18 เมษายน 2026 แฮ็กเกอร์ปลอมข้อความข้ามเชนในบริดจ์ของ KelpDAO สร้าง rsETH ที่ไม่มีหลักประกัน 116,500 เหรียญ มูลค่าราว $292 ล้าน แล้วนำไปค้ำประกันบน Aave เพื่อกู้ WETH จริงออกไป [3][6] Aave ไม่ได้ถูกแฮ็กโดยตรง แต่ต้องเผชิญหนี้เสียราว $177–$200 ล้าน หลังสินทรัพย์ค้ำประกัน rsETH สูญเสียการหนุนหลังจริง [15][26] Aave ระง...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What happened in the April 2026 KelpDAO exploit that led Aave to incur major bad debt and lose 44% of its TVL, how did the attackers use sto. Article summary: The April 2026 incident was not an Aave smart-contract hack; it was a KelpDAO rsETH bridge failure that let an attacker create/release unbacked rsETH, then use it as collateral on Aave V3 to borrow real WETH/ETH, leaving. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Aave’s TVL Tanks $6.6 Billion as Kelp DAO Hack Sparks Bad Debt and Structural Fears. After the Kelp DAO exploit, the attacker used $292 million in stolen rsETH as collateral on A" source context "Aave’s TVL Tanks $6.6 Billion as Kelp DAO Hack Sparks Bad Debt and Structural Fears - Unchained" Reference image 2:
ในเดือนเมษายน 2026 วงการการเงินแบบกระจายศูนย์ (DeFi) เผชิญหนึ่งในเหตุการณ์ด้านความปลอดภัยที่ใหญ่ที่สุดของปี เมื่อเกิดช่องโหว่ใน บริดจ์ข้ามเชนของ KelpDAO สำหรับโทเคน rsETH ซึ่งเปิดช่องให้ผู้โจมตีสร้างโทเคนจำนวนมหาศาลโดยไม่มีสินทรัพย์หนุนหลัง
โทเคนเหล่านี้ถูกนำไปใช้เป็นหลักประกันบนแพลตฟอร์มปล่อยกู้ DeFi เช่น Aave V3 เพื่อกู้สินทรัพย์จริงอย่าง Wrapped Ether (WETH) ส่งผลให้สภาพคล่องในระบบ DeFi สั่นคลอนอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบสำคัญคือ Aave ต้องแบกรับ หนี้เสียหลายร้อยล้านดอลลาร์ และมูลค่าเงินที่ล็อกอยู่ในโปรโตคอล (TVL) ลดลงประมาณ 44% ภายในเดือนถัดมา จากราว $26.6 พันล้าน เหลือประมาณ $14.8 พันล้าน
สิ่งสำคัญคือ Aave ไม่ได้ถูกแฮ็กโดยตรง ปัญหาเกิดจากสินทรัพย์ค้ำประกันที่ถูกสร้างขึ้นอย่างไม่ถูกต้องผ่านบริดจ์ภายนอก
การโจมตีเกิดขึ้นวันที่ 18 เมษายน 2026 เมื่อผู้โจมตีใช้ช่องโหว่การตั้งค่าบริดจ์ที่ขับเคลื่อนด้วย LayerZero สำหรับโทเคน liquid restaking ของ KelpDAO ที่ชื่อว่า rsETH
รายละเอียดสำคัญของการโจมตีมีดังนี้
เนื่องจากไม่มี ETH ถูกล็อกหรือเผาในฝั่งต้นทาง โทเคน rsETH ที่ถูกปล่อยออกมาจึง ไม่มีหลักประกันจริง แม้ภายนอกจะดูเหมือนโทเคนปกติ
เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก่อนที่ระบบฉุกเฉินจะถูกเปิดใช้งานเพื่อหยุดการโจมตี
แทนที่จะขายโทเคนทันที ผู้โจมตีใช้กลยุทธ์ผ่านตลาดเงิน DeFi
ผู้โจมตีฝาก rsETH ที่ได้มาใน พูลกู้ยืมของ Aave V3 ผ่านหลายวอลเล็ต โดยมีประมาณ 89,000 rsETH ถูกฝากในระบบ
จากมูลค่าหลักประกันที่ดูเหมือนสูง แฮ็กเกอร์สามารถกู้ WETH และสินทรัพย์ที่อิงกับ ETH ออกมาได้
รายงานระบุว่าผู้โจมตีกู้สินทรัพย์มูลค่ามากกว่า $236 ล้านในรูป WETH และโทเคนที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่ตลาดจะตอบสนองทัน
เมื่อภายหลังพบว่า rsETH เหล่านั้นไม่มีหลักประกันจริง มูลค่าหลักประกันจึงไม่เพียงพอ ส่งผลให้ Aave ต้องเผชิญ หนี้เสียประมาณ $177–$200 ล้าน
เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดแรงกระแทกด้านสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว
