รายงานสืบสวนระบุว่าเบื้องต้นมีความเป็นไปได้ว่า กลุ่มแฮ็กเกอร์ Lazarus ของเกาหลีเหนือ โดยเฉพาะกลุ่มย่อย TraderTraitor อาจอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ แม้การระบุผู้กระทำผิดยังไม่ถือเป็นข้อสรุปทางกฎหมาย
อีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 15 พฤษภาคม 2026 เมื่อโปรโตคอลสภาพคล่องข้ามเชน THORChain สูญเงินประมาณ 10.8 ล้านดอลลาร์ จากหลายเครือข่าย เช่น Bitcoin, Ethereum และ BNB Chain
นักวิจัยด้านความปลอดภัยเชื่อว่าการโจมตีเกี่ยวข้องกับระบบ GG20 threshold‑signature ซึ่งเป็นกลไกที่ให้หลายโหนดร่วมกันลงนามธุรกรรมโดยไม่ต้องเปิดเผย private key ทั้งหมด
การวิเคราะห์เหตุการณ์ระบุว่า
เมื่อกุญแจถูกสร้างขึ้น ผู้โจมตีก็สามารถ ลงนามธุรกรรมถอนเงินที่ดูถูกต้องตามระบบได้
เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงของระบบที่ใช้ distributed signing หากเศษกุญแจรั่วไหลมากพอ vault ที่เก็บสินทรัพย์ bridge ก็อาจถูกควบคุมได้
เมื่อ 18 พฤษภาคม 2026 ผู้โจมตีได้ขโมยเงินประมาณ 11.58 ล้านดอลลาร์ จากสะพานเชื่อมระหว่างเครือข่าย Verus และ Ethereum
สินทรัพย์ที่ถูกดึงออกจากระบบประกอบด้วย
นักวิจัยพบว่าสาเหตุหลักคือ ช่องว่างในการตรวจสอบข้อมูลของ bridge
แม้ว่าทั้งสองฝั่งของ bridge จะมีการตรวจสอบธุรกรรม แต่
เมื่อไม่มีการบังคับตรวจสอบข้อมูลนี้ ผู้โจมตีจึงสามารถส่งข้อความที่ดูเหมือนถูกต้อง แต่จริงๆ แล้ว แทบไม่มีมูลค่าในเชนต้นทาง ทำให้สัญญาบน Ethereum ปล่อยเงินสำรองออกมา
เหตุการณ์ในปี 2026 ตอกย้ำคำเตือนที่นักวิจัยความปลอดภัยคริปโตพูดมาหลายปีว่า
bridge มักเป็นส่วนที่อันตรายที่สุดของระบบ DeFi
ปัญหาหลักที่พบซ้ำๆ มีหลายด้าน
หลาย bridge ใช้ validator หรือ verifier เพียงไม่กี่รายในการยืนยันข้อความข้ามเชน หากหนึ่งในนั้นถูกเจาะ ระบบก็อาจอนุมัติธุรกรรมปลอมได้ทันที เหมือนกรณี KelpDAO
bridge จำนวนมากใช้ multisig หรือ threshold‑signature เพื่อควบคุม vault ที่เก็บสินทรัพย์ หากผู้โจมตีสามารถรวบรวมเศษกุญแจได้มากพอ ก็สามารถสร้างลายเซ็นธุรกรรมปลอมที่ดูถูกต้องได้ เช่นกรณี THORChain
bridge ต้องยืนยันว่าเหตุการณ์บนบล็อกเชนหนึ่งเกิดขึ้นจริงก่อนปล่อยสินทรัพย์ในอีกเชน หากการตรวจสอบไม่ครบถ้วน หรือกฎไม่ตรงกัน เช่นใน Verus bridge ก็สามารถปลอมหลักฐานให้ผ่านระบบได้
ระบบ cross‑chain พึ่งพาองค์ประกอบนอกเชนจำนวนมาก เช่น RPC nodes, relayers และระบบมอนิเตอร์ หากระบบเหล่านี้ถูกเจาะ ข้อมูลที่ใช้ตรวจสอบธุรกรรมก็อาจถูกบิดเบือน เหมือนที่เกิดในเหตุการณ์ KelpDAO
การแฮ็ก bridge ไม่ได้กระทบเฉพาะโปรโตคอลเดียว แต่สามารถสร้างผลกระทบเป็นลูกโซ่ทั่วทั้งระบบ
เมื่อ bridge ล้มเหลว
เนื่องจาก bridge ทำหน้าที่เหมือน ศูนย์กลางที่เก็บสินทรัพย์จำนวนมหาศาลของหลายเครือข่าย การโจมตีเพียงครั้งเดียวจึงสามารถส่งผลต่อระบบ DeFi หลายส่วนพร้อมกัน
คลื่นการโจมตีในช่วงต้นปี 2026 แสดงให้เห็นว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่บั๊กเล็กๆ ในโค้ด แต่เป็น ความเสี่ยงเชิงสถาปัตยกรรมของระบบ cross‑chain เอง
Comments
0 comments