คำตอบการวิจัย
ประเด็นสำคัญ สัดส่วนยอดขาย NEV ที่ทำสถิติ 66.7% เกิดจากการผลิตและยอดขายรถเครื่องยนต์สันดาปที่ทรุดหนักถึง 39% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ายอดขายอีวีเองจะลดลง 14% ก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันโลก ประกอบกับรถอีวีสมาร์ทคาร์รุ่นใหม่จากค่าย BYD, Nio และ Xiaomi หลั่งไหลลงตลาด ทำให้ผู้บริโภคจีนที่ระมัดระวังการใช้จ่าย หันไปมองรถไฟฟ้ามากขึ้น [3] เบื้องหลังตัวเลขสัดส่วนคือตลาดที่หดตัวอย่างรุนแรง: ยอดขายปลีกรถยนต์นั่งโดยรวมในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ร่วงลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลัง "รอดูท่าที" เพื่อรอการลดราคาครั้งใหญ่ [4] What drove electric vehicles to capture a record 66.7% of new car sales in mainland China during the first week of June 2026, rising from 62 The historic 66.7% NEV penetration rate was driven by collapsing petrol car demand rather than an EV sales surge. Photo: AI-generated for Studio Global. AI พรอมต์ Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What drove electric vehicles to capture a record 66.7% of new car sales in mainland China during the first week of June 2026, rising from 62. Article summary: The record 66.7% NEV penetration in China's first week of June 2026 was driven primarily by the accelerating collapse of gasoline vehicle sales rather than a surge in EV demand. Here are the key factors:. Topic tags: general, news, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Electric cars occupied 62.9% of the market share in May 2026 in China. The BYD dealership in China. Electric cars occupied 62.9% of the retail sales market share in China in May" source context "Electric cars occupied 62.9% of the market share in May 2026 in China" Reference image 2: visual subject "# Electric vehicle gia
openai.com ตลาดรถยนต์ของจีนได้ก้าวข้ามจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 เมื่อยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEVs) ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าล้วนและปลั๊กอินไฮบริด มีสัดส่วนยอดขายสูงถึง 66.7% ของรถใหม่ทั้งหมดที่ขายได้บนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งหมายความว่า รถใหม่ 2 ใน 3 คันที่ขายได้ในจีนเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เพิ่มขึ้นจาก 62.9% ในเดือนพฤษภาคม
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลายคนเข้าใจ สถิติใหม่นี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อรถอีวีที่พุ่งทะยาน แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึง การล่มสลายอย่างรวดเร็วของยอดขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน การหดตัวอย่างรุนแรงของกำลังซื้อของผู้บริโภค และผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนสมการต้นทุนของผู้ขับขี่
รถยนต์น้ำมันหายไปจากตลาดเร็วกว่าที่รถอีวีจะตกเสียอีก
ตัวเลขที่เปิดโปงความจริงเบื้องหลังตัวเลข 66.7% คือการร่วงลงอย่างรุนแรงของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป: ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน การผลิตรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปล้วน (รถน้ำมัน) ลดลงถึง 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือเพียง 108,000 คัน ในขณะที่ยอดขายปลีกของรถอีวีก็ลดลง 14% เช่นกัน อยู่ที่ 152,000 คัน — แทบจะเรียกได้ว่าไม่ใช่การเติบโตที่ยิ่งใหญ่เลย การที่สัดส่วนการครองตลาด (Penetration Rate) เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นั้น เกิดขึ้นเพราะ "ตัวหาร" ซึ่งก็คือยอดขายรถทั้งหมด หายไปเร็วกว่ายอดขายรถไฟฟ้ามากนั่นเอง
