2. ฤดูกาลผลประกอบการที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรปในรอบเกือบ 4 ปี
บริษัทจดทะเบียนในดัชนี STOXX 600 มีแนวโน้มที่จะรายงานกำไรเติบโตมากกว่า 22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาส 2/2026 ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3/2022 การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยกำไรที่พุ่งสูงของกลุ่มพลังงาน เหมืองแร่ ผู้ผลิตเหล็ก และเคมีภัณฑ์ กำไรของดัชนี MSCI Europe พุ่งขึ้น 14% โดยมีบริษัทมากกว่าครึ่งที่รายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ analysts คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2023 แม้จะไม่นับรวมกลุ่มพลังงาน การเติบโตของผลประกอบการก็ยังแข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้นเป็น 11.5% จากเพียง 5.5% ในช่วงต้นของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ
3. การย้ายเงินทุนครั้งใหญ่จากหุ้นเทคโนโลยี่สหรัฐฯ สู่ยุโรป
กองทุนหุ้นยุโรปกำลังดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้ามากที่สุดในรอบทศวรรษ โดยเกือบทั้งหมดมาจากนักลงทุนต่างชาติ ในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม 2026 กองทุนหุ้นยุโรปดึงเม็ดเงินเข้าได้ถึง 12.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่เงินไหลเข้ามากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม ตัวเร่งปฏิกิริยาคือความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในหุ้นกลุ่ม AI ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกออกล่าหาสินทรัพย์ที่ถูกกว่าและมีความหลากหลายมากกว่านอกตลาดสหรัฐฯ ที่นำโดยหุ้นกลุ่ม 'Magnificent Seven'
4. สถิติใหม่ของเงินไหลเข้า ETF ตราสารหนี้ยุโรป
อุตสาหกรรม ETF ในยุโรปรวบรวมเม็ดเงินได้ 47.3 พันล้านยูโรในเดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่มขึ้น 28% จากเดือนก่อนหน้า กองทุน ETF พันธบัตรรัฐบาลได้รับความต้องการอย่างมาก โดยข้อมูลจาก BNP Paribas ชี้ว่า มีเงินไหลเข้ากองทุน ETF พันธบัตรรัฐบาลยูโรสูงถึง 2.7 พันล้านยูโรในเดือนนั้น ขณะที่เงินไหลเข้ากองทุน ETF ตราสารหนี้รวมอยู่ที่ 8.5 พันล้านยูโร พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีมีผลงานดีกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2026 การซื้อพันธบัตรนี้สะท้อนให้นักลงทุนต้องการล็อคอัตราผลตอบแทนที่น่าดึงดูด และมองหายุโรปเป็นแหล่งหลบภัยที่มีความแข็งแกร่งด้านสกุลเงิน
5. ความแข็งแกร่งของเงินยูโรและความน่าเชื่อถือของ ECB
ค่าเงินยูโรซื้อขายอยู่เหนือระดับ 1.15 ดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูร้อน โดยทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1.1540-1.1555 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ท่าทีที่แข็งกร้าวของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสถียรภาพของเงินยูโรเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐดึงดูดผู้ซื้อพันธบัตรที่มองหาทั้งผลตอบแทนและความแข็งแกร่งของสกุลเงิน เศรษฐกิจยูโรโซนยังขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าในไตรมาส 2/2026 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.2%
6. ผลงานที่โดดเด่นของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
การ Rally ของหุ้นครั้งนี้มีความโดดเด่นตรงที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นผู้นำให้ดัชนี STOXX 600 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ติดต่อกัน 4 วันทำการในต้นเดือนสิงหาคม ผู้นำกลุ่มคือหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น ASML (ซึ่งปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ประจำปีเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2026) , Infineon Technologies, STMicroelectronics และ Soitec ซึ่งราคาพุ่งขึ้นมากกว่า 300% ในปี 2026 จากความต้องการด้านโฟโตนิกส์ใน AI กองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีป้องกันประเทศก็มีผลงานรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งเช่นกัน
