ซเวียกินต์เซฟ ซึ่งลี้ภัยอยู่ในฝรั่งเศสตั้งแต่ปี 2022 กำหนดให้คำพูดของเขาเป็นข้อความส่วนตัว ไม่ใช่คำแถลงทางการเมืองแบบกว้างๆ โดยที่รู้ดีว่าปูตินไม่น่าจะรับชมการถ่ายทอดสด เขาจึงพูดกับตัวกลางของผู้นำเผด็จการโดยตรง
"มีใครอีกคนหนึ่งที่ผมอยากกล่าวถึงเป็นการส่วนตัวในวันนี้ ในนามของตัวผมเอง" ซเวียกินต์เซฟเริ่ม "เขาไม่ได้ใช้ VPN เพื่อดูพิธีนี้ถ่ายทอดสด ผมมั่นใจว่าเขามีปัญหาที่สำคัญกว่ามากที่ต้องจัดการในตอนนี้ และผมรู้ว่ามีคนในคณะผู้ติดตามของเขาที่รู้วิธีถ่ายทอดคำพูดเหล่านี้ให้เขา"
จากนั้นเขาได้กล่าวถึงแก่นสำคัญของคำวิงวอน ซึ่งถูกบันทึกด้วยถ้อยคำที่แทบจะเหมือนกันในสำนักข่าวนานาชาติหลายแห่ง:
การเลือกใช้คำพูดของเขา เช่น "การเข่นฆ่า" "เครื่องบดเนื้อ" "การสังหารหมู่" เป็นการพรรณนาถึงความขัดแย้งอย่างเจตนาให้โหดร้าย แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับคำสวยหรูของทางการเครมลินที่เรียกว่า "ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร"
สองวันต่อมา ในวันที่ 25 พฤษภาคม เครมลินตอบโต้ด้วยท่าทีไม่แยแสอันเป็นเอกลักษณ์ Dmitry Peskov โฆษกของรัฐบาล กล่าวกับนักข่าวว่าเขาจะไม่ถ่ายทอดข้อความของผู้กำกับให้ปูตินเป็นการส่วนตัว พร้อมเสริมว่า "ผมไม่คิดว่าจะมีใครทำอย่างนั้น"
เพสคอฟยังได้กล่าวต่อไปอีก โดยตั้งคำถามถึงจุดยืนทางศีลธรรมของซเวียกินต์เซฟ เขากล่าวว่าผู้กำกับที่ได้รับการยกย่องผู้นี้ "ไม่มีสิทธิ์ที่จะพูด" และไม่มีสิทธิ์ที่จะเรียกร้องให้ยุติ "ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร" ของรัสเซียในยูเครน การปฏิเสธของเครมลินนี้ได้เน้นย้ำถึงช่องว่างที่กว้างใหญ่และไม่อาจเชื่อมได้ ระหว่างบุคคลสำคัญทางวัฒนธรรมของรัสเซียที่ลี้ภัยออกมา กับรัฐอำนาจนิยมที่พวกเขาหลบหนีมา
ภาพยนตร์ที่เป็นเวทีระดับโลกให้กับซเวียกินต์เซฟเรื่องนี้เป็น ภาพยนตร์ดราม่าระทึกขวัญการเมืองสัญชาติฝรั่งเศส-ลัตเวีย-เยอรมัน ที่ร่วมเขียนบทกับ Simon Liashenko และดัดแปลงอย่างหลวมๆ จากภาพยนตร์ปี 1969 ของ Claude Chabrol เรื่อง The Unfaithful Wife อย่างไรก็ตาม ซเวียกินต์เซฟและคู่หูของเขาได้เปลี่ยนเรื่องราวแนวจิตวิทยา-เพศในครอบครัว ให้กลายเป็นคำฟ้องอันรุนแรงต่อรัสเซียร่วมสมัย
ฉากหลังและบริบท
เรื่องราวเกิดขึ้นใน ฤดูใบไม้ร่วง ปี 2022 ใน เมืองต่างจังหวัดของรัสเซียที่ไม่มีชื่อ โดยบรรยากาศถูกครอบงำด้วยการรุกรานยูเครนเต็มรูปแบบของเครมลิน และการระดมพลบางส่วนที่วุ่นวายในเดือนกันยายน 2022 นี่ไม่ใช่ภาพยนตร์เกี่ยวกับแนวหน้า แต่มันเป็นเรื่องของความเน่าเฟะที่แพร่กระจายไปไกลจากแนวหน้า ในห้องประชุมบริษัทและในห้องนอน
โครงเรื่องและตัวละคร
เรื่องราวมุ่งเน้นไปที่ เกล็บ โมโรซอฟ (Gleb Morozov) (รับบทโดย Dmitry Mazurov) ซีอีโอของบริษัทโลจิสติกส์ผู้มั่งคั่งและเหี้ยมโหด โลกแห่งอำนาจและการควบคุมที่เกล็บสร้างขึ้นอย่างประณีตเริ่มพังทลายลงในสองด้าน ในด้านอาชีพการงาน เขาต้องเผชิญกับแรงกดดันให้มอบโควตาพนักงานของเขาไปเกณฑ์ทหาร ในด้านส่วนตัว เขาค้นพบว่า กาลินา (Galina) (Iris Lebedeva) ภรรยาที่เขาไม่ได้ใส่ใจ กำลังมีชู้
วิกฤตซ้ำซ้อนนี้ผลักดันให้เกล็บก่ออาชญากรรมรุนแรงอันร้ายกาจ เปลี่ยนเขาให้กลายเป็นมิโนทอร์ยุคใหม่ สัตว์ร้ายที่เดินตามหาเหยื่อในเขาวงกตที่ตนเองก่อขึ้น นักวิจารณ์ตั้งข้อสังเกตถึงตัวละครสำคัญคือ เซอโยชา (Seryozha) (Boris Kudrin) ลูกชายวัยรุ่นของทั้งคู่ ซึ่งเป็นเหมือนภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ ของซเวียกินต์เซฟอย่าง Loveless และ Leviathan ที่เด็กกลายเป็นพยานผู้เงียบงันและเหยื่อขั้นสุดท้ายของความล้มเหลวทางศีลธรรมของผู้ใหญ่
แก่นเรื่องและคำวิจารณ์
สิ่งที่เริ่มต้นในฐานะภาพยนตร์ระทึกขวัญเรื่องชีวิตสมรส ได้เผยตัวตนอย่างมีระบบว่าเป็นอุปมานิทัศน์ทางการเมือง โดยโยงการทรยศส่วนตัวของตัวเอกเข้ากับความรุนแรงของรัฐโดยตรง นักวิจารณ์บรรยายว่า Minotaur เป็น "ฟิล์มนัวร์ที่ดำมืด" และ "ภาพเหมือนร่วมสมัยของรัสเซียที่เคร่งขรึมและน่าสาปแช่ง" ซึ่งสำรวจการฆาตกรรม การทุจริต และความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมในสังคมที่ปั่นป่วนจากสงครามและระบอบอำนาจนิยม ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางว่าเป็นภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกที่ถ่ายทอดชีวิตภายในรัสเซียในยุค "ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร"
ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเสียงตอบรับจากนักวิจารณ์อย่างกระตือรือร้นมากที่สุดเรื่องหนึ่งของเทศกาล โดยนักวิจารณ์หลายคนยกให้เป็นตัวเก็งรางวัล Palme d'Or ก่อนที่สุดท้ายจะได้รางวัล Grand Prix ไปครอง