คนยังถาม คำตอบสั้น ๆ สำหรับ "สองในสามของรถใหม่ที่ขายในจีนคือรถพลังงานไฟฟ้าหรือปลั๊กอินไฮบริด" คืออะไร สัดส่วนยอดขาย NEV ที่ทำสถิติ 66.7% เกิดจากการผลิตและยอดขายรถเครื่องยนต์สันดาปที่ทรุดหนักถึง 39% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ายอดขายอีวีเองจะลดลง 14% ก็ตาม
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนคืออะไร? สัดส่วนยอดขาย NEV ที่ทำสถิติ 66.7% เกิดจากการผลิตและยอดขายรถเครื่องยนต์สันดาปที่ทรุดหนักถึง 39% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ายอดขายอีวีเองจะลดลง 14% ก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันโลก ประกอบกับรถอีวีสมาร์ทคาร์รุ่นใหม่จากค่าย BYD, Nio และ Xiaomi หลั่งไหลลงตลาด ทำให้ผู้บริโภคจีนที่ระมัดระวังการใช้จ่าย หันไปมองรถไฟฟ้ามากขึ้น [3]
ฉันควรทำอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ? เบื้องหลังตัวเลขสัดส่วนคือตลาดที่หดตัวอย่างรุนแรง: ยอดขายปลีกรถยนต์นั่งโดยรวมในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ร่วงลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลัง "รอดูท่าที" เพื่อรอการลดราคาครั้งใหญ่ [4]
คำตอบการวิจัย
ประเด็นสำคัญ สัดส่วนยอดขาย NEV ที่ทำสถิติ 66.7% เกิดจากการผลิตและยอดขายรถเครื่องยนต์สันดาปที่ทรุดหนักถึง 39% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ายอดขายอีวีเองจะลดลง 14% ก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันโลก ประกอบกับรถอีวีสมาร์ทคาร์รุ่นใหม่จากค่าย BYD, Nio และ Xiaomi หลั่งไหลลงตลาด ทำให้ผู้บริโภคจีนที่ระมัดระวังการใช้จ่าย หันไปมองรถไฟฟ้ามากขึ้น [3] เบื้องหลังตัวเลขสัดส่วนคือตลาดที่หดตัวอย่างรุนแรง: ยอดขายปลีกรถยนต์นั่งโดยรวมในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ร่วงลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลัง "รอดูท่าที" เพื่อรอการลดราคาครั้งใหญ่ [4] What drove electric vehicles to capture a record 66.7% of new car sales in mainland China during the first week of June 2026, rising from 62 The historic 66.7% NEV penetration rate was driven by collapsing petrol car demand rather than an EV sales surge. Photo: AI-generated for Studio Global. AI พรอมต์ Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What drove electric vehicles to capture a record 66.7% of new car sales in mainland China during the first week of June 2026, rising from 62. Article summary: The record 66.7% NEV penetration in China's first week of June 2026 was driven primarily by the accelerating collapse of gasoline vehicle sales rather than a surge in EV demand. Here are the key factors:. Topic tags: general, news, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "# Electric cars occupied 62.9% of the market share in May 2026 in China. The BYD dealership in China. Electric cars occupied 62.9% of the retail sales market share in China in May" source context "Electric cars occupied 62.9% of the market share in May 2026 in China" Reference image 2: visual subject "# Electric vehicle gia
