เกิดอะไรขึ้นกับ Tectonic?
เหตุการณ์ Tectonic เป็นการโจมตีโปรโตคอลกู้ยืมแบบกระจายศูนย์ หรือ DeFi โดยมีจุดศูนย์กลางอยู่ที่การประเมินมูลค่าหลักประกัน ไม่ใช่การเจาะระบบซื้อขายหรือแอปสำหรับผู้บริโภคของ Crypto.com
จากรายงานเบื้องต้น ผู้โจมตีทำให้ราคาที่ระบบรายงานของโทเคนกำกับดูแล TONIC ซึ่งมีการซื้อขายค่อนข้างเบาบาง พุ่งขึ้นราว 100 เท่าภายในเวลาประมาณ 20 นาที จากนั้นนำ TONIC ที่มีมูลค่าสูงเกินจริงไปฝากเป็นหลักประกัน เพื่อกู้สินทรัพย์อื่นที่มีสภาพคล่องสูงกว่าออกจากพูลของ Tectonic
8
18
26
ตัวเลขความเสียหายที่มีการรายงานอยู่ที่ประมาณ 66–75 ล้านดอลลาร์ ขณะที่การประเมินจากข้อมูลบนเชนอีกรายการหนึ่งระบุว่าสินทรัพย์ที่ถูกดูดออกหรืออยู่ในความเสี่ยงอาจมีมูลค่าสูงถึง 119.5 ล้านดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม Tectonic ยังไม่ได้ยืนยันยอดสูญเสียสุดท้ายในเวลาที่มีการรายงาน
2
9
11
26
กลไกการโจมตีทำงานอย่างไร?
โปรโตคอลกู้ยืมต้องใช้ “ออราเคิล” (oracle) ซึ่งเป็นระบบดึงข้อมูลราคาจากตลาด เพื่อคำนวณว่าหลักประกันของผู้ใช้มีมูลค่าเท่าใด และผู้ใช้ควรกู้สินทรัพย์อื่นได้มากแค่ไหน
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อราคาของโทเคนที่ซื้อขายในตลาดบางถูกดันขึ้นอย่างรวดเร็ว หากออราเคิลรับราคาดังกล่าวเป็นราคาที่น่าเชื่อถือ ระบบก็อาจมองว่าหลักประกันมูลค่าน้อยมีมูลค่าสูงพอสำหรับการกู้เงินจำนวนมาก ผู้โจมตีจึงสามารถใช้มูลค่า “บนหน้าจอ” ไปแลกเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่าจริงและสภาพคล่องสูงกว่าได้
8
18
26
พูดให้เข้าใจง่ายคือ ผู้โจมตีไม่ได้จำเป็นต้องสร้างมูลค่าจริงให้ TONIC แต่ทำให้ระบบเชื่อว่า TONIC มีมูลค่าสูง จากนั้นใช้ความเชื่อนั้นเป็นกำลังซื้อในการกู้สินทรัพย์จากกองทุนร่วมของโปรโตคอล
ลำดับธุรกรรมที่แน่นอนและยอดบัญชีสุดท้ายยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ ดังนั้นตัวเลขที่รายงานจึงควรถือเป็นการประเมินเงินที่ถูกดูดออกไปหรืออยู่ในความเสี่ยง ไม่ใช่ยอดขาดทุนของผู้ฝากที่ได้รับการยืนยันแล้ว
2
11
17
ทำไมสภาพคล่องและออราเคิลของ TONIC จึงสำคัญ?