| ตัวชี้วัด | ข้อมูล |
|---|---|
| ผลตอบแทนสะสมของ STOXX 600 | ~+12% (ปิดที่ ~660.25 จุดเมื่อ 7 ส.ค.) |
| จุดสูงสุดใหม่ของ DAX | 25,087 จุด (เมื่อ 14 ก.ค.) |
| EURO STOXX 50 | จุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล |
| การเติบโตของกำไร Q2/2026 (STOXX 600) | 22.4% (เทียบกับปีก่อน) |
| เงินไหลเข้ากองทุนหุ้นยุโรปสะสม (ตั้งแต่ ม.ค. 2025) | กว่า 7.4 หมื่นล้านยูโร |
| เงินไหลเข้ากองทุนหุ้นยุโรปรายสัปดาห์ (ต้น ส.ค.) | 12.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| เงินไหลเข้ากองทุน ETF ยุโรป (ก.ค. 2026) | 4.73 หมื่นล้านยูโร |
| เงินไหลเข้า ETF พันธบัตรรัฐบาลยูโร (ก.ค. 2026) | ~2.7 พันล้านยูโร |
| อัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD (ต้น ส.ค.) | ~1.154-1.155 ดอลลาร์สหรัฐ |
แหล่งที่มา:
การ Rally ครั้งนี้ยังเผชิญกับภัยคุกคามหลายประการที่นักลงทุนควรจับตามอง
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของช่องแคบฮอร์มุซ ข้อตกลงสันติภาพยังอยู่ในระหว่างการเจรจา ยังไม่สรุปผล การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ล้มเหลวจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและกลับมาสู่ภาวะเงินเฟ้อถดถอยที่ยุโรปกังวลอีกครั้ง การปรับตัวดีขึ้นในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความคืบหน้าทางการทูตอย่างต่อเนื่อง
ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้งและ ECB ที่มีท่าทีแข็งกร้าว อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงทรงตัวสูง และท่าทีที่แข็งกร้าวของ ECB ทำให้ความเสี่ยงที่จะมีการคุมเข้มนโยบายทางการเงินเพิ่มเติมยังคงมีอยู่ รายงานของ ECB เองก็ยอมรับถึงแนวโน้มเงินเฟ้อที่ซับซ้อน และตลาดยังคงอ่อนไหวต่อข้อมูลใดๆ ที่อาจผลักดันให้ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
การคาดการณ์อัตรากำไรที่สูงเป็นประวัติการณ์และส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 25 ปี การเติบโตของกำไรกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มพลังงานและวัตถุดิบ ทำให้ตลาดเสี่ยงต่อการกลับตัวของราคาน้ำมันหรือการชะลอตัวของกลุ่มดังกล่าว ส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นที่ต่ำหมายความว่าข่าวดีส่วนใหญ่ได้ถูกรวมอยู่ในราคาแล้ว ทำให้มีพื้นที่น้อยมากสำหรับความผิดหวังจากระดับปัจจุบัน
การ Rally ที่กระจุกตัวแคบเป็นประวัติการณ์: ความเสี่ยงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับยุโรป Bloomberg รายงานว่านี่เป็นการ Rally ที่กระจุกตัวมากที่สุดในรอบหลายปีของยุโรป ตลาดโดยรวมถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เมกะแคปเพียง 3-4 ตัว ได้แก่ ASML, Infineon, STMicroelectronics และ Soitec หากหุ้นเหล่านี้สะดุดเนื่องจากความต้องการ AI ที่ลดลง ทั้งดัชนีอาจปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ตลาดยุโรปไม่เคยเผชิญมาก่อน
สถานะการลงทุนของผู้จัดการกองทุนกลับมาเป็นกลาง ผลสำรวจล่าสุดของ BofA พบว่า ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกที่ 'overweight' หุ้นยุโรปมีสัดส่วนสุทธิอยู่ที่ 2% ซึ่งเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงจากที่ 15% 'underweight' ในเดือนมิถุนายน ซึ่งหมายความว่าการ Rally ที่ driven โดยการปรับสถานะการลงทุนอาจใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว และ valuations ในตอนนี้ไม่สนับสนุน upside ต่อไปอีกหากไม่มีการปรับปรุงปัจจัยพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง
