1 มิถุนายน 2026: อิหร่านระงับการเจรจาทางอ้อมกับสหรัฐฯ ทั้งหมด พร้อมประกาศจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ และเปิดแนวรบใหม่ที่ช่องแคบบาบ อัล มันเดบ หวังบีบอุปทานน้ำมันโลกที่ตึงตัวอยู่แล้วให้ถึงขีดสุด ชนวนเหตุมาจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน ซึ่งเตหะรานระบุว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน โดยจะไม่กลับเ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What factors led Iran to suspend negotiations with the U.S., vow to completely block the Strait of Hormuz and activate the Bab al-Mandeb Str. Article summary: Here is a full breakdown of the developments as of June 1–2, 2026.. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "[Skip Navigation](https://www.cnbc.com/2026/03/02/strait-of-hormuz-crisis-us-iran-israel-war-shipping-trade-oil.html#MainContent). [Markets](https://www.cnbc.com/markets/). * [U." source context "Strait of Hormuz crisis explained: What it means for global shipping" Reference image 2: visual subject "Iranian Navy soldiers at an armed speed boat in Persian Gulf near the strait of Hormuz about 1320km (820 miles) south of Tehran, April 30, 2019. (Photo by Morteza Niko
ช่องทางการทูตที่เปราะบางซึ่งเป็นความหวังเดียวในการป้องกันไม่ให้ตลาดพลังงานโลกพังพินาศ ได้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิงในวันที่ 1 มิถุนายน 2026 เมื่อสำนักข่าวทัสนิม (Tasnim) ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการของอิหร่านประกาศระงับการแลกเปลี่ยนสารทางอ้อมทั้งหมดกับสหรัฐอเมริกา เตหะรานระบุว่าเหตุผลคือปฏิบัติการทางทหารที่รุนแรงขึ้นของอิสราเอลในเลบานอน ซึ่งขัดกับเงื่อนไขการหยุดยิงที่เป็นพื้นฐานของการเจรจา การล่มสลายของการเจรจาครั้งนี้มาพร้อมกับการข่มขู่ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทันที: อิหร่านและพันธมิตรให้คำมั่นว่าจะไม่เพียงแค่ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซให้แน่นหนาขึ้น แต่จะเปิดแนวรบใหม่ที่ช่องแคบบาบ อัล-มันเดบ (Bab al-Mandeb) ซึ่งเป็นจุดคอขวดทางทะเลที่สำคัญระหว่างเยเมนและจิบูตีอีกด้วย
การประกาศดังกล่าวสร้างแรงสั่นสะเทือนไปทั่วตลาดที่ตึงเครียดอยู่แล้ว ภายในไม่กี่วัน บรรดาผู้บริหารระดับสูงด้านพลังงานได้ออกมาเตือนว่าโลกกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ภาวะสต็อกน้ำมันใกล้หมด (Inventory Cliff) "เรากำลังเข้าใกล้ระดับสต็อกที่ไม่เคยมีมาก่อน" นีล แชปแมน (Neil Chapman) รองประธานอาวุโสของ ExxonMobil กล่าวในงานประชุม Bernstein 42nd Annual Strategic Decisions Conference เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม เขากล่าวว่าการพุ่งขึ้นไปที่ 150 ดอลลาร์หรือแม้แต่ 160 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลสำหรับน้ำมันดิบเบรนท์นั้น เป็นเรื่องของเวลา "สองถึงสามสัปดาห์" เท่านั้น
เหตุผลหลักที่อิหร่านให้ไว้คือการปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน โดยสำนักข่าวทัสนิมเรียกมันว่า "การก่ออาชญากรรมอย่างต่อเนื่องของระบอบไซออนิสต์" และโต้แย้งว่า เนื่องจากการยุติความเป็นปรปักษ์ในเลบานอนเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นสำหรับกรอบข้อตกลงหยุดยิงที่กว้างขึ้น การรณรงค์ทางทหารของอิสราเอลจึงทำให้ข้อตกลงทั้งหมดเป็นโมฆะ เตหะรานยืนกรานว่าจะไม่กลับมาเจรจาอีก เว้นแต่อิสราเอลจะยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งในเลบานอนและกาซา
