รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ Pete Hegseth เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 3.5% ของ GDP ประกาศว่ายุคที่สหรัฐฯ อุดหนุนความมั่นคงให้ประเทศร่ำรวยนั้นจบลงแล้ว พร้อมระบุว่าเป้าหมาย 2% คือการ 'เกาะกิน' เป้าหมาย 3.5% ที่ Hegseth ประกาศถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับชาติสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่า...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What happened at the 2026 Shangri-La Dialogue when U.S. Defense Secretary Pete Hegseth demanded Asian allies raise defense spending to 3.5%. Article summary: ## What happened at the 2026 Shangri-La Dialogue. Topic tags: general, government, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Shangri-La Dialogue: We don't need more conferences, we need more combat power, says Hegseth CNA 3170000 subscribers 21 likes 710 views 30 May 2026 Speaking at the 2026 Shangri-La" source context "Shangri-La Dialogue: We don't need more conferences, we need more combat power, says Hegseth" Reference image 2: visual subject "May be an image of helicopter and text that says 'A cna US 'demands' Asia Asia-Pacific allies spend 3.5% of GDP on defence: Hegseth'. US Defense Secr
ในการประชุมสุดยอดด้านความมั่นคงแห่งเอเชีย "Shangri-La Dialogue" ครั้งที่ 23 ณ ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 30-31 พฤษภาคม พ.ศ. 2569 ได้เกิดรอยแยกทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญระหว่างสหรัฐอเมริกาและชาติพันธมิตรในเอเชีย เมื่อรัฐมนตรีกระทรวงสงครามสหรัฐฯ Pete Hegseth ได้ประกาศจุดยืนที่แข็งกร้าวเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านกลาโหมของพันธมิตร โดยปฏิเสธมาตรฐานเดิมขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ที่ระดับ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ว่าเป็นการ "เกาะกิน" (Freeloading) และเรียกร้องให้ขยับเป้าหมายใหม่ขึ้นเป็น 3.5% ของ GDP
ในการปราศรัยเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม Hegseth ได้ประกาศอย่างชัดเจนว่า "ยุคที่สหรัฐอเมริกาออกเงินอุดหนุนการป้องกันประเทศให้กับชาติที่ร่ำรวยนั้นจบลงแล้ว" (the era of the United States subsidizing the defense of wealthy nations is over) หัวใจหลักของสารที่เขาต้องการสื่อคือ รัฐบาลวอชิงตันไม่ประสงค์จะดูแลเครือข่าย "รัฐในอารักขา" ที่ต้องพึ่งพาสหรัฐฯ อีกต่อไป แต่ต้องการ "หุ้นส่วน" (Partners) ที่แท้จริง ที่พร้อมจะรับผิดชอบภาระทางการเงินในการรักษาความมั่นคงร่วมกัน ซึ่งแนวทางนี้ได้ถูกนิยามให้เป็น "ภารกิจหลัก" (Core Line of Effort) ในยุทธศาสตร์กลาโหมของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ
Hegseth ได้โยงข้อเรียกร้องเรื่องงบประมาณเข้ากับสิ่งที่เขาเรียกว่า "ความตื่นตระหนกอันชอบธรรม" (Rightful Alarm) ต่อการสร้างเสริมกำลังทางทหารอย่างรวดเร็วของจีน โดยให้เหตุผลว่าการมีเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นคือหัวใจสำคัญในการยับยั้งการรุกรานและรักษาดุลอำนาจในมหาสมุทรแปซิฟิก เขากล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า "เราไม่มีทางมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งได้ หากทุกคนไม่ยอมลงทุนร่วมกัน ห้ามมีการเกาะกิน" (We don't have a strong alliance unless everyone has skin in the game. No freeloading)
ข้อเสนอดังกล่าวเป็นการตั้งเป้าที่สูงกว่าเป้าหมาย 2% ซึ่งแม้แต่ชาติสมาชิกนาโตหลายประเทศยังประสบปัญหาในการบรรลุถึง นักวิเคราะห์ที่เข้าร่วมการประชุมมีความเห็นพ้องต้องกันว่า ตัวเลข 3.5% นั้นเป็นไปไม่ได้สำหรับประเทศส่วนใหญ่ในสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ยกเว้นสิงคโปร์ และอาจจะเป็นไปได้สำหรับประเทศที่มีระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้น
การตอบโต้ของ ชาน ชุน ซิง (Chan Chun Sing) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสิงคโปร์ ไม่ได้เป็นการปฏิเสธความจำเป็นในการเสริมสร้างศักยภาพ แต่เป็นการปฏิเสธ "ดัชนีชี้วัด" ที่สหรัฐฯ นำมาใช้ ในวันที่ 30 และ 31 พฤษภาคม เขาได้นำเสนอข้อโต้แย้งที่ครอบคลุมและมีหลักปรัชญาบนสามเสาหลัก:
1. ไม่มีความสัมพันธ์แบบเส้นตรงระหว่าง 'จำนวนเงิน' กับ 'ขีดความสามารถ'
