จากนั้น CXMT แซงมูลค่าตลาดของ Tencent เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม โดยมีมูลค่าราว 3.54 ล้านล้านหยวน เมื่อปิดตลาดวันที่ 17 สิงหาคม ราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 7.1 เท่าของราคา IPO หรือเพิ่มขึ้นราว 614% และมีมูลค่าตลาดสูงกว่าระดับตอนแซง Tencent ประมาณ 590,000 ล้านหยวน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแรงซื้อไม่ได้เป็นเพียงความคึกคักชั่วคราวหลัง IPO นักลงทุนกำลังปรับเพิ่มมูลค่าที่พร้อมจะจ่ายให้กับ CXMT อย่างต่อเนื่อง โดยมองบริษัทเป็นผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรม DRAM ในประเทศจีน
เหตุผลสำคัญอยู่ที่แนวคิดว่า AI กำลังสร้าง “คอขวดด้านหน่วยความจำ” ควบคู่ไปกับความต้องการชิปประมวลผล ศูนย์ข้อมูล AI ต้องใช้ DRAM และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก แต่ผู้ผลิตไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เร็วพอที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า
Micron ระบุเมื่อเดือนมิถุนายนว่า การลงทุนด้าน AI กำลังผลักดันความต้องการหน่วยความจำอย่างแข็งแกร่ง และข้อจำกัดด้านการผลิตอาจดำเนินต่อไปอย่างน้อยสองปี บริษัทกล่าวว่าลูกค้าได้ทำข้อตกลงมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์เพื่อจองซัพพลายหน่วยความจำ ข้อมูลเพิ่มเติมในเดือนสิงหาคมยังชี้ว่า ลูกค้าศูนย์ข้อมูลบางรายอาจได้รับหน่วยความจำไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ต้องการ แม้จะยอมจ่ายในราคาที่สูงมาก
สำหรับนักลงทุน ภาพดังกล่าวหมายถึงวัฏจักรหน่วยความจำที่มีโอกาสเอื้อต่อผู้ผลิต เพราะอุปทานตึงตัวสามารถสนับสนุนราคาขาย อัตราการใช้กำลังการผลิต และอัตรากำไรของบริษัทในอุตสาหกรรมได้
ตลาดจึงนำตรรกะนี้มาประเมิน CXMT เช่นกัน โดยบริษัทมีความสำคัญมากกว่าผู้ผลิตชิปทั่วไป เนื่องจากถูกมองว่าเป็นแกนกลางของความพยายามสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่พึ่งพาตนเองของจีน และเป็นผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ที่สุดของประเทศ
ดังนั้น มูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นจึงสะท้อน “การซื้อขายบนความคาดหวัง” เป็นหลัก ไม่ใช่แค่ผลประกอบการระยะสั้น นักลงทุนกำลังประเมินล่วงหน้าถึงอุปสงค์ในอนาคต การสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ภายในประเทศ และความสามารถของ CXMT ในการพัฒนาเทคโนโลยีและขยายการผลิต
งาน Investor Day ของ SanDisk เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้ตลาดยังคงมองหุ้นกลุ่มหน่วยความจำในเชิงบวก บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2028-2030 จะเติบโตในระดับเลขสองหลักช่วงกลางถึงสูง โดยให้เหตุผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI
