4. การหมุนเวียนเงินทุนของสถาบันการลงทุน (Institutional Rotation) นักลงทุนสถาบันรายใหญ่ได้หันมาถือทองแดงในฐานะสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์สำหรับ "การเปลี่ยนผ่านพลังงาน" และ "โลหะที่ขับเคลื่อน AI" โดย J.P. Morgan คาดการณ์ว่าตลาดทองแดงบริสุทธิ์จะขาดดุลประมาณ 330,000 ตันในปี 2026
1. เหมืองในชิลีหยุดชะงักจากภัยธรรมชาติ พายุรุนแรงในประเทศชิลี ซึ่งเป็นแหล่งผลิตทองแดงมากกว่าหนึ่งในห้าของโลก ได้สร้างความเสียหายให้กับการดำเนินงานของเหมืองขนาดใหญ่ในเดือนกรกฎาคม 2026 ทำให้ตลาดที่ตึงตัวอยู่แล้วตึงตัวยิ่งขึ้น
2. ปัญหาการดำเนินงานของเหมืองใหญ่ นักวิเคราะห์ชี้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของเหมืองยักษ์ใหญ่ เช่น Kamoa-Kakula ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก และ Grasberg ในอินโดนีเซีย ซึ่งการกลับมาเดินเครื่องเต็มรูปแบบนั้นล่าช้าออกไป
3. การขาดการลงทุนเชิงโครงสร้าง (Structural Underinvestment) อุปทานจากเหมืองยังคงเป็น "จุดอ่อนของตลาด" โดยมีปริมาณสำรองทดแทนที่ช้า, ต้องใช้เงินทุนสูง และมีความเสี่ยงในการดำเนินงานสูง ทำให้อุปทานไม่สามารถตอบสนองต่อสัญญาณราคาได้อย่างรวดเร็ว
4. สต็อกลดลงอย่างต่อเนื่อง (Dwindling Inventories) สต็อกทองแดงในตลาดซื้อขายล่วงหน้าหลักๆ นอกสหรัฐอเมริกาอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ไม่เหลือพื้นที่กันชนสำหรับรองรับภาวะช็อกจากอุปทานอีกต่อไป โดยเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม ราคาทองแดง LME ทะยานไปถึง 14,000 เหรียญสหรัฐฯ/ตันท่ามกลางสต็อกที่ร่วงลง
1. การเทขายล่วงหน้าภาษีของสหรัฐฯ ผู้ค้าเร่งขนทองแดงจริง (physical copper) เข้าสหรัฐฯ ก่อนที่อาจมีการบังคับใช้ภาษีในช่วงยุคทรัมป์ ทำให้เกิดภาวะตึงตัวเทียมในตลาดนอกสหรัฐฯ
2. ความตึงเครียดอิหร่าน/ช่องแคบฮอร์มุซ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ได้เพิ่มค่าความเสี่ยง (risk premium) โดยราคาทองแดงกระโดดขึ้นเกือบ 8% หลังจากความขัดแย้งในอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น
ในวันที่ 4 สิงหาคม 2026 ราคาทองแดง LME สัญญา 3 เดือน พุ่งขึ้นไปถึง 14,000 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ในขณะที่สัญญาซื้อขายล่วงหน้า COMEX ซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 6.64–6.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์ ซึ่งต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 6.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อปอนด์เพียงไม่ถึง 1% โลหะชนิดนี้ปรับตัวขึ้นประมาณ 14% นับตั้งแต่ต้นปี และเพิ่มขึ้นประมาณหนึ่งในสามเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน