Goldman Sachs คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนอาจแตะประมาณ 4.2% ของ GDP ในปี 2026 ซึ่งสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้
โดยทั่วไปแล้ว ดุลบัญชีเดินสะพัดระดับนี้จะสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินของประเทศนั้นแข็งค่าขึ้นในระยะยาว
อีกปัจจัยหนึ่งคือบรรยากาศด้านการค้าระหว่าง สหรัฐและจีน ที่มีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดข้อพิพาทด้านภาษีในอดีต
เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง นักลงทุนทั่วโลกมักต้องการ ส่วนชดเชยความเสี่ยง (risk premium) น้อยลงในการถือสินทรัพย์ที่เป็นเงินหยวน
ผลที่ตามมาคือ เงินทุนต่างชาติอาจไหลเข้าสู่ตลาดการเงินของจีนมากขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนค่าเงินหยวนในทางอ้อม
แม้ปัจจัยพื้นฐานจะเอื้อให้หยวนแข็งค่า แต่จีนไม่ได้ปล่อยให้ค่าเงินลอยตัวอย่างเสรี
ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China – PBOC) ใช้ระบบที่เรียกว่า managed floating exchange rate หรืออัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวภายใต้การกำกับ
ทุกวันทำการ PBOC จะกำหนด อัตรากลาง (midpoint) ของหยวนเทียบดอลลาร์ และอนุญาตให้ค่าเงินเคลื่อนไหวภายในกรอบประมาณ ±2% จากระดับนั้น
ระบบนี้เปิดโอกาสให้รัฐบาลมีเครื่องมือในการควบคุมทิศทางค่าเงิน เช่น
กล่าวอีกอย่างคือ ค่าเงินหยวนยังคงถูก "กำหนดทิศทาง" โดยนโยบายรัฐในระดับหนึ่ง
พฤติกรรมของตลาดในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจีน ยอมรับการแข็งค่าของหยวน แต่ไม่ต้องการให้เร็วเกินไป
ตัวอย่างเช่น มีรายงานว่าธนาคารของรัฐเข้าซื้อดอลลาร์เมื่อหยวนแตะระดับสำคัญในตลาด ซึ่งถูกตีความว่าเป็นความพยายามในการ ชะลอการแข็งค่า
ทางการจีนยังใช้มาตรการอื่นเพื่อบรรเทาแรงกดดันจากค่าเงินที่แข็งเกินไป โดยเป้าหมายหลักคือรักษา เสถียรภาพของตลาดและความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออก
นักวิเคราะห์บางรายจึงเรียกแนวทางนี้ว่า “managed strength” หรือการปล่อยให้ค่าเงินแข็งค่าแบบมีการควบคุม
ในระยะยาว จีนกำลังพยายามเพิ่มบทบาทของหยวนในระบบการเงินโลก เช่น
การใช้งานข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยสร้าง อุปสงค์เชิงโครงสร้างต่อเงินหยวน
แต่ในปัจจุบัน มาตรการควบคุมเงินทุนและระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่บริหารโดยรัฐ ยังทำให้หยวนไม่สามารถกลายเป็นสกุลเงินสำรองระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน เหตุผลที่ธนาคารระดับโลกปรับเพิ่มคาดการณ์ค่าเงินหยวนมีหลายด้าน ได้แก่
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเดียวกันที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้หยวนก็เป็น ข้อจำกัดต่อการแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ด้วย
เพราะในท้ายที่สุด เส้นทางของค่าเงินหยวนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลปักกิ่งต้องการให้ค่าเงินแข็งเร็วแค่ไหน ภายใต้เป้าหมายด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจและการค้า
Comments
0 comments