เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ขอให้โป๊ปเลโอที่ 14 สนับสนุนการยุติการโจมตีของอิสราเอล การถอนกำลังจากพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน และการปฏิบัติตามกรอบข้อตกลงวันที่ 26 มิถุนายน [6][15] กรอบข้อตกลงกำหนดการปลดอาวุธฮิซบุลเลาะห์เป็นลำดับ การส่งกองทัพเลบานอนเข้าควบคุมพื้นที่ทางใต้ และการถอนกำลังอิสราเอลเป็นระยะ แต...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What happened during Lebanese President Joseph Aoun’s meeting with Pope Leo XIV at the Vatican regarding Lebanon’s deteriorating security si. Article summary: President Joseph Aoun used his Vatican audience with Pope Leo XIV to seek stronger diplomatic backing for Lebanon amid worsening southern-border violence and stalled implementation of the June 26 U.S.-brokered Trilateral. Topic tags: general, general web, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fake numbers
การพบกันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงพิธีการทางศาสนา แต่เป็นความพยายามของเบรุตในการขอแรงสนับสนุนทางการทูตจากวาติกัน ขณะที่สถานการณ์ชายแดนทางใต้ของเลบานอนยังตึงเครียด และกรอบข้อตกลงความมั่นคงที่สหรัฐฯ เป็นคนกลางยังติดขัดในการนำไปปฏิบัติ
ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน แห่งเลบานอนเข้าพบโป๊ปเลโอที่ 14 ที่พระราชวังอัครสาวกในนครรัฐวาติกันเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม โดยขอให้พระสันตะปาปาและเจ้าหน้าที่วาติกันเดินหน้าสนับสนุนข้อเรียกร้องของเลบานอนในเวทีระหว่างประเทศ ข้อเรียกร้องสำคัญ ได้แก่
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนเป้าหมายทางการทูตของอูนอย่างชัดเจน นั่นคือการขอให้ประชาคมระหว่างประเทศกดดันทุกฝ่ายให้ปฏิบัติตามพันธกรณีด้านความมั่นคงอย่างเป็นการตอบแทนกัน และช่วยเสริมจุดยืนของรัฐบาลเลบานอนที่ต้องการให้อำนาจด้านความมั่นคงกลับมาอยู่ภายใต้รัฐ
สำนักข่าวของสันตะสำนักระบุว่า วาติกันยินดีต่อการลงนามในเอกสารกรอบข้อตกลง แต่มี “ความกังวลอย่างจริงจัง” ต่อปัญหาและความยากลำบากที่ทำให้การนำข้อตกลงไปปฏิบัติล่าช้า พร้อมสนับสนุนความพยายามให้ข้อตกลงมีผลในทางปฏิบัติ
หลังการเข้าเฝ้า อูนได้หารือต่อกับพระคาร์ดินัลปิเอโตร ปาโรลิน รัฐมนตรีต่างประเทศของสันตะสำนัก โดยมีอาร์ชบิชอปพอล ริชาร์ด กัลลาเกอร์ เลขาธิการฝ่ายความสัมพันธ์กับรัฐและองค์การระหว่างประเทศเข้าร่วมด้วย วาติกันระบุว่า การหารือเน้นกรอบข้อตกลง การทำให้ชายแดนทางใต้ของเลบานอนมีเสถียรภาพ และการสร้างสันติภาพที่ยุติธรรมและยั่งยืน
อย่างไรก็ตาม บทบาทของวาติกันยังเป็นด้านการทูต ไม่ใช่การปฏิบัติการ วาติกันไม่ได้ประกาศกลไกบังคับใช้ใหม่ การส่งกำลังทหาร หรือข้อตกลงไกล่เกลี่ยอย่างเป็นทางการ การแสดงจุดยืนครั้งนี้จึงเป็นการสนับสนุนทางการเมืองและศีลธรรม ควบคู่กับการเตือนต่อสาธารณะว่าการดำเนินข้อตกลงกำลังเผชิญอุปสรรคอย่างหนัก
กรอบข้อตกลงสามฝ่ายระหว่างเลบานอน อิสราเอล และสหรัฐฯ ซึ่งลงนามที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันที่ 26 มิถุนายน ไม่ได้เป็นข้อตกลงยุติข้อพิพาททุกเรื่องในทันที แต่เป็นแผนความมั่นคงที่ดำเนินการเป็นลำดับ โดยมีองค์ประกอบหลักคือ
การดำเนินการยังเชื่อมโยงกับการตรวจสอบและการยืนยันผล ก่อนหน้านี้มีการเสนอให้เริ่มจาก “พื้นที่นำร่อง” ซึ่งกองทัพเลบานอนจะเข้ารับผิดชอบ และกองกำลังอิสราเอลจะปรับกำลังหรือถอนออกหลังมีการตรวจยืนยันเงื่อนไขด้านความมั่นคงที่เกี่ยวข้อง
แต่ลำดับขั้นนี้เองเป็นจุดขัดแย้งสำคัญ ผู้นำฮิซบุลเลาะห์ นาอิม กอเซ็ม ปฏิเสธข้อตกลงที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลาง และยืนยันว่ากลุ่มจะเดินหน้าการต่อต้านด้วยอาวุธต่อไป ขณะเดียวกัน อิสราเอลยังคงกำลังไว้ในเขตความมั่นคงที่ประกาศไว้ แทนที่จะถอนกำลังออกทั้งหมด