openai.com ตลาดรถยนต์ของจีนได้ก้าวข้ามจุดเปลี่ยนสำคัญทางประวัติศาสตร์ในช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2026 เมื่อยานยนต์พลังงานใหม่ (New Energy Vehicles: NEVs) ซึ่งรวมถึงรถยนต์ไฟฟ้าล้วนและปลั๊กอินไฮบริด มีสัดส่วนยอดขายสูงถึง 66.7% ของรถใหม่ทั้งหมดที่ขายได้บนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งหมายความว่า รถใหม่ 2 ใน 3 คันที่ขายได้ในจีนเป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า เพิ่มขึ้นจาก 62.9% ในเดือนพฤษภาคม
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ใช่สิ่งที่หลายคนเข้าใจ สถิติใหม่นี้ไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อรถอีวีที่พุ่งทะยาน แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึง การล่มสลายอย่างรวดเร็วของยอดขายรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน การหดตัวอย่างรุนแรงของกำลังซื้อของผู้บริโภค และผลกระทบทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนสมการต้นทุนของผู้ขับขี่
รถยนต์น้ำมันหายไปจากตลาดเร็วกว่าที่รถอีวีจะตกเสียอีก
ตัวเลขที่เปิดโปงความจริงเบื้องหลังตัวเลข 66.7% คือการร่วงลงอย่างรุนแรงของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาป: ในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน การผลิตรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปล้วน (รถน้ำมัน) ลดลงถึง 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เหลือเพียง 108,000 คัน ในขณะที่ยอดขายปลีกของรถอีวีก็ลดลง 14% เช่นกัน อยู่ที่ 152,000 คัน — แทบจะเรียกได้ว่าไม่ใช่การเติบโตที่ยิ่งใหญ่เลย การที่สัดส่วนการครองตลาด (Penetration Rate) เพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์นั้น เกิดขึ้นเพราะ "ตัวหาร" ซึ่งก็คือยอดขายรถทั้งหมด หายไปเร็วกว่ายอดขายรถไฟฟ้ามากนั่นเอง
คนยังถาม คำตอบสั้น ๆ สำหรับ "สองในสามของรถใหม่ที่ขายในจีนคือรถพลังงานไฟฟ้าหรือปลั๊กอินไฮบริด" คืออะไร สัดส่วนยอดขาย NEV ที่ทำสถิติ 66.7% เกิดจากการผลิตและยอดขายรถเครื่องยนต์สันดาปที่ทรุดหนักถึง 39% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ายอดขายอีวีเองจะลดลง 14% ก็ตาม
ประเด็นสำคัญที่ต้องตรวจสอบก่อนคืออะไร? สัดส่วนยอดขาย NEV ที่ทำสถิติ 66.7% เกิดจากการผลิตและยอดขายรถเครื่องยนต์สันดาปที่ทรุดหนักถึง 39% เมื่อเทียบกับปีก่อน แม้ว่ายอดขายอีวีเองจะลดลง 14% ก็ตาม ความขัดแย้งในตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันโลก ประกอบกับรถอีวีสมาร์ทคาร์รุ่นใหม่จากค่าย BYD, Nio และ Xiaomi หลั่งไหลลงตลาด ทำให้ผู้บริโภคจีนที่ระมัดระวังการใช้จ่าย หันไปมองรถไฟฟ้ามากขึ้น [3]
ฉันควรทำอย่างไรต่อไปในทางปฏิบัติ? เบื้องหลังตัวเลขสัดส่วนคือตลาดที่หดตัวอย่างรุนแรง: ยอดขายปลีกรถยนต์นั่งโดยรวมในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ร่วงลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อน สะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคกำลัง "รอดูท่าที" เพื่อรอการลดราคาครั้งใหญ่ [4]
รายงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมที่อ้างอิงจากข้อมูลของสมาคมผู้โดยสารรถยนต์จีน (China Passenger Car Association - CPCA) ระบุไว้ว่า "การหดตัวอย่างรวดเร็วของยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป ได้ผลักดันให้สัดส่วนยอดขายปลีกของ NEV แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รายสัปดาห์ที่ 66.7%" ซึ่งสอดคล้องกับการทรุดตัวของการผลิตรถไฮบริดทั่วไปและปลั๊กอินไฮบริดที่ลดลงถึง 15% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ปรากฏการณ์นี้เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว เมื่อสัดส่วน NEV แตะสถิติที่ 52.7% ในขณะที่ยอดขายปลีกของรถยนต์ไฟฟ้ากลับลดลง 7.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือ 950,000 คัน และที่สำคัญคือ ตลาดรถยนต์นั่งโดยรวมหดตัวลงถึง 22.1% กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าถูกขับเคลื่อนโดย "การลบออก" เป็นหลัก — รถน้ำมันขายได้น้อยลง — มากกว่าที่จะเกิดจากการ "บวกเพิ่ม" ของตลาด
แรงหนุนจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่มีใครคาดคิด นักวิเคราะห์มองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคือตัวเร่งวิกฤตที่สำคัญ ต้นทุนพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง ทำให้รถยนต์ที่ต้องเติมน้ำมันไม่น่าดึงดูดใจสำหรับผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้ผลิตรถอีวีของจีนได้รับ "ยาชูกำลังที่ไม่มีใครคาดคิด" จังหวะเวลาที่เกิดขึ้นนั้นน่าสนใจ เพราะในขณะที่รัฐบาลจีนเริ่มทยอยลดเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี แรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกจากภายนอกก็ก้าวเข้ามามีบทบาทในการรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุนของการขับขี่ด้วยไฟฟ้าแทน
ความยิ่งใหญ่ในการเป็นฐานการผลิตหลักก็เป็นปัจจัยหนุนเสริม ในปี 2025 จีนผลิตรถอีวีถึง 75% ของทั่วโลก โดยมีกำลังการผลิตที่มากกว่าความต้องการในประเทศประมาณ 20% กำลังการผลิตส่วนเกินนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ราคาในประเทศแข่งขันได้ แม้ภาครัฐจะลดการสนับสนุนลง แต่ยังผลักดันให้การส่งออกวิ่งเข้าสู่โหมดทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง — มีการส่งออกรถอีวีมากถึง 894,000 คัน ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 นี้เพียงปีเดียว
รถรุ่นใหม่ทะลักท่วมตลาด แต่ผู้บริโภคกลับยังไม่มั่นใจ ท่ามกลางตลาดที่ซบเซา ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ กลับเป็นตัวช่วยสำคัญที่ประคองความสนใจของผู้บริโภคไม่ให้ทรุดลงไปมากกว่านี้ บริษัทอย่าง BYD, Nio, Xiaomi และผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้เปิดตัวรถอีวีอัจฉริยะรุ่นใหม่ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และเทคโนโลยีคอนเน็คเต็ดคาร์มากมาย ซึ่งช่วยรักษาปริมาณผู้เยี่ยมชมโชว์รูมไว้ได้ โดย BYD เพียงค่ายเดียวสามารถขายรถได้ถึง 986,720 คันในไตรมาสที่สองของปี 2024 นับเป็นสถิติใหม่ และยังคงเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนตลาดนี้ต่อมา
แต่ถึงกระนั้น ความรู้สึกโดยรวมของผู้บริโภคยังคงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ยอดขายปลีกรถยนต์นั่งโดยรวมลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อนในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการลดลงที่รุนแรงกว่ายอดขายของรถอีวีหรือรถน้ำมันเพียงอย่างเดียว รายงานอุตสาหกรรมหลายฉบับบรรยายพฤติกรรมผู้ซื้อว่าอยู่ใน "โหมดรอดูท่าที" โดยคาดว่าจะมีการลดราคาครั้งใหญ่และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ อีกในอนาคต ซึ่งรูปแบบพฤติกรรมนี้ส่งผลกระทบต่อรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างรุนแรงมากกว่า เพราะมันขาดทั้งความแปลกใหม่และความรู้สึกว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะใช้ได้ในอนาคตเมื่อเทียบกับรถไฟฟ้า
ความหมายที่แท้จริงของตัวเลข 66.7% ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สถิติจาก CPCA ครั้งนี้เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง การที่ยานยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนการขายถึงสองในสามในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้ แต่มันจะเป็นความเข้าใจผิดมหันต์ ถ้าเราอ่านตัวเลขนี้ว่าเป็นเรื่องราวแห่งชัยชนะของอุปสงค์อันร้อนแรง
ในความเป็นจริง ปริมาณการขาย NEV ทั้งหมดในสัปดาห์นั้น ซึ่งอยู่ที่ 152,000 คัน กลับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ตลาดโดยรวมหดตัวอย่างรุนแรง สถิตินี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะความนิยมของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในได้สูญเสียความเกี่ยวข้องไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเท่านั้น
เมื่อรวมข้อมูลการส่งออก สมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน (CAAM) รายงานว่าในเดือนพฤษภาคม ยอดขาย NEV โดยรวมอยู่ที่ 1.496 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 14.4% จากปีก่อน ซึ่งคิดเป็น 56.9% ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมด โดยการส่งออกถือเป็นจุดสว่างที่แท้จริง ด้วยการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่เติบโตถึง 66.7% ในปี 2025 รวมเป็น 1.65 ล้านคัน แต่ตลาดภายในประเทศกลับอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
บทสรุปของตัวเลข 66.7% ในครั้งนี้จึงไม่ใช่การฉลองชัยชนะของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นเครื่องวัดว่า รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปได้สูญเสียอำนาจเหนือผู้บริโภคชาวจีนไปอย่างรวดเร็วเพียงใด โดยถูกบีบคั้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ มหกรรมของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่น่าดึงดูดใจ และจิตวิทยาของผู้ซื้อที่ไม่ต้องการผูกมัดกับเทคโนโลยีของเมื่อวานอีกต่อไป
youtube.com 278,000 EVs in One Month — China's Export Numbers Are Jaw ... รายงานวิเคราะห์อุตสาหกรรมที่อ้างอิงจากข้อมูลของสมาคมผู้โดยสารรถยนต์จีน (China Passenger Car Association - CPCA) ระบุไว้ว่า "การหดตัวอย่างรวดเร็วของยานยนต์เครื่องยนต์สันดาป ได้ผลักดันให้สัดส่วนยอดขายปลีกของ NEV แตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์รายสัปดาห์ที่ 66.7%" ซึ่งสอดคล้องกับการทรุดตัวของการผลิตรถไฮบริดทั่วไปและปลั๊กอินไฮบริดที่ลดลงถึง 15% ในช่วงเวลาเดียวกัน
ปรากฏการณ์นี้เริ่มส่งสัญญาณชัดเจนมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคมแล้ว เมื่อสัดส่วน NEV แตะสถิติที่ 52.7% ในขณะที่ยอดขายปลีกของรถยนต์ไฟฟ้ากลับลดลง 7.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือ 950,000 คัน และที่สำคัญคือ ตลาดรถยนต์นั่งโดยรวมหดตัวลงถึง 22.1% กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กระแสการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าถูกขับเคลื่อนโดย "การลบออก" เป็นหลัก — รถน้ำมันขายได้น้อยลง — มากกว่าที่จะเกิดจากการ "บวกเพิ่ม" ของตลาด
แรงหนุนจากภูมิรัฐศาสตร์ที่ไม่มีใครคาดคิด นักวิเคราะห์มองว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคือตัวเร่งวิกฤตที่สำคัญ ต้นทุนพลังงานโลกที่พุ่งสูงขึ้นทำให้น้ำมันเชื้อเพลิงมีราคาแพง ทำให้รถยนต์ที่ต้องเติมน้ำมันไม่น่าดึงดูดใจสำหรับผู้บริโภค ส่งผลให้ผู้ผลิตรถอีวีของจีนได้รับ "ยาชูกำลังที่ไม่มีใครคาดคิด" จังหวะเวลาที่เกิดขึ้นนั้นน่าสนใจ เพราะในขณะที่รัฐบาลจีนเริ่มทยอยลดเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์ทางภาษี แรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกจากภายนอกก็ก้าวเข้ามามีบทบาทในการรักษาความได้เปรียบด้านต้นทุนของการขับขี่ด้วยไฟฟ้าแทน
