เนื่องจาก ETF เหล่านี้ต้องซื้อ Bitcoin จริงในตลาดสปอต เงินทุนที่ไหลเข้าจึงมีผลต่อราคาโดยตรง และช่วยพยุงตลาดในช่วงที่มีแรงขาย นักวิเคราะห์จึงมองว่าเหตุผลสำคัญที่ Bitcoin ยังยืนเหนือโซน $75,000–$77,000 ได้คือแรงซื้อจากสถาบันเหล่านี้
อีกประเด็นคือ การปรับลงล่าสุดของราคาเกิดจาก การล้างสถานะเลเวอเรจ (liquidations) มากกว่าการขายจากนักลงทุนระยะยาว ซึ่งทำให้โครงสร้างแนวโน้มขาขึ้นยังไม่ได้เสียหาย
แม้ฝั่งดีมานด์จะยังแข็งแรง แต่ภาพเศรษฐกิจโลกทำให้นักลงทุนระมัดระวังมากขึ้น
เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasury yields) ระยะยาวเพิ่มขึ้น การถือพันธบัตรจะดูน่าสนใจกว่าสินทรัพย์เสี่ยง ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากสินทรัพย์อย่างหุ้นและคริปโตได้ง่ายขึ้น
ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นทำให้ตลาดกังวลว่าเงินเฟ้ออาจยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ชะลอการลดดอกเบี้ย หากนโยบายการเงินยังตึงตัว สินทรัพย์เก็งกำไรอย่างคริปโตมักเผชิญแรงกดดัน
ความตึงเครียดระหว่าง สหรัฐและอิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับเส้นทางพลังงานและน้ำมัน เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ราคาพลังงานและความไม่แน่นอนในตลาดการเงินเพิ่มขึ้น ซึ่งมักทำให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในสินทรัพย์อย่างคริปโต
ปัจจัยเหล่านี้อธิบายได้ว่าทำไม Bitcoin ถึงยังคงทรงตัวได้ แต่ยังไม่สามารถทะลุขึ้นไปได้อย่างชัดเจน
การวิเคราะห์ทางเทคนิคยังชี้ให้เห็นว่าตลาดกำลังติดอยู่ในกรอบชัดเจน
แนวรับสำคัญ: $75,000–$77,000
หลายสำนักวิเคราะห์มองว่าช่วงราคานี้เป็นพื้นระยะสั้นของตลาด เพราะทุกครั้งที่ราคาลงมาใกล้ระดับนี้ แรงซื้อจากสถาบันและ ETF มักเข้ามาพยุงราคา
แนวต้านใหญ่: ประมาณ $83,000
ระดับนี้ถูกมองว่าเป็นกำแพงสำคัญ เนื่องจากใกล้กับ ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200‑day moving average) และมีปริมาณเหรียญที่ถืออยู่ในช่วงราคานี้จำนวนมาก
ข้อมูล on‑chain ยังแสดงว่า Bitcoin ประมาณ 15% ของอุปทานทั้งหมด กระจุกตัวอยู่ในช่วง $83,000–$85,000 ทำให้เกิดกำแพงอุปทานที่ต้องถูกดูดซับก่อนที่ราคาจะสามารถขึ้นต่อได้
ตราบใดที่ราคายังไม่ทะลุโซนนี้ การเคลื่อนไหวในกรอบ (consolidation) ยังเป็นสถานการณ์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุด
นักวิเคราะห์มองว่ามีสองปัจจัยหลักที่อาจทำให้ Bitcoin หลุดออกจากกรอบราคาปัจจุบัน
1. การคลี่คลายความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์
หากความตึงเครียดในตะวันออกกลางลดลง ราคาน้ำมันและความกังวลเงินเฟ้ออาจลดลงตาม ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงดีขึ้น ก่อนหน้านี้ตลาดคริปโตเคยฟื้นตัวพร้อมกับ Bitcoin กลับขึ้นเหนือ $80,000 หลังสถานการณ์ตึงเครียดคลี่คลายชั่วคราว
2. เงินทุนไหลเข้า ETF เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เงินทุนที่ไหลเข้าสู่ ETF หมายถึงการซื้อ Bitcoin จริงในตลาด หากกระแสเงินทุนเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็สามารถค่อย ๆ ดูดซับอุปทานเหนือราคาปัจจุบันและช่วยผลักดันราคาให้ทะลุแนวต้านได้
หากทั้งสองปัจจัยนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน ตลาดอาจมีแรงส่งเพียงพอที่จะดัน Bitcoin ขึ้นเหนือ แนวต้าน $83K ได้ในที่สุด
การที่ Bitcoin เคลื่อนไหวใกล้ $77,000 สะท้อนสมดุลของแรงสองฝั่งในตลาด ฝั่งหนึ่งคือแรงซื้อจากนักลงทุนสถาบันและ ETF ที่สร้างพื้นราคา ส่วนอีกฝั่งคือแรงกดดันจากบอนด์ยีลด์สหรัฐ ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ตลาดยังไม่กล้าไล่ราคา
ในระยะสั้น ตลาดยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ แนวรับ $75K–$77K และแนวต้าน $83K และการทะลุกรอบนี้อย่างชัดเจน—ไม่ว่าจะขึ้นหรือลง—มีแนวโน้มจะกำหนดทิศทางใหญ่ของ Bitcoin ในช่วงต่อไป
Comments
0 comments