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่สายสัมพันธ์ทางการทูตเริ่มขาดผึง ก่อนหน้านี้ สงครามทางอากาศระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งรวมถึงการลอบสังหารอะลี คอเมเนอี (Ali Khamenei) ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เพื่อเป็นการตอบโต้ อิหร่านได้ปิดช่องแคบฮอร์มุซและยิงโจมตีเป้าหมายของอิสราเอลและพันธมิตรของสหรัฐฯ การหยุดยิงชั่วคราวที่มีปากีสถานเป็นตัวกลางได้ตกลงกันเมื่อวันที่ 8 เมษายน พร้อมสัญญาว่าจะเปิดช่องแคบอีกครั้ง แต่มันก็ล้มเหลวอย่างรวดเร็วเมื่ออิหร่านยังคงจำกัดการจราจรทางทะเลและกล่าวโทษการโจมตีของอิสราเอล
แม้จะมีความพยายามของสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา รวมถึงการหยุดปฏิบัติการทางทหารชั่วคราวเพื่อแสวงหา "ข้อตกลงที่สมบูรณ์แบบและครั้งสุดท้าย" แต่ช่องทางการทูตก็ยังอยู่บนเส้นด้ายจนกระทั่งถูกระงับครั้งสุดท้ายในวันที่ 1 มิถุนายน
การประกาศครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องการเดินออกจากโต๊ะเจรจาเท่านั้น กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่าน และ "แนวร่วมต่อต้าน" ซึ่งรวมถึงกลุ่มพันธมิตรในเยเมน เลบานอน และอิรัก ได้เปิดเผยกลยุทธ์ใหม่ นั่นคือการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซอย่าง "สมบูรณ์" ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่ถูกปิดอย่างมีประสิทธิภาพมาตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ และ "เปิดใช้งาน" หรือเปิดแนวรบใหม่ที่ช่องแคบบาบ อัล-มันเดบไปพร้อมๆ กัน
นี่คือการยกระดับความขัดแย้งที่มีนัยสำคัญทางยุทธศาสตร์ ในขณะที่ฮอร์มุซคือเส้นทางลำเลียงหลักสำหรับน้ำมันดิบ คอนเดนเสท และก๊าซธรรมชาติเหลวจากอ่าวเปอร์เซีย ช่องแคบบาบ อัล-มันเดบคือประตูสู่ทะเลแดงและคลองสุเอซ การทำให้จุดคอขวดทั้งสองแห่งหยุดชะงัก จะจำกัดความสามารถในการขนส่งน้ำมันของเรือบรรทุกน้ำมันที่เหลืออยู่หรือที่เปลี่ยนเส้นทางไม่ให้สามารถเข้าถึงตลาดยุโรปและอเมริกาเหนือได้อย่างรุนแรง นั่นหมายถึงการบีบรัดอุปทานโลกจากสองทิศทางพร้อมกัน
สัญญาณที่น่าตกใจที่สุดสำหรับเศรษฐกิจโลกไม่ใช่แค่วาทกรรมทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่มันคือข้อมูลของปริมาณน้ำมันที่เหลืออยู่ในถังเก็บ โลกได้เผาผลาญสต็อกน้ำมันสำรองในอัตราที่ไม่เคยมีมาก่อนมานานกว่าสามเดือนแล้ว โดยใช้น้ำมันสำรองที่เก็บไว้เพื่อรองรับการสูญเสียอุปทานน้ำมันดิบและคอนเดนเสทจากอ่าวเปอร์เซียประมาณ 11 ล้านบาร์เรลต่อวัน (b/d) ที่ถูกตัดทอนลงจากความขัดแย้ง
จากข้อมูลของ IEA (สำนักงานพลังงานสากล) อุปทานน้ำมันโลกลดลงอีก 1.8 ล้านบาร์เรลต่อวันในเดือนเมษายน เหลือเพียง 95.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยการสูญเสียทั้งหมดตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์อยู่ที่ 12.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน กำลังการผลิตจากประเทศในอ่าวเปอร์เซียที่ได้รับผลกระทบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซต่ำกว่าระดับก่อนสงครามถึง 14.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน กันชนสำรองเหล่านั้นใกล้หมดลงแล้ว และตลาดกำลังเข้าใกล้สิ่งที่นักวิเคราะห์เรียกว่า "ภาวะก้นถัง" (Tank Bottoms) ซึ่งก็คือระดับสต็อกขั้นต่ำที่จำเป็นสำหรับการดำเนินงานของโรงกลั่นและระบบการกระจายน้ำมันตามปกติ
นีล แชปแมน บรรยายสถานการณ์ในที่ประชุมของ Bernstein ด้วยถ้อยคำที่ชัดเจนว่า "คุณสามารถถกเถียงได้ว่ามันจะไปถึงจุดนั้น จุดที่สต็อกต่ำมากจริงๆ ในอีกสองสัปดาห์หรือสามสัปดาห์ เมื่อคุณไปถึงจุดนั้น คุณจะเห็นราคาพุ่งสูงขึ้น" เขาคาดการณ์ว่าราคา Dated Brent ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานน้ำมันดิบในตลาดจริง จะพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ในช่วง 150 ถึง 160 ดอลลาร์
ไมค์ เวิร์ธ (Mike Wirth) ซีอีโอของ Chevron ออกมาเตือนในลักษณะคู่ขนาน โดยคาดการณ์ว่าเบรนท์อาจพุ่งแตะ 150 ดอลลาร์ภายในไม่กี่สัปดาห์ ความกังวลของเขาขึ้นอยู่กับพลวัตเดียวกัน: คลังสำรองปิโตรเลียมทางยุทธศาสตร์และสต็อกของภาคเอกชนที่สหรัฐฯ และชาติตะวันตกอื่นๆ เคยใช้เพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดในช่วงต้นของวิกฤต ได้ถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว
ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด ซึ่งประเมินโดยบริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน Wood Mackenzie ระบุว่า หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงถูกปิดเป็นส่วนใหญ่ไปจนถึงสิ้นปี ราคาน้ำมันเบรนท์อาจเข้าใกล้ 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แม้ว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะหดตัวลง 6 ล้านบาร์เรลต่อวันก็ตาม
ราวกับว่าวิกฤตการขาดแคลนน้ำมันดิบทางกายภาพจะยังไม่หนักพอ รัสเซียได้สร้างแรงบีบครั้งที่สองให้กับผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปที่มีความสำคัญต่อการเดินทางทั่วโลก มอสโกได้ออกคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน (Jet Fuel) มีผลบังคับใช้จนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2026 นโยบายนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่โรงกลั่นในยุโรปและเอเชีย ซึ่งขาดแคลนวัตถุดิบน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียอยู่แล้ว กำลังดิ้นรนอย่างหนักเพื่อผลิตเชื้อเพลิงอากาศยาน คำสั่งห้ามนี้ได้ตัดแหล่งอุปทานทางเลือกที่สำคัญซึ่งอาจช่วยชดเชยการขาดแคลนจากตะวันออกกลางไปได้บางส่วน
นักวิเคราะห์ได้เตือนว่าสายการบินในยุโรปอาจต้องเผชิญกับการปันส่วนน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งเป็นผลโดยตรงจากวิกฤตที่ซ้ำซ้อนนี้ การห้ามส่งออกของรัสเซียได้เพิ่มแรงกดดันต่อราคาเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งในบทวิเคราะห์สถานการณ์รุนแรงของ Wood Mackenzie ระบุว่าราคาอาจพุ่งสูงขึ้นไปแตะระดับ 300 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในศูนย์กลางการกลั่นน้ำมันหลักๆ ภายในสิ้นปีนี้
เงื่อนไขของอิหร่านในการกลับเข้าสู่การเจรจานั้นชัดเจน นั่นคือการยุติปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอนและกาซาอย่างสมบูรณ์ จนกว่าจะถึงเวลานั้น กลยุทธ์การปิดล้อมสองช่องแคบจะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป ด้วยระดับสต็อกน้ำมันที่เข้าขั้นวิกฤตที่คาดว่าจะถูกทำลายลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ตลาดน้ำมันกำลังเข้าสู่ช่วงที่อันตรายอย่างยิ่ง ซึ่งความพร้อมในการเข้าถึงพลังงานทางกายภาพ ไม่ใช่แค่ราคา จะกลายเป็นปัญหาหลักสำหรับประเทศผู้นำเข้า
แม้ว่าความก้าวหน้าทางการทูตจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตในอ่าวเปอร์เซียจะต้องใช้เวลาหลายเดือนในการฟื้นฟู ดังที่ IEA ได้ตั้งข้อสังเกตไว้ การผลิตและรูปแบบการค้าก่อนเกิดความขัดแย้งคาดว่าจะไม่กลับมาดำเนินการได้จนกว่าจะถึงปลายปี 2026 หรือต้นปี 2027 และผู้ผลิตบางรายในอ่าวเปอร์เซียอาจไม่มีทางกลับไปสู่ระดับผลผลิตก่อนสงครามได้อย่างสมบูรณ์อีกเลย
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
1 มิถุนายน 2026: อิหร่านระงับการเจรจาทางอ้อมกับสหรัฐฯ ทั้งหมด พร้อมประกาศจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ และเปิดแนวรบใหม่ที่ช่องแคบบาบ อัล มันเดบ หวังบีบอุปทานน้ำมันโลกที่ตึงตัวอยู่แล้วให้ถึงขีดสุด
1 มิถุนายน 2026: อิหร่านระงับการเจรจาทางอ้อมกับสหรัฐฯ ทั้งหมด พร้อมประกาศจะปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ และเปิดแนวรบใหม่ที่ช่องแคบบาบ อัล มันเดบ หวังบีบอุปทานน้ำมันโลกที่ตึงตัวอยู่แล้วให้ถึงขีดสุด ชนวนเหตุมาจากปฏิบัติการทางทหารของอิสราเอลในเลบานอน ซึ่งเตหะรานระบุว่าละเมิดข้อตกลงหยุดยิงเมื่อเดือนเมษายน โดยจะไม่กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาจนกว่าอิสราเอลจะยุติปฏิบัติการทั้งในเลบานอนและกาซา
คำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันเครื่องบินของรัสเซียจนถึงปลายเดือนพฤศจิกายน 2026 กำลังซ้ำเติมวิกฤตเชื้อเพลิงอากาศยานทั่วโลก โดยสายการบินในยุโรปอาจต้องปันส่วนน้ำมันภายในไม่กี่สัปดาห์