ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและเดบิตของ Barclays ลดลง 0.1% เทียบปีก่อนในเมษายน หลังมีนาคมโต 0.9% เป็นการลดลงรายปีครั้งแรกตั้งแต่พฤศจิกายน 2024 [4]. แรงกดดันหลักมาจากราคาพลังงานและเชื้อเพลิง โดยธนาคารกลางอังกฤษระบุว่าเงินเฟ้อ CPI เพิ่มเป็น 3.3% ในมีนาคม และอาจสูงขึ้นเมื่อราคาพลังงานส่งผ่าน [8].

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What factors caused UK consumer spending to fall in April for the first time since late 2024, and how have the Iran war’s impact on energy c. Article summary: UK consumer spending fell because the Iran war revived an energy-price shock, squeezed real household budgets, weakened confidence, and pushed consumers toward essentials and precautionary saving. Barclays’ card data sho. Topic tags: general, general web. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "Consumer spending on travel is down for the first time in five years while card spending edges up in March. UK consumers have cut back on travel spending for the first time in five" source context "Holidays take a hit as UK cost of living fears and Iran war bite | Travel & leisure | The Guardian" Reference image 2: visual subjec
การใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหราชอาณาจักรที่ลดลงในเดือนเมษายน 2026 ไม่ได้แปลว่าคนอังกฤษหยุดจับจ่ายพร้อมกันทั้งประเทศ แต่เป็นสัญญาณว่าครัวเรือนเริ่มตั้งการ์ดมากขึ้น
Barclays ซึ่งติดตามยอดใช้จ่ายผ่านบัตรของลูกค้าระบุว่า ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและเดบิตลดลง 0.1% เมื่อเทียบกับปีก่อนในเดือนเมษายน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.9% ในเดือนมีนาคม และถือเป็นการลดลงรายปีครั้งแรกตั้งแต่พฤศจิกายน 2024 . จุดสำคัญจึงไม่ใช่ขนาดของตัวเลขที่ติดลบเล็กน้อย แต่คือทิศทาง: เงินถูกดึงกลับไปหาของจำเป็น การซื้อที่เลื่อนได้ถูกพักไว้ และความเสี่ยงจากราคาพลังงานกลับมาอยู่กลางภาพเศรษฐกิจอังกฤษอีกครั้ง
.
แรงกดดันรอบนี้เริ่มจากราคาพลังงานโลก ธนาคารกลางอังกฤษ หรือ Bank of England ระบุว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางทำให้การจัดหาพลังงานสะดุด ราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้นแรง และผลกระทบเริ่มเห็นในสหราชอาณาจักรแล้วผ่านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น .
UK Finance ยังชี้ว่าการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซสำคัญ ทำให้ตลาดกังวลเรื่องอุปทาน โดยราคาน้ำมันขยับจากเพียงกว่า 70 ดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ เป็นเฉลี่ยมากกว่า 100 ดอลลาร์ในเดือนมีนาคม .
สำหรับครัวเรือน พลังงานเป็นรายจ่ายที่หลีกเลี่ยงยาก ค่าเดินทาง ค่าน้ำมัน ค่าไฟ และค่าอาหารมักตัดไม่ได้ง่ายเหมือนมื้ออาหารนอกบ้านหรือทริปพักผ่อน ธนาคารกลางอังกฤษระบุว่าเงินเฟ้อ CPI เพิ่มขึ้นเป็น 3.3% ในเดือนมีนาคม และมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงต่อไปเมื่อราคาพลังงานที่แพงขึ้นส่งผ่านมายังราคาผู้บริโภค . KPMG ระบุด้วยว่าครัวเรือนอังกฤษยังพอถูกกันชนไว้ระยะสั้นด้วยเพดานราคาพลังงานของ Ofgem แต่มีแนวโน้มเผชิญบิลพลังงานครัวเรือนที่สูงขึ้นในไตรมาส 3 และคาดว่าเงินเฟ้ออาจขึ้นไปแตะมากกว่า 3.5%
.
พูดง่าย ๆ คือเมื่อบิลจำเป็นดูจะแพงขึ้น คนก็เหลือพื้นที่ให้รายจ่ายตามใจน้อยลง
ข้อมูลบัตรของ Barclays ในเดือนเมษายนแสดงให้เห็นการลดลงหนักในหมวดโรงแรมและการเดินทาง ขณะที่ยอดใช้จ่ายรวมลดลง 0.1% เทียบกับปีก่อน . รายงานที่เกี่ยวข้องกับ Barclays ก่อนหน้านั้นระบุว่ายอดใช้จ่ายด้านการเดินทางลดลง 3.3% โดยบางคนเลื่อนทริปต่างประเทศหรือเปลี่ยนไปเที่ยวในประเทศแทน
.