ความยิ่งใหญ่ในการเป็นฐานการผลิตหลักก็เป็นปัจจัยหนุนเสริม ในปี 2025 จีนผลิตรถอีวีถึง 75% ของทั่วโลก โดยมีกำลังการผลิตที่มากกว่าความต้องการในประเทศประมาณ 20% กำลังการผลิตส่วนเกินนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ราคาในประเทศแข่งขันได้ แม้ภาครัฐจะลดการสนับสนุนลง แต่ยังผลักดันให้การส่งออกวิ่งเข้าสู่โหมดทำสถิติใหม่อย่างต่อเนื่อง — มีการส่งออกรถอีวีมากถึง 894,000 คัน ในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2026 นี้เพียงปีเดียว
รถรุ่นใหม่ทะลักท่วมตลาด แต่ผู้บริโภคกลับยังไม่มั่นใจ ท่ามกลางตลาดที่ซบเซา ผลิตภัณฑ์รุ่นใหม่ๆ กลับเป็นตัวช่วยสำคัญที่ประคองความสนใจของผู้บริโภคไม่ให้ทรุดลงไปมากกว่านี้ บริษัทอย่าง BYD, Nio, Xiaomi และผู้ผลิตรายอื่นๆ ได้เปิดตัวรถอีวีอัจฉริยะรุ่นใหม่ๆ ที่อัดแน่นไปด้วยระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่และเทคโนโลยีคอนเน็คเต็ดคาร์มากมาย ซึ่งช่วยรักษาปริมาณผู้เยี่ยมชมโชว์รูมไว้ได้ โดย BYD เพียงค่ายเดียวสามารถขายรถได้ถึง 986,720 คันในไตรมาสที่สองของปี 2024 นับเป็นสถิติใหม่ และยังคงเป็นเสาหลักที่ค้ำจุนตลาดนี้ต่อมา
แต่ถึงกระนั้น ความรู้สึกโดยรวมของผู้บริโภคยังคงเต็มไปด้วยความระมัดระวัง ยอดขายปลีกรถยนต์นั่งโดยรวมลดลง 23% เมื่อเทียบกับปีก่อนในสัปดาห์แรกของเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการลดลงที่รุนแรงกว่ายอดขายของรถอีวีหรือรถน้ำมันเพียงอย่างเดียว รายงานอุตสาหกรรมหลายฉบับบรรยายพฤติกรรมผู้ซื้อว่าอยู่ใน "โหมดรอดูท่าที" โดยคาดว่าจะมีการลดราคาครั้งใหญ่และการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ๆ อีกในอนาคต ซึ่งรูปแบบพฤติกรรมนี้ส่งผลกระทบต่อรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปอย่างรุนแรงมากกว่า เพราะมันขาดทั้งความแปลกใหม่และความรู้สึกว่าเป็นเทคโนโลยีที่จะใช้ได้ในอนาคตเมื่อเทียบกับรถไฟฟ้า
ความหมายที่แท้จริงของตัวเลข 66.7% ไม่ต้องสงสัยเลยว่า สถิติจาก CPCA ครั้งนี้เป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์อย่างแท้จริง การที่ยานยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วนการขายถึงสองในสามในตลาดรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ไม่อาจย้อนกลับได้ แต่มันจะเป็นความเข้าใจผิดมหันต์ ถ้าเราอ่านตัวเลขนี้ว่าเป็นเรื่องราวแห่งชัยชนะของอุปสงค์อันร้อนแรง
ในความเป็นจริง ปริมาณการขาย NEV ทั้งหมดในสัปดาห์นั้น ซึ่งอยู่ที่ 152,000 คัน กลับลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน ตลาดโดยรวมหดตัวอย่างรุนแรง สถิตินี้เกิดขึ้นได้ก็เพราะความนิยมของรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในได้สูญเสียความเกี่ยวข้องไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเท่านั้น
เมื่อรวมข้อมูลการส่งออก สมาคมผู้ผลิตยานยนต์จีน (CAAM) รายงานว่าในเดือนพฤษภาคม ยอดขาย NEV โดยรวมอยู่ที่ 1.496 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 14.4% จากปีก่อน ซึ่งคิดเป็น 56.9% ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมด โดยการส่งออกถือเป็นจุดสว่างที่แท้จริง ด้วยการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ที่เติบโตถึง 66.7% ในปี 2025 รวมเป็น 1.65 ล้านคัน แต่ตลาดภายในประเทศกลับอ่อนแรงลงอย่างเห็นได้ชัด
บทสรุปของตัวเลข 66.7% ในครั้งนี้จึงไม่ใช่การฉลองชัยชนะของอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า แต่เป็นเครื่องวัดว่า รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปได้สูญเสียอำนาจเหนือผู้บริโภคชาวจีนไปอย่างรวดเร็วเพียงใด โดยถูกบีบคั้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ มหกรรมของรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่น่าดึงดูดใจ และจิตวิทยาของผู้ซื้อที่ไม่ต้องการผูกมัดกับเทคโนโลยีของเมื่อวานอีกต่อไป
youtube.com 278,000 EVs in One Month — China's Export Numbers Are Jaw ...