Hegseth ได้โยงข้อเรียกร้องเรื่องงบประมาณเข้ากับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ความตื่นตระหนกอันชอบธรรม" (Rightful Alarm) ต่อการสร้างเสริมกำลังทางทหารอย่างรวดเร็วของจีน โดยให้เหตุผลว่าการมีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นคือหัวใจสำคัญในการยับยั้งการรุกรานและรักษาดุลอำนาจในมหาสมุทรแปซิฟิก เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "เราไม่มีทางมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งได้ หากทุกคนไม่ยอมลงทุนร่วมกัน ห้ามมีการเกาะกิน" (We don't have a strong alliance unless everyone has skin in the game. No freeloading)
ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการตั้งเป้าที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ซึ่งแม้แต่ชาติสมาชิกนาโตหลายประเทศยังประสบปัญหาในการบรรลุถึง นักวิเคราะห์ที่เข้าร่วมการประชุมมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ตัวเลข 3.5% นั้นเป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศส่วนใหญ่ในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยกเว้นสิงคโปร์ และอาจจะเป็นไปได้สำหรับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้น
การตอบโต้ของ ชาน ชุน ซิง (Chan Chun Sing) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ ไม่ได้เป็นการปฏิเสธความจำเป็นในการเสริมสร้างศักยภาพ แต่เป็นการปฏิเสธ "ดัชนีชี้วัด" ที่สหรัฐฯ นำมาใช้ ในวันที่ 30 และ 31 พฤษภาคม เขาได้นำเสนอข้อโต้แย้งที่ครอบคลุมและมีหลักปรัชญาบนสามเสาหลัก:
1. ไม่มีความสัมพันธ์แบบเส้นตรงระหว่าง 'จำนวนเงิน' กับ 'ขีดความสามารถ'
ชานกล่าวไว้อย่างไม่มีข้อกังขาว่า "สิ่งสำคัญไม่ใช่ปริมาณเงินที่แต่ละประเทศใช้จ่ายเพื่อการป้องกันประเทศ แต่อยู่ที่ว่าใช้เงินนั้นอย่างไร" (What matters is not how much countries spend on defence, but how the money is spent) เขายืนยันว่าไม่มีความเชื่อมโยงเป็นเส้นตรงระหว่างงบประมาณกลาโหมกับประสิทธิผลทางการทหารที่เกิดขึ้นจริง
พร้อมแนะว่าแนวคิดที่สร้างสรรค์และระบบที่มีประสิทธิภาพมีความหมายมากกว่าการทุ่มงบประมาณ ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับรัฐขนาดเล็กแต่ล้ำสมัยทางเทคโนโลยีอย่างยิ่ง
2. ปฏิทรรศน์ทางความมั่นคง: เมื่อการแข่งขันทุ่มงบประมาณทำลายความไว้ใจ
ชานได้ส่งสัญญาณเตือนในเชิงยุทธศาสตร์ว่า เมื่อรายจ่ายด้านกลาโหมเพิ่มสูงขึ้น ภูมิภาคเอเชียกำลังเสี่ยงต่อการเผชิญกับ "ปฏิทรรศน์ความไม่มั่นคงร่วมกัน" (Collective Insecurity Paradox) เขากล่าวว่า "ประเทศต่างๆ ต้องทำมากขึ้นเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน เพื่อมิให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นของชาตินั้น ไปทำให้ชาติอื่นรู้สึกมั่นคงน้อยลง" (Countries need to do more to build trust and reassure one another so that one nation’s heightened sense of security does not make others feel less secure) วาทกรรมนี้เป็นการตีกรอบใหม่ให้การเพิ่มงบประมาณด้านการทหารฝ่ายเดียว ไม่ใช่แค่มาตรการความมั่นคงของชาติอีกต่อไป แต่เป็นชนวนเร่งให้เกิดความไม่มั่นคงในภูมิภาค หากปราศจากการจัดการทางการทูตที่โปร่งใส
3. พันธมิตรที่ยืดหยุ่นและระยะยาวเหนือกว่าเป้าหมายตัวเลขตายตัว
แทนที่จะใช้มาตรวัดงบประมาณแบบตายตัว ชานได้สนับสนุนให้ใช้ "ความเป็นหุ้นส่วนที่ยืดหยุ่นกับประเทศที่มีแนวคิดตรงกัน ก่อตัวเป็นแนวร่วมของผู้ที่พร้อมและเต็มใจ" (Flexible partnerships with like-minded countries, forming coalitions of the able and willing) ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็น "คานเชื่อมต่อ" (Connecting beams) ที่ช่วยเชื่อมช่องว่างในโครงสร้างตาข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคง นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำว่าการสร้างศักยภาพด้านกลาโหมที่แท้จริงเป็นธุรกิจระยะยาว ที่ต้องการความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ต่อเนื่องข้ามวัฏจักรการเลือกตั้ง มิใช่แค่ตัวเลขในงบประมาณที่สามารถปรับขึ้นลงได้ตามอำเภอใจ
การปะทะคารมในเวที Shangri-La Dialogue 2026 ได้เปิดโปงให้เห็นช่องว่างที่กว้างใหญ่กว่าตัวเลขงบประมาณ มันคือการปะทะกันระหว่างมหาอำนาจที่แสวงหา "ส่วนแบ่งที่เป็นธรรม" ในเชิงปัจจัยนำเข้า (Fiscal Inputs) ทางงบประมาณ กับรัฐขนาดเล็กที่มองความมั่นคงผ่านแว่นตาของ "ผลลัพธ์เชิงคุณภาพ" (Qualitative Outcomes) และ "เสถียรภาพของภูมิภาค" (Regional Stability) ภาษาของ Hegseth ที่ว่า "หุ้นส่วน ไม่ใช่รัฐในอารักขา" เป็นข้อเรียกร้องให้เกิดระบบพันธมิตรแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactional Alliance) ในขณะที่ข้อเรียกร้องของ ชาน ชุน ซิง ให้เกิด "ความไว้เนื้อเชื่อใจเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Trust) คือการสนับสนุนระบบพันธมิตรแบบสัมพันธภาพ (Relational Alliance) ที่ 'วิธีการใช้จ่าย' และ 'วิธีการสื่อสาร' มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำนวนเงินทั้งหมด
Comments
0 comments