บิทคอยน์ดิ่งทะลุแนว $70,000 เมื่อ 2 มิ.ย. 2026 ลดลงกว่า 45% จากจุดสูงสุดตลอดกาล $126,198 ในเดือน ต.ค. iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock เป็นศูนย์กลางการเทขาย ด้วยเงินไหลออกกว่า $2 พันล้าน ขณะที่การขายบิทคอยน์บางส่วนของ Strategy Inc.

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What factors have driven Bitcoin's decline below $70,000 to its lowest level since April 2026, including its more than 44% drop from its Oct. Article summary: Bitcoin's fall below $70,000 reflects a perfect storm: record spot ETF outflows, weakening institutional demand, pressure on the “digital gold” narrative, and a fresh geopolitical shock tied to US-Iran tensions and Strat. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Why Bitcoin Falling Below $70,000 in 2026: Reasons why it will crash and the Future. An all-time high rally at which Bitcoin approached 100,000 towards the middle of January, the" source context "Reasons why it will crash and the Future. | GAEL_ on Binance Square" Reference image 2: visual subject "# Why Bitcoi
การร่วงหลุดแนว $70,000 ของบิทคอยน์ในวันที่ 2 มิถุนายน 2026 ไปแตะจุดต่ำสุดระหว่างวันที่ประมาณ $69,250 ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกราฟอีกต่อไป แต่มันคือการเผชิญหน้ากับวิกฤตตัวตนครั้งสำคัญของสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำของโลก ด้วยราคาที่ดิ่งลงมากกว่า 45% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ $126,198 ในเดือนตุลาคม 2025 การเทขายครั้งนี้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง ท่ามกลางตลาดหุ้นที่ทำลายสถิติสูงสุดอย่างต่อเนื่องและการเปลี่ยนขั้วของความเชื่อมั่นสถาบันโดยสมบูรณ์
นี่ไม่ใช่การปรับฐานจากปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคธรรมดา แต่มันคือการปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างการถอนตัวของเงินทุนสถาบันครั้งประวัติศาสตร์ แรงสั่นสะเทือนทางภูมิรัฐศาสตร์ และแนวคิดที่พังทลาย
กลไกหลักที่ขับเคลื่อนการเทขายคือ การไหลออกของเงินทุนสถาบันจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ของสหรัฐฯ อย่างมหาศาล ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2026 กลุ่มกองทุนนี้ทำสถิติเงินไหลออกต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่เปิดตัว โดยมีเงินไหลออก 9 วันทำการติดต่อกัน รวมมูลค่าทั้งสิ้น $2.84 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งทำลายสถิติเดิม 8 วันติดต่อกันลงอย่างราบคาบ และเป็นการดอกย้ำว่าอุปสงค์จากสถาบันกำลังเย็นลงอย่างรวดเร็ว
ตัวเลขเหล่านี้ชวนตื่นตะลึง วันที่เงินไหลออกมากที่สุดเพียงวันเดียวคือวันที่ 28 พฤษภาคม ซึ่งมีเงินไหลออกมากถึง $733.43 ล้านดอลลาร์ แรงขับเคลื่อนหลักที่อยู่เบื้องหลังคือ iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock ซึ่งมีส่วนแบ่งการไหลออกเพียงกองทุนเดียวมากกว่า $2 พันล้านดอลลาร์ตลอดช่วงเวลาดังกล่าว
และในวันที่ทำสถิติสูงสุด IBIT เพียงกองทุนเดียวมีเงินไหลออกเกือบ 527.8 ล้านดอลลาร์
การขายของ BlackRock ไม่เคยผ่อนลง ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤษภาคม (25-29 พ.ค.) IBIT ของ BlackRock มียอดไหลออกสุทธิรายสัปดาห์สูงถึง $966 ล้านดอลลาร์ นำให้ยอดรวมเงินไหลออกจากกลุ่ม ETF ในสัปดาห์นั้นอยู่ที่ $1.42 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 3 ในประวัติศาสตร์ คลื่นการไถ่ถอนครั้งมโหฬารนี้ทำให้กลุ่ม Spot Bitcoin ETF มียอดสุทธิติดลบทั้งปี และเป็นแรงกดดันที่ทรงพลังที่สุดที่ฉุดให้บิทคอยน์ร่วงลงต่ำกว่า $70,000