SanDisk ยังมองว่าการประมวลผลคำตอบของ AI หรือ AI inference และการใช้ KV cache ที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนโครงสร้างลำดับชั้นของหน่วยความจำ ทำให้ศูนย์ข้อมูล AI ต้องพึ่งพาพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทประเมินว่าตลาดรวมที่เข้าถึงได้ของแฟลชสำหรับศูนย์ข้อมูลองค์กรอาจแตะ 1.2 เซตตะไบต์ หรือ 1,200 เอ็กซะไบต์ ภายในปี 2030
มุมมองนี้ช่วยขยายกรอบการลงทุนจากเรื่อง “ชิปประมวลผล” เพียงอย่างเดียว ไปสู่เรื่อง “โครงสร้างพื้นฐาน AI” ที่หน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ อุปสงค์จึงอาจแข็งแกร่งต่อเนื่องหลายปี ไม่ใช่แค่รอบการอัปเกรดเซิร์ฟเวอร์ระยะสั้น
SanDisk ระบุด้วยว่าได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการออกแบบไดหน่วยความจำตัวแรกสำหรับเทคโนโลยี High Bandwidth Flash และกำลังเดินหน้าเตรียมตัวอย่างเบื้องต้นให้ลูกค้าที่พัฒนาอุปกรณ์สำหรับ AI inference แผนงานดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการผลิตจำนวนบิตให้มากขึ้นจากพื้นที่เวเฟอร์ที่มีจำกัด ซึ่งยิ่งทำให้ตลาดจับตาการบริหารอุปทานของผู้ผลิตหน่วยความจำมากขึ้น
การนำแนวโน้มของ SanDisk มาเทียบกับ CXMT มีประโยชน์ในระดับภาพรวมอุตสาหกรรม แต่ไม่ควรตีความเกินจริง SanDisk ทำธุรกิจหลักด้านหน่วยความจำแฟลช NAND ขณะที่ CXMT เป็นผู้ผลิต DRAM เป็นหลัก ความต้องการ SSD สำหรับศูนย์ข้อมูลองค์กรหรือ High Bandwidth Flash จึงไม่ได้แปลโดยตรงว่า CXMT จะมีรายได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
ความเชื่อมโยงที่แท้จริงคือการส่งสัญญาณต่อทั้งกลุ่มหน่วยความจำ มุมมองของ SanDisk ชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจสร้างอุปสงค์ที่ยั่งยืนในหน่วยความจำหลายประเภท ขณะที่ความเห็นของ Micron บ่งชี้ว่าอุปทานยังมีแนวโน้มตึงตัว โดยเฉพาะเมื่อเวิร์กโหลด AI ต้องการความจุ DRAM และแบนด์วิดท์หน่วยความจำมากขึ้น
นักลงทุนจึงมอง CXMT เป็นผู้ได้รับประโยชน์เฉพาะของจีนจากวัฏจักรหน่วยความจำระดับโลก แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าประมาณการของ SanDisk จะเปลี่ยนเป็นรายได้ของ CXMT โดยตรง
การทะยานขึ้นของ CXMT แสดงให้เห็นว่าเรื่องเล่าด้านยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สามารถถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นได้รวดเร็วเพียงใด ทั้งการเข้าตลาดในเดือนกรกฎาคม การแซง Tencent และการขึ้นแตะมูลค่า 4.13 ล้านล้านหยวน ล้วนเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ยืนยันว่ามูลค่าตลาดปัจจุบันสอดคล้องกับกำไรที่บริษัททำได้ในเวลานี้ สิ่งที่ราคาหุ้นสะท้อนคือโอกาสในอนาคตที่ตลาดคาดหวังว่าจะใหญ่ขึ้นมาก ทั้งความต้องการหน่วยความจำจาก AI ที่เพิ่มขึ้น ภาวะอุปทานตึงตัว ความสำคัญของบริษัทต่ออุตสาหกรรมจีน และความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มกำลังการผลิต
สรุปคือ CXMT พุ่งขึ้นเพราะนักลงทุนเริ่มให้มูลค่าบริษัทในฐานะผู้ผลิตหน่วยความจำสำหรับ AI ของจีนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าจะมองเป็นผู้ผลิตชิปตามวัฏจักรทั่วไป SanDisk และ Micron ช่วยยืนยันธีมหน่วยความจำระดับโลก แต่ผลกระทบทางการเงินต่อ CXMT โดยตรงยังเป็นเรื่องของความคาดหวัง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้ว