การขอแรงหนุนจากวาติกันเกิดขึ้นท่ามกลางรายงานว่ากิจกรรมทางทหารเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก กองกำลังรักษาสันติภาพชั่วคราวแห่งสหประชาชาติในเลบานอน หรือ UNIFIL ระบุว่า ระหว่างวันที่ 5–16 สิงหาคม มีการบันทึกวัตถุระเบิดหรือกระสุนที่ถูกยิงเฉลี่ยวันละ 137 ลูก โดยในวันเสาร์มี 208 ลูก และวันอาทิตย์ถัดมามี 185 ลูก
UNIFIL ยังรายงานว่า ระหว่างวันที่ 21 มิถุนายนถึง 11 สิงหาคม พบการละเมิดน่านฟ้าเลบานอนโดยอิสราเอลมากกว่า 1,700 ครั้ง รวมถึงการโจมตีทางอากาศมากกว่า 100 ครั้ง และกระสุนมากกว่า 1,800 ลูกที่กองทัพอิสราเอลยิงเข้าใส่พื้นที่ต่าง ๆ ในภาคใต้ของเลบานอน
สื่อของทางการเลบานอนรายงานแยกต่างหากว่า การโจมตีของอิสราเอลในเมืองอันซาร์และเดียร์ อัล-ซาห์รานี ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 11 คน ซึ่งรวมเด็ก 3 คนและผู้หญิง 2 คน ประธานาธิบดีอูนระบุว่า การโจมตีดังกล่าวส่ง “สารที่ชัดเจน” ถึงความยากลำบากของกระบวนการเจรจาและความพยายามนำกรอบข้อตกลงไปปฏิบัติ
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนสภาพแวดล้อมที่การเจรจากำลังเกิดขึ้น แต่ไม่ได้หมายความว่าวาติกันมีอำนาจโดยตรงในการบังคับให้อิสราเอลหรือฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติตามข้อตกลง เหตุการณ์ดังกล่าวช่วยอธิบายว่าเหตุใดเบรุตจึงต้องการแรงสนับสนุนจากนานาชาติเพิ่มขึ้น ในช่วงที่ลำดับขั้นด้านความมั่นคงยังไม่สามารถเดินหน้าได้
มีรายงานว่าอูนได้นำพระธาตุของบุญราศีพระสังฆราชเอเลียส โฮวาเยก มามอบแก่โป๊ปเลโอที่ 14 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เชื่อมโยงกับมรดกคริสต์ของเลบานอน อย่างไรก็ตาม รายละเอียดนี้ไม่ได้ปรากฏในแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของสันตะสำนัก ดังนั้นจึงควรถือเป็นข้อมูลจากรายงานภายนอกที่ยังมีหลักฐานสาธารณะจำกัด
การเยือนกรุงโรมของอูนยังมีกำหนดพบประธานาธิบดีเซร์โจ มัตตาเรลลา และนายกรัฐมนตรีจอร์จา เมโลนีของอิตาลี โดยวาระสำคัญคืออนาคตของกองกำลังนานาชาติในภาคใต้ของเลบานอน
ประเด็นนี้มีความสำคัญเพราะอาณัติของ UNIFIL กำลังเข้าใกล้จุดสิ้นสุดในปีนี้ และฝรั่งเศสกับอิตาลีได้เสนอแนวคิดจัดตั้งกำลังพหุชาติขึ้นมาทดแทนหรือสืบต่อภารกิจของ UNIFIL การหารืออาจมีผลต่อรูปแบบการตรวจสอบหรือการติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงในอนาคต
แต่ปัญหาเฉพาะหน้ายังไม่เปลี่ยนแปลง: กรอบข้อตกลงต้องอาศัยขั้นตอนที่อิสราเอล เลบานอน และผู้เล่นทางการเมืองภายในเลบานอนยังเห็นไม่ตรงกัน ขณะที่ความรุนแรงในภาคใต้ยังดำเนินต่อไป
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ขอให้โป๊ปเลโอที่ 14 สนับสนุนการยุติการโจมตีของอิสราเอล การถอนกำลังจากพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน และการปฏิบัติตามกรอบข้อตกลงวันที่ 26 มิถุนายน [6][15]
เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม ประธานาธิบดีโจเซฟ อูน ขอให้โป๊ปเลโอที่ 14 สนับสนุนการยุติการโจมตีของอิสราเอล การถอนกำลังจากพื้นที่ทางใต้ของเลบานอน และการปฏิบัติตามกรอบข้อตกลงวันที่ 26 มิถุนายน [6][15] กรอบข้อตกลงกำหนดการปลดอาวุธฮิซบุลเลาะห์เป็นลำดับ การส่งกองทัพเลบานอนเข้าควบคุมพื้นที่ทางใต้ และการถอนกำลังอิสราเอลเป็นระยะ แต่ฮิซบุลเลาะห์ปฏิเสธข้อตกลง ขณะที่อิสราเอลยังคงกำลังในเขตความมั่นคงที่ประกาศไว้ [11][26]
การหารือกับพระคาร์ดินัลปิเอโตร ปาโรลิน และอาร์ชบิชอปพอล ริชาร์ด กัลลาเกอร์ มุ่งเน้นการรักษาเสถียรภาพชายแดนใต้ ส่วนการพบผู้นำอิตาลีที่วางแผนไว้จะหารืออนาคตกองกำลังนานาชาติและกลไกตรวจสอบที่อาจเกิดขึ้น [9][15][20]