การพังทลายทางเทคนิคของบิทคอยน์เผยให้เห็นวิกฤตเฉพาะตลาดคริปโต ไม่ใช่ภาพสะท้อนของตลาดการเงินโดยรวม บิทคอยน์ไม่สามารถยืนเหนือแนวรับที่ $74,000 ได้ ก่อนจะทะลุแนว $70,000 และแตะบริเวณ ~$69,250 การเคลื่อนไหวของราคารูปแบบนี้ ซึ่งถูกขยายด้วยการไถ่ถอน ETF และความตื่นตระหนกจากข้อมูล on-chain ของนักลงทุนรายใหญ่ที่เคลื่อนย้ายเหรียญ ส่งสัญญาณถึงการถอนความเชื่อมั่นของคนในเฉพาะกลุ่มคริปโต ไม่ใช่แค่ปฏิกิริยาต่อข่าวเศรษฐกิจมหภาคทั่วไป
การร่วงลงอย่างรุนแรงของบิทคอยน์นี้ได้ท้าทายแนวคิดที่ยึดถือกันมายาวนานว่าเป็น “ทองคำดิจิทัล” ในช่วงเวลาที่หุ้นสหรัฐฯ กำลังพุ่งขึ้นจากกระแส AI บิทคอยน์กลับดิ่งลงกว่า 44% จากจุดสูงสุด ข้อมูลการไถ่ถอน ETF ได้ให้คำตัดสินที่ชัดเจนว่าผู้ถือครองสถาบันปฏิบัติต่อบิทคอยน์เหมือนสินทรัพย์เสี่ยงที่ต้องโยนทิ้งเมื่อมีแรงกดดัน ไม่ใช่แหล่งรักษามูลค่าในยามคับขัน
อย่างน้อยที่สุด พฤติกรรมราคาตลาดของบิทคอยน์ก็ได้ทำให้แนวคิดเรื่องการเป็นแหล่งรักษามูลค่าที่มั่นคงในช่วงวิกฤตของปี 2026 อ่อนแอลง
ตัวเร่งปฏิกิริยาทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ได้เร่งการพังทลายในวันที่ 2 มิถุนายน ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่เพิ่มขึ้นและรายงานการระงับการเจรจาสันติภาพได้กระตุ้นให้เกิดการลดความเสี่ยงในตลาดคริปโตโดยเฉพาะ ความไม่แน่นอนนี้ถูกซ้ำเติมด้วยข่าวที่ว่า Strategy Inc. ผู้ถือครองบิทคอยน์รายใหญ่ที่สุดในกลุ่มบริษัท ได้ขายเหรียญบางส่วนในคลังออกไป
รายงานระบุว่าบิทคอยน์ร่วงลงมาที่ $69,751 จากข่าวความขัดแย้งและการขายของ Strategy ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกแก่ตลาด และตอกย้ำแรงกดดันจากการขายของกลุ่ม ETF
แนวโน้มทางเทคนิคยังคงดูไม่สู้ดี หลังจากบิทคอยน์หลุดเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน และทิ้งแนวรับสำคัญใกล้ $74,000 ลงมา เส้นทางก็เปิดกว้างไปสู่โซน $66,000-$67,000 การเคลื่อนตัวสู่พื้นที่ ~$69,250 ถือเป็นการพังทลายที่ลึกขึ้น และการไหลออกของ ETF อย่างต่อเนื่องก็ยิ่งเน้นย้ำภาพว่า อุปสงค์สถาบันกำลังถอยกลับในช่วงเวลาสำคัญ
ขณะนี้นักเทรดกำลังจับตาดูว่าบิทคอยน์จะสามารถยืนเหนือระดับ $65,000 ได้หรือไม่ โดยการหลุดแนวดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะเป็นสัญญาณของการกลับทิศทางของแนวโน้มอย่างสมบูรณ์
วิกฤตของบิทคอยน์นั้นสวนทางกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างสิ้นเชิง ในเดือนพฤษภาคม 2026 ดัชนี S&P 500 ทะลุแนว 7,500 จุด และ Nasdaq พุ่งทะยานขึ้นจากกระแสความเฟื่องฟูของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งส่งให้หุ้นอย่าง Cisco และ Nvidia ทะยานขึ้นอย่างร้อนแรง S&P 500 ปิดทำจุดสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งที่ 19 ของปี ในวันที่ 26 พฤษภาคม ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average ยึดพื้นที่ 50,000 จุดได้อีกครั้ง
ความแตกต่างนี้ได้ทำลายแนวคิดที่ว่าการเทขายในคริปโตเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการลดความเสี่ยงในวงกว้าง แต่กลับเปิดโปงการแยกตัวที่น่าสงสาร: ในขณะที่ AI และผลประกอบการของบริษัทต่างๆ หนุนตลาดดั้งเดิมให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดครั้งประวัติการณ์ บิทคอยน์กลับติดหล่มอยู่ในวิกฤตสภาพคล่องและความเชื่อมั่นที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้น
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
บิทคอยน์ดิ่งทะลุแนว $70,000 เมื่อ 2 มิ.ย. 2026 ลดลงกว่า 45% จากจุดสูงสุดตลอดกาล $126,198 ในเดือน ต.ค.
บิทคอยน์ดิ่งทะลุแนว $70,000 เมื่อ 2 มิ.ย. 2026 ลดลงกว่า 45% จากจุดสูงสุดตลอดกาล $126,198 ในเดือน ต.ค. iShares Bitcoin Trust (IBIT) ของ BlackRock เป็นศูนย์กลางการเทขาย ด้วยเงินไหลออกกว่า $2 พันล้าน ขณะที่การขายบิทคอยน์บางส่วนของ Strategy Inc.
การร่วงครั้งนี้กดดันแนวคิด 'ทองคำดิจิทัล' ของบิทคอยน์อย่างรุนแรง เมื่อสินทรัพย์คริปโตกลับมีพฤติกรรมเหมือนสินทรัพย์เสี่ยง ขณะที่อุปสงค์สถาบันหดหาย นักเทรดจับตาจุดแนวรับวิกฤตใกล้ $65,000