แรงขับเคลื่อนหลักมาจากธุรกิจสร้างรายได้จาก Bitcoin โดยเฉพาะ การขายสัญญาออปชัน Bitcoin ซึ่งสร้างรายได้สำคัญให้บริษัท
รายงานระบุว่า ประมาณ 2.54 พันล้านเยนของรายได้ในไตรมาสนี้มาจากพรีเมียมของออปชัน Bitcoin ซึ่งช่วยผลักดันรายได้และกำไรจากการดำเนินงานอย่างมาก
กล่าวง่าย ๆ คือ ธุรกิจหลักของบริษัทเติบโตอย่างชัดเจน
แม้รายได้และกำไรจากการดำเนินงานจะเพิ่มขึ้นมาก แต่ Metaplanet กลับรายงาน ขาดทุนสุทธิประมาณ 114.5 พันล้านเยน (ราว 725.6 ล้านดอลลาร์) ในไตรมาสเดียว
สาเหตุหลักคือ การขาดทุนจากการปรับมูลค่าของ Bitcoin ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริง (unrealized mark‑to‑market loss)
ตามมาตรฐานบัญชี บริษัทที่ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลต้องปรับมูลค่าทางบัญชีตามราคาตลาด หากราคาลดลงก็ต้องบันทึกการขาดทุนในงบการเงิน
ในช่วง 1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม 2026 ราคาบิทคอยน์ลดลงประมาณ 24%
ผลคือ Metaplanet ต้องบันทึก
ตัวเลขนี้สูงกว่ากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทมาก ทำให้ภาพรวมงบการเงินออกมาเป็นขาดทุน
อย่างไรก็ตาม การขาดทุนนี้เป็นเพียง รายการทางบัญชี ไม่ใช่เงินสดที่บริษัทเสียจริงจากการขาย Bitcoin
Metaplanet ใช้แนวทางคล้ายบริษัทสหรัฐอย่าง MicroStrategy โดยถือ Bitcoin เป็นสินทรัพย์หลักของบริษัท
ในไตรมาสแรกปี 2026 บริษัท
บริษัทใช้ตัวชี้วัดภายในที่เรียกว่า BTC Yield เพื่อวัดว่าปริมาณ Bitcoin ต่อหุ้นเพิ่มขึ้นหรือไม่
ในไตรมาสแรกปี 2026 ตัวเลขนี้อยู่ที่ 2.8% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) หมายความว่า Bitcoin ที่รองรับต่อหุ้นเพิ่มขึ้น แม้บริษัทจะมีการออกหุ้นหรือระดมทุนเพิ่มเติมก็ตาม
จากข้อมูลล่าสุด การถือครอง 40,177 BTC ทำให้ Metaplanet
ตำแหน่งนี้สะท้อนถึงกลยุทธ์สะสม Bitcoin อย่างต่อเนื่องของบริษัทตั้งแต่เริ่มปรับโมเดลธุรกิจ
แม้ตัวเลขขาดทุนไตรมาสแรกจะสูง แต่ฝ่ายบริหาร ไม่ได้ปรับลดประมาณการทั้งปี 2026
Metaplanet ยังยืนยันเป้าหมายเดิมคือ
การยืนยันประมาณการสะท้อนความเชื่อมั่นของบริษัทว่า การเติบโตของธุรกิจหลักยังคงดำเนินต่อไป แม้ราคา Bitcoin จะผันผวนในระยะสั้น
ผลประกอบการของ Metaplanet ในไตรมาส 1/2026 แสดงให้เห็นความจริงสำคัญของบริษัทที่ใช้กลยุทธ์ Bitcoin treasury
ดังนั้นสำหรับนักลงทุน การแยกความแตกต่างระหว่าง ผลการดำเนินงานจริงของธุรกิจ กับ ผลกระทบจากการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัล จึงเป็นเรื่องสำคัญเมื่อวิเคราะห์งบการเงินของบริษัทประเภทนี้