ประเด็นนี้สำคัญต่อทั้งสองประเทศเพราะ
ทรัมป์ยังกล่าวว่าสี จิ้นผิงแสดงความพร้อมที่จะช่วยสนับสนุนเสถียรภาพในพื้นที่ เนื่องจากจีนมีความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับอิหร่าน
แม้ภาพรวมของซัมมิตจะดูเป็นมิตร แต่ช่วงที่ตึงเครียดที่สุดคือการหารือเรื่อง ไต้หวัน
สี จิ้นผิงเตือนทรัมป์ว่า หากจัดการประเด็นไต้หวันผิดพลาด ความสัมพันธ์สหรัฐ–จีนอาจเข้าสู่ “จุดที่อันตรายมาก”
ไต้หวันถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ
อีกสิ่งที่ทำให้ซัมมิตครั้งนี้โดดเด่นคือ คณะผู้บริหารธุรกิจสหรัฐจำนวนมากที่เดินทางไปพร้อมกับประธานาธิบดี
มีซีอีโอและผู้บริหารระดับสูงมากกว่าหนึ่งโหลร่วมคณะ รวมถึงผู้นำบริษัทอย่าง Tesla, Apple, Boeing, BlackRock, Mastercard และ Visa
การมีคณะธุรกิจขนาดใหญ่มีความหมายหลายด้าน
ผลคือซัมมิตครั้งนี้กลายเป็นการผสมระหว่าง การทูตของรัฐกับการทูตของภาคธุรกิจ สะท้อนว่าเศรษฐกิจโลกและการเมืองระหว่างประเทศเชื่อมโยงกันมากขึ้น
การพบกันที่ปักกิ่งช่วยสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตรขึ้น พร้อมสัญญาณความร่วมมือทางเศรษฐกิจ เช่น การประกาศซื้อเครื่องบิน Boeing และการหารือขยายการค้า
แต่ประเด็นสำคัญจำนวนมากยังคงค้างอยู่ เช่น
ดังนั้นซัมมิตครั้งนี้จึงถูกมองว่าเป็นความพยายาม บริหารจัดการการแข่งขันระหว่างสองมหาอำนาจ มากกว่าจะเป็นการแก้ปัญหาอย่างถาวร โดยทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันในจุดที่ทำได้—โดยเฉพาะเศรษฐกิจ—แต่ยังคงแข่งขันกันอย่างเข้มข้นในเวทีโลก
Comments
0 comments