จากนั้น CXMT แซงมูลค่าตลาดของ Tencent เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม โดยมีมูลค่าราว 3.54 ล้านล้านหยวน เมื่อปิดตลาดวันที่ 17 สิงหาคม ราคาหุ้นอยู่ที่ประมาณ 7.1 เท่าของราคา IPO หรือเพิ่มขึ้นราว 614% และมีมูลค่าตลาดสูงกว่าระดับตอนแซง Tencent ประมาณ 590,000 ล้านหยวน
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าแรงซื้อไม่ได้เป็นเพียงความคึกคักชั่วคราวหลัง IPO นักลงทุนกำลังปรับเพิ่มมูลค่าที่พร้อมจะจ่ายให้กับ CXMT อย่างต่อเนื่อง โดยมองบริษัทเป็นผู้เล่นหลักของอุตสาหกรรม DRAM ในประเทศจีน
เหตุผลสำคัญอยู่ที่แนวคิดว่า AI กำลังสร้าง “คอขวดด้านหน่วยความจำ” ควบคู่ไปกับความต้องการชิปประมวลผล ศูนย์ข้อมูล AI ต้องใช้ DRAM และพื้นที่จัดเก็บข้อมูลจำนวนมาก แต่ผู้ผลิตไม่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้เร็วพอที่จะตอบสนองความต้องการของลูกค้า
Micron ระบุเมื่อเดือนมิถุนายนว่า การลงทุนด้าน AI กำลังผลักดันความต้องการหน่วยความจำอย่างแข็งแกร่ง และข้อจำกัดด้านการผลิตอาจดำเนินต่อไปอย่างน้อยสองปี บริษัทกล่าวว่าลูกค้าได้ทำข้อตกลงมูลค่า 22,000 ล้านดอลลาร์เพื่อจองซัพพลายหน่วยความจำ ข้อมูลเพิ่มเติมในเดือนสิงหาคมยังชี้ว่า ลูกค้าศูนย์ข้อมูลบางรายอาจได้รับหน่วยความจำไม่ถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่ต้องการ แม้จะยอมจ่ายในราคาที่สูงมาก
สำหรับนักลงทุน ภาพดังกล่าวหมายถึงวัฏจักรหน่วยความจำที่มีโอกาสเอื้อต่อผู้ผลิต เพราะอุปทานตึงตัวสามารถสนับสนุนราคาขาย อัตราการใช้กำลังการผลิต และอัตรากำไรของบริษัทในอุตสาหกรรมได้
ตลาดจึงนำตรรกะนี้มาประเมิน CXMT เช่นกัน โดยบริษัทมีความสำคัญมากกว่าผู้ผลิตชิปทั่วไป เนื่องจากถูกมองว่าเป็นแกนกลางของความพยายามสร้างอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ที่พึ่งพาตนเองของจีน และเป็นผู้ผลิต DRAM รายใหญ่ที่สุดของประเทศ
ดังนั้น มูลค่าหุ้นที่พุ่งขึ้นจึงสะท้อน “การซื้อขายบนความคาดหวัง” เป็นหลัก ไม่ใช่แค่ผลประกอบการระยะสั้น นักลงทุนกำลังประเมินล่วงหน้าถึงอุปสงค์ในอนาคต การสนับสนุนเชิงยุทธศาสตร์ภายในประเทศ และความสามารถของ CXMT ในการพัฒนาเทคโนโลยีและขยายการผลิต
งาน Investor Day ของ SanDisk เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้ตลาดยังคงมองหุ้นกลุ่มหน่วยความจำในเชิงบวก บริษัทคาดการณ์ว่ารายได้ในปีงบประมาณ 2028-2030 จะเติบโตในระดับเลขสองหลักช่วงกลางถึงสูง โดยให้เหตุผลจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI
SanDisk ยังมองว่าการประมวลผลคำตอบของ AI หรือ AI inference และการใช้ KV cache ที่เพิ่มขึ้นกำลังเปลี่ยนโครงสร้างลำดับชั้นของหน่วยความจำ ทำให้ศูนย์ข้อมูล AI ต้องพึ่งพาพื้นที่จัดเก็บข้อมูลมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ บริษัทประเมินว่าตลาดรวมที่เข้าถึงได้ของแฟลชสำหรับศูนย์ข้อมูลองค์กรอาจแตะ 1.2 เซตตะไบต์ หรือ 1,200 เอ็กซะไบต์ ภายในปี 2030
