ราคาทองคำร่วงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่มีนาคม 2026 เพราะความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ตลาดกังวลเงินเฟ้อ น้ำมันแพง และดอลลาร์แข็งค่า [1][3] ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองสูงขึ้น จึงดึงเงินลงทุนออกจากทองไปสู่ตราสารหนี้ [3][9] นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการปรับลงครั้งนี้เป็นเพียงการ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What explains gold’s drop to its lowest level since March 2026, and how do rising U.S. inflation, surging Treasury yields, a stronger dollar. Article summary: Gold fell because the market treated the Middle East shock less as a pure safe-haven event and more as an inflation-and-rates shock: higher oil risk lifted inflation fears, Treasury yields and the dollar, which made non-. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "- Gold861123-- prices plummeted nearly 10% in March 2026 due to strong dollar and yields. - Analysts suggest this correction is tactical, as long-term fundamentals remain intact. T" source context "Gold Price Drop March 2026: Key Reasons Behind the Sharp Decline" Reference image 2: visual subject "# Gold’s price
ราคาทองคำที่ปรับตัวลงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2026 สร้างความประหลาดใจให้กับนักลงทุนจำนวนมาก เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งโดยปกติแล้วสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์มักจะผลักดันให้นักลงทุนแห่ซื้อ “สินทรัพย์ปลอดภัย” อย่างทองคำ
แต่ในรอบนี้ กลไกของตลาดกลับต่างออกไป ปัจจัยที่มีอิทธิพลมากกว่าคือ ความกังวลเงินเฟ้อ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐที่พุ่งขึ้น และค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่า ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันสำคัญต่อราคาทองคำ
ความตึงเครียดที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านและความเสี่ยงต่อการขนส่งพลังงานผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ทำให้ตลาดกังวลว่าการส่งออกน้ำมันโลกอาจสะดุด เนื่องจากช่องแคบแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก
เมื่อมีความเสี่ยงด้านอุปทานพลังงาน ราคาน้ำมันมักมีแนวโน้มปรับขึ้น และสิ่งนี้ทำให้ตลาดเริ่มกังวลว่า เงินเฟ้อทั่วโลกอาจกลับมาสูงอีกครั้ง ส่งผลให้นักลงทุนปรับมุมมองว่าดอกเบี้ยอาจต้องอยู่ในระดับสูงนานขึ้น หรืออาจปรับขึ้นเพิ่มเติมได้
สำหรับทองคำ ประเด็นนี้สำคัญมาก เพราะทองคำ ไม่ให้ผลตอบแทนดอกเบี้ย ดังนั้นเมื่อคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยจริงจะสูงขึ้น การถือทองคำจึงดูน่าสนใจน้อยลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทน
อีกปัจจัยสำคัญคือการปรับตัวขึ้นของ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (U.S. Treasury yields) ซึ่งเพิ่มขึ้นจากความกังวลเงินเฟ้อและแนวโน้มนโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้น
เมื่อยีลด์พันธบัตรสูงขึ้น นักลงทุนสามารถรับผลตอบแทนจากตราสารหนี้ได้มากขึ้น ทำให้เกิดการย้ายเงินลงทุนออกจากทองคำไปยังพันธบัตรแทน
ในทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งนี้เรียกว่า “ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทอง” ซึ่งจะเพิ่มขึ้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยและยีลด์ในตลาดสูงขึ้น
ในช่วงเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐก็แข็งค่าขึ้นจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาวะการเงินที่ตึงตัว
เนื่องจากทองคำถูกกำหนดราคาในตลาดโลกด้วย สกุลเงินดอลลาร์ เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ผู้ซื้อที่ใช้สกุลเงินอื่นจะต้องจ่ายแพงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการทองคำทั่วโลกลดลง
ดังนั้นแรงกดดันจากค่าเงินจึงยิ่งซ้ำเติมผลกระทบจากยีลด์ที่เพิ่มขึ้น