2. ฤดูกาลผลประกอบการที่แข็งแกร่งที่สุดของยุโรปในรอบเกือบ 4 ปี
บริษัทจดทะเบียนในดัชนี STOXX 600 มีแนวโน้มที่จะรายงานกำไรเติบโตมากกว่า 22% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาส 2/2026 ซึ่งเป็นอัตราที่เร็วที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาส 3/2022 การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยกำไรที่พุ่งสูงของกลุ่มพลังงาน เหมืองแร่ ผู้ผลิตเหล็ก และเคมีภัณฑ์ กำไรของดัชนี MSCI Europe พุ่งขึ้น 14% โดยมีบริษัทมากกว่าครึ่งที่รายงานผลประกอบการออกมาดีกว่าที่ analysts คาดการณ์ไว้ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ต้นปี 2023 แม้จะไม่นับรวมกลุ่มพลังงาน การเติบโตของผลประกอบการก็ยังแข็งแกร่ง โดยเพิ่มขึ้นเป็น 11.5% จากเพียง 5.5% ในช่วงต้นของฤดูกาลประกาศผลประกอบการ
3. การย้ายเงินทุนครั้งใหญ่จากหุ้นเทคโนโลยี่สหรัฐฯ สู่ยุโรป
กองทุนหุ้นยุโรปกำลังดึงดูดเม็ดเงินไหลเข้ามากที่สุดในรอบทศวรรษ โดยเกือบทั้งหมดมาจากนักลงทุนต่างชาติ ในสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคม 2026 กองทุนหุ้นยุโรปดึงเม็ดเงินเข้าได้ถึง 12.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นสัปดาห์ที่เงินไหลเข้ามากที่สุดนับตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม ตัวเร่งปฏิกิริยาคือความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในหุ้นกลุ่ม AI ของสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกออกล่าหาสินทรัพย์ที่ถูกกว่าและมีความหลากหลายมากกว่านอกตลาดสหรัฐฯ ที่นำโดยหุ้นกลุ่ม 'Magnificent Seven'
4. สถิติใหม่ของเงินไหลเข้า ETF ตราสารหนี้ยุโรป
อุตสาหกรรม ETF ในยุโรปรวบรวมเม็ดเงินได้ 47.3 พันล้านยูโรในเดือนกรกฎาคม 2026 เพิ่มขึ้น 28% จากเดือนก่อนหน้า กองทุน ETF พันธบัตรรัฐบาลได้รับความต้องการอย่างมาก โดยข้อมูลจาก BNP Paribas ชี้ว่า มีเงินไหลเข้ากองทุน ETF พันธบัตรรัฐบาลยูโรสูงถึง 2.7 พันล้านยูโรในเดือนนั้น ขณะที่เงินไหลเข้ากองทุน ETF ตราสารหนี้รวมอยู่ที่ 8.5 พันล้านยูโร พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีมีผลงานดีกว่าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ในปี 2026 การซื้อพันธบัตรนี้สะท้อนให้นักลงทุนต้องการล็อคอัตราผลตอบแทนที่น่าดึงดูด และมองหายุโรปเป็นแหล่งหลบภัยที่มีความแข็งแกร่งด้านสกุลเงิน
5. ความแข็งแกร่งของเงินยูโรและความน่าเชื่อถือของ ECB
ค่าเงินยูโรซื้อขายอยู่เหนือระดับ 1.15 ดอลลาร์สหรัฐอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงฤดูร้อน โดยทรงตัวอยู่ที่ประมาณ 1.1540-1.1555 ดอลลาร์สหรัฐในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ท่าทีที่แข็งกร้าวของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในการต่อสู้กับเงินเฟ้อช่วยรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุน และเสถียรภาพของเงินยูโรเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐดึงดูดผู้ซื้อพันธบัตรที่มองหาทั้งผลตอบแทนและความแข็งแกร่งของสกุลเงิน เศรษฐกิจยูโรโซนยังขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าในไตรมาส 2/2026 สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 0.2%
6. ผลงานที่โดดเด่นของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศ
การ Rally ของหุ้นครั้งนี้มีความโดดเด่นตรงที่กระจุกตัวอยู่ในหุ้นเพียงไม่กี่ตัว โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นผู้นำให้ดัชนี STOXX 600 ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ติดต่อกัน 4 วันทำการในต้นเดือนสิงหาคม ผู้นำกลุ่มคือหุ้นเซมิคอนดักเตอร์และโครงสร้างพื้นฐาน AI เช่น ASML (ซึ่งปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ประจำปีเป็นครั้งที่ 2 ในปี 2026) , Infineon Technologies, STMicroelectronics และ Soitec ซึ่งราคาพุ่งขึ้นมากกว่า 300% ในปี 2026 จากความต้องการด้านโฟโตนิกส์ใน AI กองทุน ETF ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีป้องกันประเทศก็มีผลงานรายสัปดาห์ที่แข็งแกร่งเช่นกัน
| ตัวชี้วัด | ข้อมูล |
|---|---|
| ผลตอบแทนสะสมของ STOXX 600 | ~+12% (ปิดที่ ~660.25 จุดเมื่อ 7 ส.ค.) |
| จุดสูงสุดใหม่ของ DAX | 25,087 จุด (เมื่อ 14 ก.ค.) |
| EURO STOXX 50 | จุดสูงสุดใหม่ตลอดกาล |
| การเติบโตของกำไร Q2/2026 (STOXX 600) | 22.4% (เทียบกับปีก่อน) |
| เงินไหลเข้ากองทุนหุ้นยุโรปสะสม (ตั้งแต่ ม.ค. 2025) | กว่า 7.4 หมื่นล้านยูโร |
| เงินไหลเข้ากองทุนหุ้นยุโรปรายสัปดาห์ (ต้น ส.ค.) | 12.52 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ |
| เงินไหลเข้ากองทุน ETF ยุโรป (ก.ค. 2026) | 4.73 หมื่นล้านยูโร |
| เงินไหลเข้า ETF พันธบัตรรัฐบาลยูโร (ก.ค. 2026) | ~2.7 พันล้านยูโร |
| อัตราแลกเปลี่ยน EUR/USD (ต้น ส.ค.) | ~1.154-1.155 ดอลลาร์สหรัฐ |
แหล่งที่มา:
การ Rally ครั้งนี้ยังเผชิญกับภัยคุกคามหลายประการที่นักลงทุนควรจับตามอง
ราคาพลังงานที่สูงขึ้นและความไม่แน่นอนของช่องแคบฮอร์มุซ ข้อตกลงสันติภาพยังอยู่ในระหว่างการเจรจา ยังไม่สรุปผล การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านที่ล้มเหลวจะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงและกลับมาสู่ภาวะเงินเฟ้อถดถอยที่ยุโรปกังวลอีกครั้ง การปรับตัวดีขึ้นในปัจจุบันขึ้นอยู่กับความคืบหน้าทางการทูตอย่างต่อเนื่อง
ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่กลับมาอีกครั้งและ ECB ที่มีท่าทีแข็งกร้าว อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานยังคงทรงตัวสูง และท่าทีที่แข็งกร้าวของ ECB ทำให้ความเสี่ยงที่จะมีการคุมเข้มนโยบายทางการเงินเพิ่มเติมยังคงมีอยู่ รายงานของ ECB เองก็ยอมรับถึงแนวโน้มเงินเฟ้อที่ซับซ้อน และตลาดยังคงอ่อนไหวต่อข้อมูลใดๆ ที่อาจผลักดันให้ธนาคารกลางขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง
การคาดการณ์อัตรากำไรที่สูงเป็นประวัติการณ์และส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นที่ต่ำที่สุดในรอบเกือบ 25 ปี การเติบโตของกำไรกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มพลังงานและวัตถุดิบ ทำให้ตลาดเสี่ยงต่อการกลับตัวของราคาน้ำมันหรือการชะลอตัวของกลุ่มดังกล่าว ส่วนชดเชยความเสี่ยงของหุ้นที่ต่ำหมายความว่าข่าวดีส่วนใหญ่ได้ถูกรวมอยู่ในราคาแล้ว ทำให้มีพื้นที่น้อยมากสำหรับความผิดหวังจากระดับปัจจุบัน
การ Rally ที่กระจุกตัวแคบเป็นประวัติการณ์: ความเสี่ยงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนสำหรับยุโรป Bloomberg รายงานว่านี่เป็นการ Rally ที่กระจุกตัวมากที่สุดในรอบหลายปีของยุโรป ตลาดโดยรวมถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นเซมิคอนดักเตอร์เมกะแคปเพียง 3-4 ตัว ได้แก่ ASML, Infineon, STMicroelectronics และ Soitec หากหุ้นเหล่านี้สะดุดเนื่องจากความต้องการ AI ที่ลดลง ทั้งดัชนีอาจปรับตัวลงอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ตลาดยุโรปไม่เคยเผชิญมาก่อน
สถานะการลงทุนของผู้จัดการกองทุนกลับมาเป็นกลาง ผลสำรวจล่าสุดของ BofA พบว่า ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกที่ 'overweight' หุ้นยุโรปมีสัดส่วนสุทธิอยู่ที่ 2% ซึ่งเป็นการพลิกกลับอย่างรุนแรงจากที่ 15% 'underweight' ในเดือนมิถุนายน ซึ่งหมายความว่าการ Rally ที่ driven โดยการปรับสถานะการลงทุนอาจใกล้จะสิ้นสุดลงแล้ว และ valuations ในตอนนี้ไม่สนับสนุน upside ต่อไปอีกหากไม่มีการปรับปรุงปัจจัยพื้นฐานอย่างต่อเนื่อง