มุมมองนี้ช่วยขยายกรอบการลงทุนจากเรื่อง “ชิปประมวลผล” เพียงอย่างเดียว ไปสู่เรื่อง “โครงสร้างพื้นฐาน AI” ที่หน่วยความจำและพื้นที่จัดเก็บข้อมูลกลายเป็นทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ อุปสงค์จึงอาจแข็งแกร่งต่อเนื่องหลายปี ไม่ใช่แค่รอบการอัปเกรดเซิร์ฟเวอร์ระยะสั้น
SanDisk ระบุด้วยว่าได้เสร็จสิ้นขั้นตอนการออกแบบไดหน่วยความจำตัวแรกสำหรับเทคโนโลยี High Bandwidth Flash และกำลังเดินหน้าเตรียมตัวอย่างเบื้องต้นให้ลูกค้าที่พัฒนาอุปกรณ์สำหรับ AI inference แผนงานดังกล่าวยังให้ความสำคัญกับการผลิตจำนวนบิตให้มากขึ้นจากพื้นที่เวเฟอร์ที่มีจำกัด ซึ่งยิ่งทำให้ตลาดจับตาการบริหารอุปทานของผู้ผลิตหน่วยความจำมากขึ้น
การนำแนวโน้มของ SanDisk มาเทียบกับ CXMT มีประโยชน์ในระดับภาพรวมอุตสาหกรรม แต่ไม่ควรตีความเกินจริง SanDisk ทำธุรกิจหลักด้านหน่วยความจำแฟลช NAND ขณะที่ CXMT เป็นผู้ผลิต DRAM เป็นหลัก ความต้องการ SSD สำหรับศูนย์ข้อมูลองค์กรหรือ High Bandwidth Flash จึงไม่ได้แปลโดยตรงว่า CXMT จะมีรายได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนเดียวกัน
ความเชื่อมโยงที่แท้จริงคือการส่งสัญญาณต่อทั้งกลุ่มหน่วยความจำ มุมมองของ SanDisk ชี้ว่าโครงสร้างพื้นฐาน AI อาจสร้างอุปสงค์ที่ยั่งยืนในหน่วยความจำหลายประเภท ขณะที่ความเห็นของ Micron บ่งชี้ว่าอุปทานยังมีแนวโน้มตึงตัว โดยเฉพาะเมื่อเวิร์กโหลด AI ต้องการความจุ DRAM และแบนด์วิดท์หน่วยความจำมากขึ้น
นักลงทุนจึงมอง CXMT เป็นผู้ได้รับประโยชน์เฉพาะของจีนจากวัฏจักรหน่วยความจำระดับโลก แม้ยังไม่มีหลักฐานว่าประมาณการของ SanDisk จะเปลี่ยนเป็นรายได้ของ CXMT โดยตรง
การทะยานขึ้นของ CXMT แสดงให้เห็นว่าเรื่องเล่าด้านยุทธศาสตร์ของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์สามารถถูกสะท้อนเข้าไปในราคาหุ้นได้รวดเร็วเพียงใด ทั้งการเข้าตลาดในเดือนกรกฎาคม การแซง Tencent และการขึ้นแตะมูลค่า 4.13 ล้านล้านหยวน ล้วนเกิดขึ้นภายในเวลาไม่กี่สัปดาห์
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้ยืนยันว่ามูลค่าตลาดปัจจุบันสอดคล้องกับกำไรที่บริษัททำได้ในเวลานี้ สิ่งที่ราคาหุ้นสะท้อนคือโอกาสในอนาคตที่ตลาดคาดหวังว่าจะใหญ่ขึ้นมาก ทั้งความต้องการหน่วยความจำจาก AI ที่เพิ่มขึ้น ภาวะอุปทานตึงตัว ความสำคัญของบริษัทต่ออุตสาหกรรมจีน และความสำเร็จในการพัฒนาเทคโนโลยีและเพิ่มกำลังการผลิต
สรุปคือ CXMT พุ่งขึ้นเพราะนักลงทุนเริ่มให้มูลค่าบริษัทในฐานะผู้ผลิตหน่วยความจำสำหรับ AI ของจีนที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ มากกว่าจะมองเป็นผู้ผลิตชิปตามวัฏจักรทั่วไป SanDisk และ Micron ช่วยยืนยันธีมหน่วยความจำระดับโลก แต่ผลกระทบทางการเงินต่อ CXMT โดยตรงยังเป็นเรื่องของความคาดหวัง ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่พิสูจน์แล้ว