Tectonic เผยแพร่พารามิเตอร์ของตลาดเงินสำหรับ TONIC โดยระบุค่า collateral factor ที่ 20% หรือสัดส่วนสูงสุดของมูลค่าหลักประกันที่สามารถนำไปกู้ได้ นอกจากนี้ยังระบุค่าปรับการชำระบัญชี 10% ค่า close factor 50% และเพดานการฝาก TONIC ที่ 50 ล้านล้านโทเคน ขณะที่ตารางดังกล่าวไม่ได้แสดงเพดานการกู้ยืม TONIC
25
ตามปกติ collateral factor ที่ 20% ช่วยจำกัดการกู้เกินมูลค่าหลักประกัน แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากราคาตั้งต้นถูกบิดเบือนก่อนนำมาคำนวณ ตัวอย่างเช่น โทเคนที่มีมูลค่าจริงเพียงเล็กน้อยอาจถูกระบบมองว่ามีมูลค่ามากขึ้นหลายสิบหรือหลายร้อยเท่า แล้วจึงนำ collateral factor ไปคูณกับมูลค่าปลอมดังกล่าว
จึงเห็นได้ว่าความเสี่ยงของหลักประกันไม่ได้ขึ้นอยู่กับโค้ดสมาร์ตคอนแทรกต์เพียงอย่างเดียว โปรโตคอลยังต้องพิจารณาความลึกของตลาด แหล่งที่มาของราคา วิธีคำนวณฟีดราคา เพดานการฝากและกู้ยืมของสินทรัพย์แต่ละชนิด เงื่อนไขการชำระบัญชี และระบบหยุดการกู้ยืมเมื่อราคาขยับผิดปกติ
สถานะทางการเงินของ Tectonic ก่อนเกิดเหตุ
ก่อนเกิดเหตุ Tectonic มีมูลค่าสินทรัพย์ที่ล็อกอยู่ในระบบ หรือ TVL ราว 121.7 ล้านดอลลาร์ และมีเงินกู้ที่ใช้งานอยู่ประมาณ 82.7 ล้านดอลลาร์ ตามข้อมูลที่ The Block อ้างอิงจาก DefiLlama
26
ตัวเลขดังกล่าวช่วยอธิบายว่าเหตุใดการดูดเงินระดับหลายสิบล้านดอลลาร์จึงอาจกระทบผู้ฝากอย่างรุนแรง แม้สินทรัพย์บางส่วนจะยังคงอยู่บนเครือข่าย Cronos ก็ตาม เพราะความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ TONIC ของผู้โจมตี แต่รวมถึงสินทรัพย์ที่ผู้กู้รายอื่นยืมออกจากพูลร่วมด้วย
หลังเกิดเหตุ ผู้ฝากจึงขึ้นอยู่กับมูลค่าหลักประกันที่ยังเหลืออยู่ เงินที่สามารถกู้คืนได้ และแนวทางจัดการของโปรโตคอล ไม่ใช่เพียงการตรวจสอบว่ากระเป๋าของผู้โจมตียังถือสินทรัพย์อยู่หรือไม่
Cronos หยุดเครือข่ายเพื่อสกัดการเคลื่อนย้ายเงิน
หลังตรวจพบเหตุการณ์ ผู้ตรวจสอบความถูกต้องของเครือข่าย Cronos ได้หยุดการผลิตบล็อกทั่วทั้งเครือข่าย รายงานระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวช่วยป้องกันไม่ให้ผู้โจมตีโอนเงินเพิ่มเติมและเชื่อมสินทรัพย์ไปยังเครือข่ายอื่นได้สำเร็จ
มีรายงานว่าสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับการโจมตีประมาณ 6 ล้านดอลลาร์เดินทางไปถึง Ethereum ขณะที่เงินราว 60 ล้านดอลลาร์หรือมากกว่านั้นยังคงอยู่บน Cronos
3
4
5
10
14
อย่างไรก็ตาม คำว่า “ติดอยู่บนเครือข่าย” ไม่ได้แปลว่า “กู้คืนได้แล้ว” โดยอัตโนมัติ การกู้คืนต้องขึ้นอยู่กับขั้นตอนการเปิดเครือข่ายอีกครั้ง การจัดการกับที่อยู่ที่เกี่ยวข้อง ความสามารถในการโอนหรือระงับสินทรัพย์หลังรีสตาร์ต รวมถึงการตัดสินใจของ Tectonic และฝ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง
การหยุดทั้งเครือข่ายอาจช่วยรักษาสินทรัพย์ในภาวะฉุกเฉิน แต่ก็สร้างความเสี่ยงด้านปฏิบัติการให้กับผู้ใช้ทุกคน และสะท้อนว่าเครือข่ายต้องพึ่งพาการประสานงานระหว่างผู้ตรวจสอบและกระบวนการกู้คืนมากเพียงใด
7
Crypto.com ถูกแฮ็กหรือไม่?
