รายได้ส่วนใหญ่ยังคงมาจากธุรกิจ Data Center ที่เกี่ยวข้องกับชิปสำหรับ AI และระบบประมวลผลขั้นสูง ซึ่งทำรายได้ถึง 75.2 พันล้านดอลลาร์ แสดงให้เห็นว่าบริษัทเทคโนโลยีและผู้ให้บริการคลาวด์ทั่วโลกยังคงลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐาน AI
นอกจากนี้ Nvidia ยังส่งสัญญาณความมั่นใจต่อแนวโน้มธุรกิจผ่านหลายมาตรการ เช่น
สำหรับนักลงทุนจำนวนมาก Nvidia ถูกมองว่าเป็น ตัวชี้วัดสำคัญของเศรษฐกิจ AI ดังนั้นเมื่อบริษัทแสดงสัญญาณว่าอุปสงค์ยังแข็งแกร่ง ความเชื่อมั่นต่อหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ทั้งระบบจึงเพิ่มขึ้นทันที
ในเวลาเดียวกัน ความกังวลอีกด้านหนึ่งของตลาดก็คลี่คลายลง
Samsung Electronics ซึ่งเป็นผู้ผลิต หน่วยความจำ (Memory Chip) รายใหญ่ที่สุดของโลก สามารถบรรลุข้อตกลงเรื่องค่าแรงและโบนัสกับสหภาพแรงงาน ทำให้การหยุดงานที่อาจมีพนักงานหลายหมื่นคนเข้าร่วมถูกระงับไว้
ก่อนหน้านี้ตลาดกังวลว่าการหยุดงานอาจกระทบการผลิตชิปหน่วยความจำ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของเซิร์ฟเวอร์ AI และศูนย์ข้อมูลทั่วโลก
เมื่อความเสี่ยงดังกล่าวหายไป หุ้น Samsung จึงปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และแรงซื้อยังลามไปยังบริษัทอื่นในอุตสาหกรรม เช่น SK Hynix ซึ่งเป็นผู้ผลิตหน่วยความจำรายใหญ่เช่นกัน
ผลรวมของข่าวดีจาก Nvidia และ Samsung ทำให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียตอบรับอย่างรวดเร็ว
ในภาพรวม ดัชนี MSCI Asia-Pacific (ไม่รวมญี่ปุ่น) ปรับขึ้นประมาณ 2–3% ช่วยยุติช่วงขาลงหลายวันของตลาด
ผลประกอบการของ Nvidia ยังช่วยหนุนตลาดหุ้นสหรัฐ โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI
การเพิ่มเงินปันผลและโครงการซื้อหุ้นคืนมูลค่า 80,000 ล้านดอลลาร์ถูกมองว่าเป็นสัญญาณว่า บริษัทเชื่อมั่นในกระแสเงินสดและอุปสงค์ชิปในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมตลาดยังไม่ได้ปลอดความเสี่ยงทั้งหมด
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasury yields) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับสูงสุดในรอบหลายเดือน จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ เช่นสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งมักกดดันหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าการเติบโตสูง
สิ่งที่ตลาดสะท้อนออกมาชัดเจนคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์กำลังผูกพันกับการเติบโตของ โครงสร้างพื้นฐาน AI มากกว่าที่เคย
ดังนั้น แม้เศรษฐกิจโลกยังเผชิญแรงกดดันจากดอกเบี้ยสูงและความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่สำหรับตลาดหุ้นในตอนนี้ ข้อสรุปสำคัญยังคงเหมือนเดิม: วัฏจักรการเติบโตของชิปสำหรับ AI ยังมีแรงส่งสูงมาก