ราคาพลังงานที่สูงขึ้นส่งผลหลายทาง เช่น
สิ่งที่ตลาดกังวลคือ “ช็อกด้านพลังงาน” ที่ กดการเติบโตทางเศรษฐกิจ แต่กลับดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นพร้อมกัน
ในเวลาเดียวกัน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลยูโรโซน (bond yields) ก็ปรับตัวสูงขึ้น โดยพันธบัตรรัฐบาลเยอรมนีหรือ Bund ซึ่งเป็นตัวชี้วัดต้นทุนการกู้ยืมหลักของยุโรป ขยับเข้าใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายสัปดาห์
สาเหตุสำคัญคือความคาดหวังเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น โดยผลสำรวจผู้บริโภคในยูโรโซนสะท้อนว่าผู้คนคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงขึ้น ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มความน่าจะเป็นที่ ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดมากขึ้น
โดยเฉพาะพันธบัตรอายุสั้น ซึ่งไวต่อการคาดการณ์ดอกเบี้ยในอนาคต ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น
เมื่อราคาพลังงานพุ่งและเงินเฟ้อมีแนวโน้มสูงขึ้น นักลงทุนจึงเพิ่มการเดิมพันว่า ECB อาจต้องคงดอกเบี้ยสูงไว้นาน หรือแม้กระทั่งขึ้นดอกเบี้ยเพิ่ม
ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นมีผลต่อหุ้นโดยตรง เพราะ:
ผลลัพธ์คือแรงกดดันต่อมูลค่าหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่ไวต่อดอกเบี้ย
ผลกระทบจากช็อกเศรษฐกิจมหภาคนี้กระทบหลายดัชนีหลักในยุโรป
ตลาดหุ้นเยอรมนีมีบริษัทอุตสาหกรรมและผู้ส่งออกจำนวนมาก ซึ่ง ไวต่อทั้งต้นทุนพลังงานและอัตราดอกเบี้ย การพุ่งขึ้นของน้ำมันจึงบีบกำไร ขณะที่บอนด์ยีลด์ที่สูงขึ้นกดมูลค่าหุ้น
ดัชนีนี้มีบริษัทหรูหราระดับโลก สายการบิน และกลุ่มอุตสาหกรรม เมื่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจโลกอ่อนตัว หุ้นกลุ่มวัฏจักรเหล่านี้มักถูกขายก่อน
ดัชนีขนาดใหญ่ของยูโรโซนสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจทั้งภูมิภาค เมื่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น นักลงทุนจึงลดความเสี่ยงในหุ้นยุโรปโดยรวม
ดัชนีของลอนดอนมีบริษัทพลังงานขนาดใหญ่จำนวนมาก ซึ่งบางครั้ง ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่บรรยากาศการลงทุนที่ระมัดระวัง รวมถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ ก็ยังสามารถกดดันตลาดโดยรวมได้
เมื่อรวมปัจจัยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ตลาดกำลังเผชิญกับปฏิกิริยาลูกโซ่แบบมหภาค:
กล่าวโดยสรุป นักลงทุนกำลังเปลี่ยนมุมมองจากสถานการณ์ที่เคยหวังว่าเงินเฟ้อจะลดลงและดอกเบี้ยจะเริ่มผ่อนคลาย ไปสู่ความเสี่ยงใหม่ที่ ราคาพลังงานอาจทำให้เงินเฟ้อกลับมาสูงและทำให้การลดดอกเบี้ยล่าช้า ซึ่งเป็นหนึ่งในสภาพแวดล้อมที่ยากที่สุดสำหรับตลาดหุ้นทั่วโลก
Comments
0 comments