ยูโรอ่อนค่าต่ำกว่า 1.165 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 6 สัปดาห์ หลังนักลงทุนหันถือดอลลาร์ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง [5] เหตุโจมตีด้วยโดรนใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Barakah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือการรั่วไหลของรังสี [17][20] ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยระหว่...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: Why the Euro Fell to a Six‑Week Low Against the U.S. Dollar. Article summary: The euro fell below about $1.165—its lowest level in roughly six weeks—after Middle East tensions boosted demand for the safe‑haven U.S.. Topic tags: forex, eur usd, us dollar, euro, central banks. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "* [Crude Oil](https://www.economies.com/commodities/oil). * [Forex Rates](https://www.economies.com/rates/forex). * [Technical Analysis](https://www.economies.com/forex/analy" source context "Euro skids to six-week trough on mounting Middle East tensions" Reference image 2: visual subject "* [Crude Oil](https://www.economies.com/commodities/oil). * [Forex Rates](https://www.economies.com/rates/forex). * [Technical Analysis](https://www.economies.com/forex/analy" so
ตลาดเงินตราแทบไม่เคลื่อนไหวจากปัจจัยเดียว ในช่วงที่ค่าเงินยูโรร่วงลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 6 สัปดาห์เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐนั้น เกิดจากหลายแรงกดดันพร้อมกัน ทั้งความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้น และความแตกต่างด้านนโยบายการเงินระหว่างสหรัฐกับยุโรป
อัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD ลดลงต่ำกว่า 1.165 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน และมีแนวโน้มปิดสัปดาห์ติดลบมากกว่า 1% เนื่องจากนักลงทุนเพิ่มการถือครองดอลลาร์
ต่อไปนี้คือปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการเคลื่อนไหวดังกล่าว
เมื่อความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น นักลงทุนทั่วโลกมักย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่มองว่าปลอดภัยและมีสภาพคล่องสูงกว่า ซึ่ง ดอลลาร์สหรัฐ มักเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ เพราะเป็นสกุลเงินสำรองหลักของโลกและใช้ในการค้าระหว่างประเทศอย่างแพร่หลาย
การกลับมาของความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ตลาดเข้าสู่โหมด “risk‑off” หรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสินทรัพย์สกุลดอลลาร์ และกดดันค่า EUR/USD ให้ลดลง
เหตุการณ์หนึ่งที่เพิ่มความกังวลให้ตลาดคือ การโจมตีด้วยโดรนใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Barakah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
เจ้าหน้าที่ระบุว่าโดรนได้โจมตีบริเวณรอบนอกของโรงไฟฟ้า ทำให้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเกิดเพลิงไหม้ อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า ไม่มีผู้บาดเจ็บและไม่มีการรั่วไหลของรังสี ระบบความปลอดภัยของโรงไฟฟ้ายังคงทำงานตามปกติ
แม้ตัวโรงไฟฟ้าไม่ได้รับความเสียหายโดยตรง แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค โดยเฉพาะในช่วงที่ความตึงเครียดเกี่ยวกับความขัดแย้งกับอิหร่านยังไม่คลี่คลาย
เหตุการณ์ลักษณะนี้มักส่งผลต่อความเชื่อมั่นในตลาดการเงิน เพราะเพิ่มความเสี่ยงต่อการขยายวงของความขัดแย้ง
อีกปัจจัยสำคัญคือ ราคาพลังงาน
ความขัดแย้งในอ่าวเปอร์เซียมักทำให้ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น และยุโรปได้รับผลกระทบมากกว่าสหรัฐ เพราะยูโรโซนต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ในสัดส่วนสูง
ราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นสามารถทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะเดียวกันก็ชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่นักเศรษฐศาสตร์เรียกว่า stagflation และเป็นความท้าทายสำหรับผู้กำหนดนโยบายในยุโรป
ในทางกลับกัน สหรัฐมีการผลิตพลังงานภายในประเทศมากกว่า ทำให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นต่อเศรษฐกิจสหรัฐมักน้อยกว่ายุโรป
ความคาดหวังด้านนโยบายการเงินก็เป็นอีกแรงผลักสำคัญ
นักลงทุนจำนวนมากเริ่มเชื่อว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดไว้นานขึ้น หรืออาจต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมหากเงินเฟ้อยังไม่ลดลงตามเป้า
โดยทั่วไปแล้ว เมื่ออัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะสูงขึ้น สกุลเงินนั้นก็มักแข็งค่า เพราะให้ผลตอบแทนจากสินทรัพย์ในสกุลเงินนั้นสูงขึ้น
หนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อค่าเงิน EUR/USD มากที่สุดคือ ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ย ระหว่างธนาคารกลางสหรัฐและธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ข้อมูลล่าสุดระบุว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดอยู่ที่ประมาณ 3.75% ขณะที่ของ ECB อยู่ที่ประมาณ 2.15% ทำให้เกิดช่องว่างผลตอบแทนราว 160 จุดเบสิกพอยต์ ที่เอื้อให้สินทรัพย์สกุลดอลลาร์น่าสนใจกว่า
ช่องว่างนี้กระตุ้นให้นักลงทุนทั่วโลกเพิ่มการลงทุนในพันธบัตรและตราสารการเงินของสหรัฐ มากกว่าสินทรัพย์สกุลยูโร ซึ่งกดดันค่าเงินยูโรในตลาดแลกเปลี่ยน
นอกจากปัจจัยพื้นฐานแล้ว ปัจจัยทางเทคนิคก็มีบทบาทด้วย
นักวิเคราะห์มองว่า ช่วง 1.1650–1.1620 ดอลลาร์ เป็นแนวรับสำคัญของ EUR/USD เมื่อราคาหลุดต่ำกว่า 1.165 สัญญาณโมเมนตัมเริ่มบ่งชี้ถึงแรงขายที่เพิ่มขึ้น และมีโอกาสปรับลงต่อหากแนวรับดังกล่าวไม่สามารถยืนได้
ในช่วงที่ความผันผวนสูงจากข่าวภูมิรัฐศาสตร์ ระดับเทคนิคเหล่านี้มักทำให้การเคลื่อนไหวของตลาดเร็วขึ้น เพราะคำสั่ง stop‑loss และการเทรดตามโมเมนตัมถูกกระตุ้นพร้อมกัน
ทิศทางของ EUR/USD ในระยะสั้นน่าจะขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักสามประการ ได้แก่
หากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง และเฟดยังคงมีข้อได้เปรียบด้านดอกเบี้ยเหนือ ECB เงินดอลลาร์มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนต่อเนื่อง ขณะที่ค่าเงินยูโรอาจยังเผชิญแรงกดดัน
การอ่อนค่าของยูโรครั้งนี้เกิดจากการผสมกันของ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่สูง และความแตกต่างของนโยบายการเงินระหว่างสหรัฐกับยุโรป เหตุโจมตีโดรนใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Barakah ทำให้ตลาดเข้าสู่โหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ราคาน้ำมันที่สูงกระทบเศรษฐกิจยุโรป และช่องว่างดอกเบี้ยระหว่างเฟดกับ ECB ก็ทำให้ดอลลาร์ยังคงได้เปรียบในสายตานักลงทุน
ทั้งหมดนี้รวมกันจึงผลักดันให้ EUR/USD ปรับตัวลง และยังเป็นปัจจัยหลักที่ตลาดกำลังจับตาในการกำหนดทิศทางต่อไปของค่าเงินคู่นี้.
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ยูโรอ่อนค่าต่ำกว่า 1.165 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 6 สัปดาห์ หลังนักลงทุนหันถือดอลลาร์ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง [5]
ยูโรอ่อนค่าต่ำกว่า 1.165 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบประมาณ 6 สัปดาห์ หลังนักลงทุนหันถือดอลลาร์ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง [5] เหตุโจมตีด้วยโดรนใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Barakah ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เพิ่มความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ แม้ไม่มีผู้บาดเจ็บหรือการรั่วไหลของรังสี [17][20]
ช่องว่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างธนาคารกลางสหรัฐกับ ECB และราคาพลังงานที่สูงขึ้น กดดันเศรษฐกิจยูโรโซนและค่าเงินยูโร