จากรายงานที่มี Tectonic เป็นโปรโตคอล DeFi ที่ดำเนินงานแยกจากกัน แม้จะถูกติดตั้งบน Cronos ซึ่งเป็นบล็อกเชนที่เชื่อมโยงกับ Crypto.com ก็ตาม
คริส มาร์ชาลек (Kris Marszalek) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Crypto.com ระบุว่าแอปหลักและแพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ และไม่มีแหล่งข้อมูลที่ให้หลักฐานว่ากระทบยอดสินทรัพย์ของลูกค้าบนแพลตฟอร์มเหล่านั้น
3
6
9
26
ผลกระทบโดยตรงจึงอยู่ที่ Tectonic และระบบ DeFi บน Cronos ส่วนผลกระทบในวงกว้างคือเครือข่ายหยุดให้บริการ ความไม่แน่นอนของผู้ฝากและผู้กู้ ตลอดจนแรงกดดันต่อความน่าเชื่อถือของระบบนิเวศ Cronos
คล้าย Moonwell และ Mango Markets อย่างไร?
รูปแบบทางเศรษฐศาสตร์ของเหตุการณ์นี้คล้ายกับเหตุการณ์ Moonwell บนเครือข่าย Base ในเดือนสิงหาคม 2026 ซึ่งเกี่ยวข้องกับโทเคน MAMO รายงานชันสูตรของ Moonwell ระบุว่าการโจมตีผสานการบิดเบือนราคาออราเคิลของ MAMO เข้ากับการทำให้บัญชีหลักประกันมีมูลค่าสูงเกินจริง ก่อนนำมูลค่าดังกล่าวไปกู้สินทรัพย์สภาพคล่องสูงจากตลาดของโปรโตคอล
27
30
31
ส่วนกรณี Mango Markets ในปี 2022 ผู้โจมตีผลักราคาของ MNGO ซึ่งเป็นโทเคนที่มีสภาพคล่องจำกัดให้สูงขึ้น ทำให้ราคาที่ถูกบิดเบือนส่งผลต่อการคำนวณความเสี่ยงของแพลตฟอร์ม ก่อนกู้สินทรัพย์อื่นโดยใช้สถานะ MNGO ที่ถูกประเมินมูลค่าสูงเกินจริงเป็นหลักประกัน
36
47
ทั้งสามเหตุการณ์ไม่ได้เหมือนกันในรายละเอียดทางเทคนิค เพราะแต่ละโปรโตคอลใช้ระบบและมาตรการป้องกันต่างกัน แต่มีบทเรียนร่วมที่ชัดเจน คือ หากแพลตฟอร์มปล่อยให้ราคาจากตลาดที่บิดเบือนได้เป็นตัวกำหนดกำลังการกู้ยืม ก็อาจเปิดทางให้ผู้โจมตีแลกมูลค่าปลอมเป็นสภาพคล่องจริงได้
ประเด็นใดยังไม่มีคำตอบ?