นี่เป็นพฤติกรรมที่เข้าใจได้ในเชิงเศรษฐกิจ วันหยุด โรงแรม หรือการซื้อของชิ้นใหญ่มักเลื่อนออกไปได้ แต่บิลไฟ อาหาร และค่าเดินทางพื้นฐานเลื่อนไม่ได้ ข้อมูลสำรวจที่เกี่ยวข้องกับ Barclays ยังพบว่า 14% ของผู้ใหญ่ในสหราชอาณาจักรกำลังเลื่อนการซื้อสินค้ารายการใหญ่ หรือสะสมเงินสำรองไว้เผื่อค่าใช้จ่ายสูงขึ้น .
ดังนั้นการลดใช้จ่ายไม่ได้เกิดจากราคาวันนี้อย่างเดียว แต่เกิดจากความกลัวว่าบิลวันพรุ่งนี้อาจแพงกว่านี้
เมื่อคนเริ่มไม่มั่นใจในเศรษฐกิจ พฤติกรรมจะเปลี่ยนก่อนที่ตัวเลข GDP อย่างเป็นทางการจะออกมา Which? รายงานว่าความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจสหราชอาณาจักรในอนาคตลดลงสู่ -62 ในเดือนเมษายน ต่ำสุดนับตั้งแต่ช่วงหนักของวิกฤตค่าครองชีพ ส่วนความเชื่อมั่นต่อสถานะการเงินครัวเรือนในอนาคตลดลง 8 จุดสู่ -23 ซึ่งเป็นระดับอ่อนแอที่สุดในรอบกว่า 3 ปี . รายงานเดียวกันยังพบว่า 83% ของผู้บริโภคกังวลเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และ 85% กังวลเรื่องราคาอาหาร
.
ภาพจาก PwC ก็ไปในทิศทางเดียวกัน ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคลดจาก -1 เป็น -13 ซึ่งเป็นการลดลงรายไตรมาสแรงที่สุดนับตั้งแต่มิถุนายน 2022 โดย 9 ใน 10 ของผู้ตอบแบบสำรวจระบุว่าค่าครองชีพเป็นความกังวลใหญ่ที่สุด และ 8 ใน 10 วางแผนลดการใช้จ่ายในช่วงเดือนถัดไป . Deloitte เสริมว่า ผู้บริโภคเผชิญแรงกดดันอยู่แล้วจากการเติบโตของค่าจ้างที่ชะลอและตลาดแรงงานที่แย่ลง ก่อนที่แรงกดดันด้านราคาจากภูมิรัฐศาสตร์จะเข้ามาซ้ำเติม
.
ตัวเลขบัตรที่อ่อนลงเกิดขึ้นพร้อมกับมุมมองเศรษฐกิจที่มืดลง IMF หรือกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของสหราชอาณาจักรปี 2026 เหลือ 0.8% จากเดิม 1.3% โดยรายงานอิง Reuters ระบุว่าเป็นการปรับลดแรงที่สุดในกลุ่มเศรษฐกิจร่ำรวยขนาดใหญ่ เพราะสหราชอาณาจักรมีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบเงินเฟ้อจากสงครามอิหร่าน . OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา ก็ลดคาดการณ์การเติบโตของสหราชอาณาจักรปี 2026 ลงครึ่งจุดเปอร์เซ็นต์ เหลือ 0.7% ซึ่งเป็นการปรับลดแรงที่สุดในบรรดาเศรษฐกิจหลักในการอัปเดตคาดการณ์ระหว่างกาล
.
Resolution Foundation ให้บริบทเพิ่มว่า IMF และ OECD ต่างปรับลดอัตราการเติบโตปี 2026 ของสหราชอาณาจักรลง 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นการปรับลดมากที่สุดในกลุ่มประเทศร่ำรวย . อย่างไรก็ตาม ช็อกพลังงานรอบนี้ยังเล็กกว่าหลังรัสเซียบุกยูเครน โดยราคาก๊าซอังกฤษพุ่งสูงสุดเหนือระดับก่อนสงคราม 78 เพนซ์ต่อ therm ไม่ใช่ 300 เพนซ์แบบปี 2022
. ถึงอย่างนั้น หากราคากลับไปสู่จุดสูงล่าสุด รายจ่ายพลังงานและเชื้อเพลิงของครัวเรือนอังกฤษในปีนี้จะสูงกว่ากรณีที่ราคาคงอยู่ระดับต้นปี 2026 ถึง 11 พันล้านปอนด์
.
นั่นคือเหตุผลที่ความกลัวเศรษฐกิจถดถอยเริ่มดังขึ้น การใช้จ่ายที่ลดลง 0.1% เพียงเดือนเดียวไม่ได้พิสูจน์ว่าเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอยแล้ว แต่เมื่อประกอบกับพลังงานแพงขึ้น ความเชื่อมั่นอ่อนลง เงื่อนไขทางการเงินตึงตัวขึ้น และคาดการณ์ GDP ถูกหั่นลง ภาพรวมก็ชี้ไปทางเศรษฐกิจโตช้าลง .
