ธนาคารระดับโลกหลายแห่งปรับเพิ่มคาดการณ์ค่าเงินหยวน เนื่องจากการส่งออกของจีนแข็งแกร่งและดุลบัญชีเดินสะพัดขนาดใหญ่หนุนค่าเงิน [2][4] ในปี 2026 เงินหยวนแข็งค่าขึ้นราว 3% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนแรงหนุนจากเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าจากภาคการค้า [2] แม้แนวโน้มเป็นบวก แต่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังบริหารค่าเงินอย่างใ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What explains major banks like HSBC, Goldman Sachs, and Deutsche Bank raising their forecasts for the Chinese yuan, and how do factors such. Article summary: Major banks are turning more bullish on the yuan because the currency’s appreciation is now backed by real balance-of-payments strength: strong exports, a large trade/current-account surplus, a weaker dollar backdrop, an. Topic tags: general, general web. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Goldman Sachs sees Chinese yuan 20% undervalued, raises forecasts. Goldman Sachs thinks the Chinese yuan is sitting at a serious discount. The investment bank’s internal valuatio" source context "Goldman Sachs sees Chinese yuan 20% undervalued, raises ..." Reference image 2: visual subject "# CNY at a glance: China’s yuan moves
ธนาคารระดับโลกหลายแห่ง เช่น HSBC, Goldman Sachs และ Deutsche Bank เริ่มปรับเพิ่มคาดการณ์ค่าเงิน หยวน (Renminbi หรือ RMB) ของจีนในช่วงหลัง สาเหตุหลักมาจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น รวมถึงสภาพแวดล้อมทางภูมิรัฐศาสตร์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังมองตรงกันว่า การแข็งค่าของหยวนมีแนวโน้ม ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นอย่างเป็นขั้นตอน มากกว่าจะเกิดการพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจีนใช้ระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่มีการบริหารจัดการโดยรัฐ
ตั้งแต่ต้นปี 2026 ค่าเงินหยวนมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ โดยภายในกลางเดือนพฤษภาคม เงินหยวนแข็งค่าขึ้นเกือบ 3% ในปีนี้ และซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 6.8040 หยวนต่อดอลลาร์ ตามรายงานตลาดการเงิน
แรงขับเคลื่อนดังกล่าวทำให้หลายธนาคารเพื่อการลงทุนทั่วโลกปรับประมาณการค่าเงินหยวนให้แข็งค่ามากขึ้นในระยะต่อไป
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การแข็งค่าครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแรงเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว แต่มี ปัจจัยพื้นฐานเชิงโครงสร้าง สนับสนุนค่าเงินจีนอยู่เบื้องหลัง
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สุดคือ ความแข็งแกร่งของภาคการส่งออกจีน ความสามารถในการแข่งขันด้านการผลิตและความต้องการสินค้าจากทั่วโลกทำให้จีนสร้าง ดุลการค้าเกินดุลจำนวนมาก ส่งผลให้เงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง
เมื่อผู้ส่งออกได้รับรายได้เป็นเงินดอลลาร์ พวกเขามักต้องแลกกลับเป็นหยวน ทำให้เกิดแรงซื้อหยวนในตลาด
Goldman Sachs คาดว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนอาจแตะประมาณ 4.2% ของ GDP ในปี 2026 ซึ่งสูงกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้