ข้อมูลล่าสุดยังไม่สามารถตอบคำถามสำคัญได้อย่างสมบูรณ์ ได้แก่
- ยอดความเสียหายและจำนวนเงินที่กู้คืนได้จริงยังไม่ยืนยัน ตัวเลขที่รายงานมีตั้งแต่ประมาณ 66–75 ล้านดอลลาร์ ไปจนถึงการประเมิน 119.5 ล้านดอลลาร์จากการวิเคราะห์อีกรายการหนึ่ง
2
11
26
- Cronos ยังไม่ได้ประกาศขั้นตอนรีสตาร์ตเครือข่ายหรือกำหนดเวลาที่ได้รับการยืนยันในรายงานที่มีอยู่
11
- สถานะของที่อยู่ที่เชื่อมโยงกับการโจมตี รวมถึงมาตรการขึ้นบัญชีดำหรือการกู้คืน ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่
10
- ยังไม่มีแหล่งข้อมูลใดยืนยันว่าผู้ฝาก Tectonic จะได้รับเงินคืนเต็มจำนวนหรือมีการรับประกันการชดเชย
จำนวนเงินที่ผู้ให้กู้จะได้รับคืนในท้ายที่สุดขึ้นอยู่กับสินทรัพย์ที่ยังถูกตรึงอยู่บน Cronos เงินที่ถูกเชื่อมออกไปแล้ว การดำเนินการหลังเหตุการณ์ของโปรโตคอล และการตัดสินใจว่าฝ่ายใดจะรับผิดชอบส่วนขาด ไม่ว่าจะเป็นกองทุนสำรอง ประกัน การกำกับดูแลของชุมชน หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ
ดังนั้น จนกว่าจะมีการบันทึกแนวทางอย่างเป็นทางการ ไม่ควรเรียกเงินที่ “ติดอยู่” ว่าเป็นเงินที่ “ถูกส่งคืน” แล้ว
บทเรียนต่อความปลอดภัยของ DeFi ในปี 2026
เหตุการณ์ Tectonic เกิดขึ้นในปีที่อุตสาหกรรมคริปโตเผชิญเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยจำนวนมาก CoinGecko นับเหตุการณ์แฮ็กและเอ็กซ์พลอยต์ในคริปโตได้ 164 ครั้งจนถึงต้นเดือนสิงหาคม 2026 ซึ่งมากกว่าจำนวนของปีเต็มก่อนหน้าในชุดข้อมูลดังกล่าว ขณะที่ The Defiant รายงานว่าไตรมาส 2 มีจำนวนเหตุการณ์โจมตี DeFi สูงเป็นประวัติการณ์ แม้ตัวเลขจากผู้ติดตามแต่ละรายจะแตกต่างกัน
39
43
บทเรียนสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโปรโตคอลถูกโจมตีบ่อยขึ้น แต่คือการทดสอบความปลอดภัยต้องครอบคลุมการออกแบบตลาดด้วย โดยเฉพาะคำถามต่อไปนี้
- สินทรัพย์ที่มีการซื้อขายเบาบางควรได้รับอนุญาตให้ใช้เป็นหลักประกันหรือไม่
- ออราเคิลสามารถต้านทานการปั่นราคาในระยะสั้นได้จริงหรือไม่
- เพดานการฝากและกู้ยืมสอดคล้องกับสภาพคล่องจริงของตลาดหรือไม่
- ระบบชำระบัญชีจะทำงานได้หรือไม่หากราคาพังลงอย่างรวดเร็ว
- ระบบหยุดฉุกเฉินอัตโนมัติสามารถจำกัดการกู้ยืมก่อนที่พูลสภาพคล่องร่วมจะถูกดูดจนหมดหรือไม่
สำหรับผู้ใช้ ความเสี่ยงที่ต้องระวังคือโทเคนอาจดูมีมูลค่าสูงในหน้าต่างกู้ยืมของโปรโตคอล แต่ตลาดจริงอาจไม่มีสภาพคล่องมากพอรองรับมูลค่านั้น ส่วนสำหรับโปรโตคอล เหตุการณ์นี้ย้ำว่าเกณฑ์หลักประกัน การออกแบบออราเคิล เพดานธุรกรรม และระบบควบคุมฉุกเฉิน ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของขอบเขตความปลอดภัย ไม่ใช่เพียงการตั้งค่าประกอบหลังการตรวจสอบสมาร์ตคอนแทรกต์