอยทางการเงิน บล็อกเชนสามารถสร้าง “รอยทางดิจิทัลถาวร” ที่ช่วยให้การสืบสวนมีหลักฐานชัดเจนมากขึ้น
แม้การก่ออาชญากรรมรุนแรงที่มุ่งเป้าไปยังผู้ถือครองคริปโตจะเริ่มเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากขึ้น แต่คดีนี้แสดงให้เห็นว่าเมื่อแพลตฟอร์มคริปโต ทีมวิเคราะห์ข้อมูล และตำรวจทำงานร่วมกันอย่างรวดเร็ว สินทรัพย์ดิจิทัลสามารถถูกติดตามและใช้เป็นหลักฐานเพื่อจับกุมผู้กระทำผิดได้จริง
Comments
0 comments