โดยทั่วไปแล้ว ดุลบัญชีเดินสะพัดระดับนี้จะสร้างแรงกดดันให้ค่าเงินของประเทศนั้นแข็งค่าขึ้นในระยะยาว
อีกปัจจัยหนึ่งคือบรรยากาศด้านการค้าระหว่าง สหรัฐและจีน ที่มีเสถียรภาพมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่เกิดข้อพิพาทด้านภาษีในอดีต
เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ลดลง นักลงทุนทั่วโลกมักต้องการ ส่วนชดเชยความเสี่ยง (risk premium) น้อยลงในการถือสินทรัพย์ที่เป็นเงินหยวน
ผลที่ตามมาคือ เงินทุนต่างชาติอาจไหลเข้าสู่ตลาดการเงินของจีนมากขึ้น ซึ่งช่วยสนับสนุนค่าเงินหยวนในทางอ้อม
แม้ปัจจัยพื้นฐานจะเอื้อให้หยวนแข็งค่า แต่จีนไม่ได้ปล่อยให้ค่าเงินลอยตัวอย่างเสรี
ธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China – PBOC) ใช้ระบบที่เรียกว่า managed floating exchange rate หรืออัตราแลกเปลี่ยนแบบลอยตัวภายใต้การกำกับ
ทุกวันทำการ PBOC จะกำหนด อัตรากลาง (midpoint) ของหยวนเทียบดอลลาร์ และอนุญาตให้ค่าเงินเคลื่อนไหวภายในกรอบประมาณ ±2% จากระดับนั้น
ระบบนี้เปิดโอกาสให้รัฐบาลมีเครื่องมือในการควบคุมทิศทางค่าเงิน เช่น
กล่าวอีกอย่างคือ ค่าเงินหยวนยังคงถูก "กำหนดทิศทาง" โดยนโยบายรัฐในระดับหนึ่ง
พฤติกรรมของตลาดในช่วงที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลจีน ยอมรับการแข็งค่าของหยวน แต่ไม่ต้องการให้เร็วเกินไป
ตัวอย่างเช่น มีรายงานว่าธนาคารของรัฐเข้าซื้อดอลลาร์เมื่อหยวนแตะระดับสำคัญในตลาด ซึ่งถูกตีความว่าเป็นความพยายามในการ ชะลอการแข็งค่า
ทางการจีนยังใช้มาตรการอื่นเพื่อบรรเทาแรงกดดันจากค่าเงินที่แข็งเกินไป โดยเป้าหมายหลักคือรักษา เสถียรภาพของตลาดและความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออก
นักวิเคราะห์บางรายจึงเรียกแนวทางนี้ว่า “managed strength” หรือการปล่อยให้ค่าเงินแข็งค่าแบบมีการควบคุม
ในระยะยาว จีนกำลังพยายามเพิ่มบทบาทของหยวนในระบบการเงินโลก เช่น
การใช้งานข้ามพรมแดนที่เพิ่มขึ้นอาจช่วยสร้าง อุปสงค์เชิงโครงสร้างต่อเงินหยวน
แต่ในปัจจุบัน มาตรการควบคุมเงินทุนและระบบอัตราแลกเปลี่ยนที่บริหารโดยรัฐ ยังทำให้หยวนไม่สามารถกลายเป็นสกุลเงินสำรองระดับโลกได้อย่างรวดเร็ว
เมื่อรวมทุกปัจจัยเข้าด้วยกัน เหตุผลที่ธนาคารระดับโลกปรับเพิ่มคาดการณ์ค่าเงินหยวนมีหลายด้าน ได้แก่
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเดียวกันที่ช่วยสร้างเสถียรภาพให้หยวนก็เป็น ข้อจำกัดต่อการแข็งค่าอย่างรวดเร็ว ด้วย
เพราะในท้ายที่สุด เส้นทางของค่าเงินหยวนไม่ได้ขึ้นอยู่กับตลาดเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับว่า รัฐบาลปักกิ่งต้องการให้ค่าเงินแข็งเร็วแค่ไหน ภายใต้เป้าหมายด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจและการค้า
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ธนาคารระดับโลกหลายแห่งปรับเพิ่มคาดการณ์ค่าเงินหยวน เนื่องจากการส่งออกของจีนแข็งแกร่งและดุลบัญชีเดินสะพัดขนาดใหญ่หนุนค่าเงิน [2][4]
ธนาคารระดับโลกหลายแห่งปรับเพิ่มคาดการณ์ค่าเงินหยวน เนื่องจากการส่งออกของจีนแข็งแกร่งและดุลบัญชีเดินสะพัดขนาดใหญ่หนุนค่าเงิน [2][4] ในปี 2026 เงินหยวนแข็งค่าขึ้นราว 3% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนแรงหนุนจากเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าจากภาคการค้า [2]
แม้แนวโน้มเป็นบวก แต่ธนาคารกลางจีน (PBOC) ยังบริหารค่าเงินอย่างใกล้ชิด ทำให้การแข็งค่ามีแนวโน้มค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าพุ่งแรง [17][18]