ชานกล่าวไว้อย่างไม่มีข้อกังขาว่า "สิ่งสำคัญไม่ใช่ปริมาณเงินที่แต่ละประเทศใช้จ่ายเพื่อการป้องกันประเทศ แต่อยู่ที่ว่าใช้เงินนั้นอย่างไร" (What matters is not how much countries spend on defence, but how the money is spent) เขายืนยันว่าไม่มีความเชื่อมโยงเป็นเส้นตรงระหว่างงบประมาณกลาโหมกับประสิทธิผลทางการทหารที่เกิดขึ้นจริง
พร้อมแนะว่าแนวคิดที่สร้างสรรค์และระบบที่มีประสิทธิภาพมีความหมายมากกว่าการทุ่มงบประมาณ ซึ่งเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับรัฐขนาดเล็กแต่ล้ำสมัยทางเทคโนโลยีอย่างยิ่ง
2. ปฏิทรรศน์ทางความมั่นคง: เมื่อการแข่งขันทุ่มงบประมาณทำลายความไว้ใจ
ชานได้ส่งสัญญาณเตือนในเชิงยุทธศาสตร์ว่า เมื่อรายจ่ายด้านกลาโหมเพิ่มสูงขึ้น ภูมิภาคเอเชียกำลังเสี่ยงต่อการเผชิญกับ "ปฏิทรรศน์ความไม่มั่นคงร่วมกัน" (Collective Insecurity Paradox) เขากล่าวว่า "ประเทศต่างๆ ต้องทำมากขึ้นเพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจและสร้างความเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน เพื่อมิให้ความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยที่เพิ่มขึ้นของชาตินั้น ไปทำให้ชาติอื่นรู้สึกมั่นคงน้อยลง" (Countries need to do more to build trust and reassure one another so that one nation’s heightened sense of security does not make others feel less secure) วาทกรรมนี้เป็นการตีกรอบใหม่ให้การเพิ่มงบประมาณด้านการทหารฝ่ายเดียว ไม่ใช่แค่มาตรการความมั่นคงของชาติอีกต่อไป แต่เป็นชนวนเร่งให้เกิดความไม่มั่นคงในภูมิภาค หากปราศจากการจัดการทางการทูตที่โปร่งใส
3. พันธมิตรที่ยืดหยุ่นและระยะยาวเหนือกว่าเป้าหมายตัวเลขตายตัว
แทนที่จะใช้มาตรวัดงบประมาณแบบตายตัว ชานได้สนับสนุนให้ใช้ "ความเป็นหุ้นส่วนที่ยืดหยุ่นกับประเทศที่มีแนวคิดตรงกัน ก่อตัวเป็นแนวร่วมของผู้ที่พร้อมและเต็มใจ" (Flexible partnerships with like-minded countries, forming coalitions of the able and willing) ซึ่งเขาอธิบายว่าเป็น "คานเชื่อมต่อ" (Connecting beams) ที่ช่วยเชื่อมช่องว่างในโครงสร้างตาข่ายความร่วมมือด้านความมั่นคง นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำว่าการสร้างศักยภาพด้านกลาโหมที่แท้จริงเป็นธุรกิจระยะยาว ที่ต้องการความมุ่งมั่นทางการเมืองที่ต่อเนื่องข้ามวัฏจักรการเลือกตั้ง มิใช่แค่ตัวเลขในงบประมาณที่สามารถปรับขึ้นลงได้ตามอำเภอใจ
การปะทะคารมในเวที Shangri-La Dialogue 2026 ได้เปิดโปงให้เห็นช่องว่างที่กว้างใหญ่กว่าตัวเลขงบประมาณ มันคือการปะทะกันระหว่างมหาอำนาจที่แสวงหา "ส่วนแบ่งที่เป็นธรรม" ในเชิงปัจจัยนำเข้า (Fiscal Inputs) ทางงบประมาณ กับรัฐขนาดเล็กที่มองความมั่นคงผ่านแว่นตาของ "ผลลัพธ์เชิงคุณภาพ" (Qualitative Outcomes) และ "เสถียรภาพของภูมิภาค" (Regional Stability) ภาษาของ Hegseth ที่ว่า "หุ้นส่วน ไม่ใช่รัฐในอารักขา" เป็นข้อเรียกร้องให้เกิดระบบพันธมิตรแบบแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ (Transactional Alliance) ในขณะที่ข้อเรียกร้องของ ชาน ชุน ซิง ให้เกิด "ความไว้เนื้อเชื่อใจเชิงยุทธศาสตร์" (Strategic Trust) คือการสนับสนุนระบบพันธมิตรแบบสัมพันธภาพ (Relational Alliance) ที่ 'วิธีการใช้จ่าย' และ 'วิธีการสื่อสาร' มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าจำนวนเงินทั้งหมด
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ Pete Hegseth เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 3.5% ของ GDP ประกาศว่ายุคที่สหรัฐฯ อุดหนุนความมั่นคงให้ประเทศร่ำรวยนั้นจบลงแล้ว พร้อมระบุว่าเป้าหมาย 2% คือการ 'เกาะกิน'
รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐฯ Pete Hegseth เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรในเอเชียเพิ่มงบประมาณกลาโหมเป็น 3.5% ของ GDP ประกาศว่ายุคที่สหรัฐฯ อุดหนุนความมั่นคงให้ประเทศร่ำรวยนั้นจบลงแล้ว พร้อมระบุว่าเป้าหมาย 2% คือการ 'เกาะกิน' เป้าหมาย 3.5% ที่ Hegseth ประกาศถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้สำหรับชาติสมาชิกอาเซียนส่วนใหญ่ โดยนักวิเคราะห์ชี้ว่ามีเพียงไม่กี่ประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้เท่านั้นที่อาจทำได้
ชาน ชุน ซิง รัฐมนตรีกลาโหมสิงคโปร์ โต้กลับด้วยแนวคิด 'ความไว้เนื้อเชื่อใจเชิงยุทธศาสตร์' โดยชี้ว่าการใช้จ่ายที่มากขึ้นไม่ได้รับประกันความมั่นคงที่ดีกว่าเสมอไป พร้อมเน้นย้ำว่าความมุ่งมั่นทางการเมืองในระยะยาวและการใช้จ่...