ผลกระทบหลัก ได้แก่
ภายในไม่กี่สัปดาห์ TVL ของ Aave ลดลงจากประมาณ $26.6B เหลือ $14.8B หรือราว 44%
สถานการณ์นี้ถูกเปรียบว่าเหมือน bank run ในโลก DeFi แม้ระบบของ Aave เองจะยังปลอดภัย
ทีมบริหารความเสี่ยงและการกำกับดูแลของ Aaveดำเนินมาตรการทันที
ภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเหตุการณ์
ต่อมา Aave ยังจำกัด การกู้ WETH ในหลายเครือข่ายเพื่อหยุดการไหลของสภาพคล่องเพิ่มเติม
เมื่อสถานการณ์เริ่มควบคุมได้ Aave ดำเนินการ liquidate ตำแหน่งที่เกี่ยวข้องกับแฮ็กเกอร์
การชำระบัญชีนี้ปลดล็อกประมาณ 13,000 ETH (~$30M) จากตำแหน่งของผู้โจมตี
สินทรัพย์ที่กู้คืนถูกส่งไปยัง Recovery Guardian multisig ที่ดูแลโดยกลุ่ม DeFi United เพื่อช่วยแก้ปัญหาหลักประกันของ rsETH
หลังจากสภาพคล่องเริ่มเสถียร
ในวันที่ 18 พฤษภาคม 2026 Aave ได้
สถานะของเงินที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ยังคงซับซ้อน
เงินที่กู้คืนแล้ว
เงินที่ถูกอายัด
เงินก้อนนี้ถูกย้ายไปยังวอลเล็ตพิเศษที่ควบคุมผ่านการกำกับดูแลของ Arbitrum ขณะรอการพิจารณาทางกฎหมาย
แม้หลังจากการชำระบัญชี รายงานระบุว่า rsETH ยังมี ช่องว่างหลักประกันประมาณ 10% ซึ่งสะท้อนขนาดความเสียหายจากบริดจ์ที่ถูกโจมตี
เหตุการณ์นี้เผยให้เห็นความเสี่ยงเชิงระบบหลายด้าน
ปัญหาไม่ได้มาจาก LayerZero เอง แต่เกิดจาก การตั้งค่าบริดจ์ของ KelpDAO ที่ใช้ตัวตรวจสอบเพียงตัวเดียว ซึ่งเปิดโอกาสให้ข้อความปลอมผ่านการยืนยันได้
สินทรัพย์ที่ใช้เป็นหลักประกันในหลายโปรโตคอลสามารถทำให้ความเสี่ยงแพร่กระจายได้อย่างรวดเร็ว
แม้ Aave จะทำงานถูกต้องตามกลไก แต่ก็ยังได้รับผลกระทบเพราะรับโทเคนที่ การหนุนหลังล้มเหลวโดยไม่รู้ตัว
เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นว่า ความเชื่อมั่นของผู้ใช้มีผลต่อสภาพคล่องอย่างมาก แม้โปรโตคอลจะไม่ได้ถูกโจมตีโดยตรง
หลังเหตุการณ์นี้ หลายโปรโตคอลเริ่มเรียกร้องมาตรการ เช่น
เหตุการณ์ KelpDAO เดือนเมษายน 2026 กลายเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่สำคัญของ DeFi
แม้ Aave จะไม่ได้ถูกแฮ็กโดยตรง แต่การที่ rsETH มูลค่า $292 ล้านที่ไม่มีหลักประกันเข้าสู่ระบบการกู้ยืม ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงกระแทกด้านสภาพคล่องครั้งใหญ่ ทำให้เกิดหนี้เสียจำนวนมากและ TVL ลดลงอย่างรุนแรง
กรณีนี้จึงถูกมองว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของ ความเสี่ยงจากบริดจ์ข้ามเชนและการแพร่กระจายของหลักประกันในระบบ DeFi ซึ่งกำลังผลักดันให้ทั้งอุตสาหกรรมยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยใหม่
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
18 เมษายน 2026 แฮ็กเกอร์ปลอมข้อความข้ามเชนในบริดจ์ของ KelpDAO สร้าง rsETH ที่ไม่มีหลักประกัน 116,500 เหรียญ มูลค่าราว $292 ล้าน แล้วนำไปค้ำประกันบน Aave เพื่อกู้ WETH จริงออกไป [3][6]
18 เมษายน 2026 แฮ็กเกอร์ปลอมข้อความข้ามเชนในบริดจ์ของ KelpDAO สร้าง rsETH ที่ไม่มีหลักประกัน 116,500 เหรียญ มูลค่าราว $292 ล้าน แล้วนำไปค้ำประกันบน Aave เพื่อกู้ WETH จริงออกไป [3][6] Aave ไม่ได้ถูกแฮ็กโดยตรง แต่ต้องเผชิญหนี้เสียราว $177–$200 ล้าน หลังสินทรัพย์ค้ำประกัน rsETH สูญเสียการหนุนหลังจริง [15][26]
Aave ระงับตลาดที่เกี่ยวข้อง ชำระบัญชีตำแหน่งของผู้โจมตี กู้คืนได้ประมาณ 13,000 ETH ขณะที่อีก 30,766 ETH ยังถูกอายัดโดย Arbitrum [11][29]