ความเสี่ยงเงินเฟ้อจากราคาพลังงานยังทำให้ตลาดเริ่มปรับคาดการณ์เกี่ยวกับ นโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ด้วย
นักลงทุนลดความเชื่อมั่นว่าธนาคารกลางจะรีบลดดอกเบี้ย และบางส่วนเริ่มมองว่าอัตราดอกเบี้ยอาจต้องอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด
การเปลี่ยนแปลงความคาดหวังนี้ทำให้ทั้ง ยีลด์พันธบัตรและค่าเงินดอลลาร์ปรับขึ้น ซึ่งเป็นสองตัวแปรที่มักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับราคาทอง
สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดเกี่ยวกับอิหร่านและความเสี่ยงต่อการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ตลาดโลกผันผวนมากขึ้น ช่องแคบนี้ถือเป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญที่สุดของโลก
โดยปกติแล้ว เหตุการณ์ลักษณะนี้มักกระตุ้นแรงซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ในรอบนี้ ผลกระทบผ่านเงินเฟ้อและดอกเบี้ยมีน้ำหนักมากกว่า จึงทำให้ราคาทองไม่ได้พุ่งขึ้นตามที่หลายคนคาด
ความตึงเครียดในภูมิภาคยิ่งเพิ่มขึ้นหลังเกิดเหตุ โดรนโจมตีบริเวณโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บารากาห์ (Barakah) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งทำให้เกิดไฟไหม้บริเวณรอบนอกของโรงงาน
เจ้าหน้าที่ระบุว่าไม่มีผู้บาดเจ็บและไม่มีการรั่วไหลของกัมมันตรังสี แต่เหตุการณ์ดังกล่าวสะท้อนถึงความเปราะบางของสถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาค และความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจปะทุขึ้นอีกครั้ง
แม้เหตุการณ์ลักษณะนี้มักจะหนุนราคาทอง แต่หากเหตุการณ์เดียวกันนั้นทำให้ราคาน้ำมันพุ่งและเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ ก็อาจนำไปสู่ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ซึ่งกลับกลายเป็นปัจจัยลบต่อทองคำ
แม้ราคาทองจะปรับลงแรง แต่นักวิเคราะห์จำนวนมากยังมองว่านี่เป็นเพียง การปรับฐานระยะสั้น ไม่ใช่การจบแนวโน้มขาขึ้น
เหตุผลคือปัจจัยโครงสร้างที่สนับสนุนทองคำยังคงอยู่ เช่น
ข้อมูลและมุมมองจากนักวิเคราะห์ที่อ้างอิง World Gold Council ระบุว่าปัจจัยเหล่านี้ยังสามารถหนุนกระแสเงินลงทุนในทองคำต่อไปตลอดปี 2026 แม้ราคาจะมีความผันผวนเป็นช่วง ๆ
การปรับตัวลงของทองคำครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า ปัจจัยมหภาคสามารถมีอิทธิพลเหนือแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยได้
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันและความกังวลเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ยีลด์พันธบัตรที่สูงขึ้นและดอลลาร์ที่แข็งค่า ผลลัพธ์คือการเพิ่มต้นทุนของการถือทองคำและกดดันราคา
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยระยะยาวที่เคยหนุนทองคำ เช่น ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การป้องกันเงินเฟ้อ และการซื้อทองของธนาคารกลาง ยังไม่ได้หายไป ทำให้นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการปรับตัวลงครั้งนี้เป็นเพียงช่วงพักของแนวโน้มขาขึ้นมากกว่าจะเป็นการสิ้นสุดของตลาดกระทิงทองคำ
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
ราคาทองคำร่วงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่มีนาคม 2026 เพราะความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ตลาดกังวลเงินเฟ้อ น้ำมันแพง และดอลลาร์แข็งค่า [1][3]
ราคาทองคำร่วงสู่ระดับต่ำสุดตั้งแต่มีนาคม 2026 เพราะความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้ตลาดกังวลเงินเฟ้อ น้ำมันแพง และดอลลาร์แข็งค่า [1][3] ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่เพิ่มขึ้นทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสของการถือทองสูงขึ้น จึงดึงเงินลงทุนออกจากทองไปสู่ตราสารหนี้ [3][9]
นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าการปรับลงครั้งนี้เป็นเพียงการพักฐาน เนื่องจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ เงินเฟ้อ และการซื้อทองของธนาคารกลางยังคงสนับสนุนแนวโน้มระยะยาว [2]