ปัญหาของรอบนี้คือแรงกระแทกมีสองด้านพร้อมกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นดันเงินเฟ้อและกัดกำลังซื้อจริงของครัวเรือน ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นที่ลดลงทำให้คนลดการใช้จ่ายในสินค้าหรือบริการที่ไม่จำเป็น
ธนาคารกลางอังกฤษระบุว่าเงื่อนไขทางการเงินตึงตัวขึ้นตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มต้น ซึ่งอาจช่วยลดเงินเฟ้อในระยะต่อไป . แต่ KPMG มองว่าช็อกพลังงานอาจทำให้ธนาคารกลางอังกฤษลดดอกเบี้ยได้เพียงครั้งเดียวในปีนี้ และเลื่อนการลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมไปถึงปี 2027
.
สำหรับครัวเรือน นี่คือทางเลือกที่ลำบาก หากดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ภาระกู้ยืมและสินเชื่อบ้านก็ยังหนัก แต่หากเงินเฟ้อยังสูง กำลังซื้อจริงก็ยังถูกบีบ ไม่ว่าทางใด ผู้บริโภคจึงมีเหตุผลที่จะระวังตัวมากขึ้น
ข้อมูลจาก EY มีลักษณะแตกต่างจากการปรับลดของ IMF และ OECD มุมมองของ EY เมื่อกุมภาพันธ์ 2026 เป็นภาพฐานที่เศรษฐกิจยังโตแบบพอประมาณ ไม่ใช่การปรับลดคาดการณ์หลังสงครามอิหร่าน EY ระบุว่าเงินเฟ้อที่ผ่อนลงและดอกเบี้ยที่ลดลงควรช่วยให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคดีขึ้น แต่ประโยชน์ดังกล่าวจะถูกหักล้างบางส่วนด้วยการเติบโตของค่าจ้างที่ชะลอและการว่างงานที่สูงขึ้น . EY ยังมองว่าการใช้จ่ายผู้บริโภคจะเติบโตต่อ แต่ในระดับจำกัด
.
เมื่อเทียบกันแล้ว การปรับลดของ IMF และ OECD ในเวลาต่อมาจึงสำคัญ เพราะสะท้อนว่าภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนเร็วเพียงใดเมื่อราคาพลังงาน ความเสี่ยงเงินเฟ้อ และความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเป็นตัวแปรหลัก .
การใช้จ่ายผู้บริโภคอังกฤษลดลงในเดือนเมษายนเพราะแรงกดดันสามอย่างมาพร้อมกัน: ราคาพลังงานจากสงครามอิหร่าน ความเชื่อมั่นครัวเรือนที่อ่อนลง และแนวโน้มเศรษฐกิจที่ถูกปรับลง Barclays รายงานว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรลดลง 0.1% ซึ่งเป็นตัวเลขไม่ใหญ่ แต่รายละเอียดสำคัญกว่า เพราะผู้คนกำลังให้ความสำคัญกับของจำเป็น ลดท่องเที่ยวและสันทนาการ และกันเงินสำรองเท่าที่ทำได้ .
ภาพรวมของสหราชอาณาจักรจึงควรเรียกว่าเศรษฐกิจถูกบีบ มากกว่าจะสรุปทันทีว่าเข้าสู่ภาวะถดถอย ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงขึ้น คาดการณ์การเติบโตถูกหั่นลง และผู้บริโภคระวังตัวขึ้น แต่จะกลายเป็นเศรษฐกิจถดถอยจริงหรือไม่ ยังต้องรอดูข้อมูล GDP ทางการในระยะถัดไป
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและเดบิตของ Barclays ลดลง 0.1% เทียบปีก่อนในเมษายน หลังมีนาคมโต 0.9% เป็นการลดลงรายปีครั้งแรกตั้งแต่พฤศจิกายน 2024 [4].
ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตและเดบิตของ Barclays ลดลง 0.1% เทียบปีก่อนในเมษายน หลังมีนาคมโต 0.9% เป็นการลดลงรายปีครั้งแรกตั้งแต่พฤศจิกายน 2024 [4]. แรงกดดันหลักมาจากราคาพลังงานและเชื้อเพลิง โดยธนาคารกลางอังกฤษระบุว่าเงินเฟ้อ CPI เพิ่มเป็น 3.3% ในมีนาคม และอาจสูงขึ้นเมื่อราคาพลังงานส่งผ่าน [8].
ผู้บริโภคหั่นหมวดที่เลื่อนได้ เช่น ท่องเที่ยว โรงแรม และของชิ้นใหญ่ ขณะที่ IMF และ OECD หั่นคาดการณ์ GDP ปี 2026 ของสหราชอาณาจักร ทำให้ความกังวลเศรษฐกิจถดถอยแรงขึ้น [1][22][26].