บิตคอยน์ไม่ได้พุ่งขึ้นราว 26% จากข่าวเดียว แต่เป็นการเคลื่อนไหวต่อเนื่องหลายจังหวะ เริ่มจากสัญญาณผ่อนคลายด้านมหภาคของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ตามด้วยการทะลุกรอบราคาเดิม การปิดสถานะชอร์ตแบบบังคับ และแรงซื้อในตลาดสปอตผ่าน Bitcoin ETF ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ
2
23
35
คำถามสำคัญหลังการรีบาวด์ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงว่า “บิตคอยน์ขึ้นมาได้อย่างไร” แต่คือแรงซื้อใหม่จะสามารถรับมือกับอุปทานจำนวนมากในช่วง 81,000–86,000 ดอลลาร์ได้หรือไม่
จุดเริ่มต้นมาจากการปรับมุมมองต่อตลาดมหภาค
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่มีอายุคงเหลือยาว จากเดิม 2 พันล้านดอลลาร์เป็นอย่างน้อย 4 พันล้านดอลลาร์ต่อการดำเนินการ โดยครอบคลุมพันธบัตรอายุ 10–20 ปี และ 20–30 ปี มาตรการดังกล่าวมีกำหนดใช้ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายนถึง 4 พฤศจิกายน
2
หลังการประกาศ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวปรับลดลง รายงานหนึ่งระบุว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปีลดลงมาอยู่ที่ 5.21% จาก 5.31% ในวันก่อนหน้า ขณะที่บิตคอยน์ขยับจากราว 64,989 ดอลลาร์ขึ้นเหนือ 68,500 ดอลลาร์ในเวลาไม่นาน
4
ตลาดดูเหมือนจะตีความการเพิ่มวงเงินซื้อคืนเป็นสัญญาณสนับสนุนสภาพคล่องและบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง แม้ขนาดโดยตรงของโครงการจะยังเล็กเมื่อเทียบกับตลาดพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ทั้งหมดก็ตาม
5
ประเด็นนี้มีความสำคัญ เพราะการซื้อคืนพันธบัตรช่วยเปลี่ยนความคาดหวังของตลาด แต่ไม่ได้อัดเงินเข้าสู่ระบบมากพอที่จะอธิบายการขึ้นของบิตคอยน์ทั้งหมดเพียงลำพัง ข่าวดังกล่าวจึงน่าจะเป็น “ประกายไฟ” ที่จุดตลาดซึ่งมีการวางสถานะรอการปรับราคาแรงอยู่แล้ว
การทะลุกรอบกลายเป็นแรงบีบสถานะชอร์ต
ก่อนเกิดข่าว บิตคอยน์เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบประมาณ 62,500–65,000 ดอลลาร์นานเกือบ 6 สัปดาห์ เมื่อราคาทะลุกรอบดังกล่าว ก็ขยับขึ้นไปหา 69,500–70,000 ดอลลาร์ ก่อนจะขึ้นเหนือ 80,700 ดอลลาร์และเข้าใกล้ 81,000 ดอลลาร์ในเวลาต่อมา
3
6
สถานะในตลาดอนุพันธ์ช่วยเร่งการปรับตัวขึ้น รายงานหนึ่งประเมินว่ามีการบังคับปิดสถานะชอร์ตบิตคอยน์ราว 3 พันล้านดอลลาร์ภายใน 24 ชั่วโมง เทียบกับการบังคับปิดสถานะลองประมาณ 263.5 ล้านดอลลาร์ และมีบัญชีมากกว่า 130,000 บัญชีถูกปิดสถานะตามมาตรการบังคับ
23
อีกประมาณการหนึ่งระบุว่า ในการเคลื่อนไหวช่วงแรกของวันที่ 19 สิงหาคมเพียงวันเดียว มีการชำระบัญชีสถานะชอร์ตประมาณ 1.74 พันล้านดอลลาร์
4
รายงานที่อ้างอิงข้อมูลจาก Glassnode ระบุว่า วันที่ 19 สิงหาคมเป็นวันที่มีการบังคับปิดสถานะชอร์ตครั้งใหญ่ที่สุดในชุดข้อมูลของบริษัทนับตั้งแต่ปี 2019 โดยราว 85% ของสถานะที่ถูกชำระบัญชีเป็นสถานะชอร์ต
35
43
ตัวเลขเหล่านี้ไม่ควรถูกนำมารวมกันเป็นยอดเดียวแบบตรงไปตรงมา เพราะแต่ละแหล่งใช้ตลาด ช่วงเวลา และวิธีคำนวณแตกต่างกัน แต่ข้อสรุปที่สอดคล้องกันคือ การปิดสถานะชอร์ตเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการขึ้นในช่วงแรก
เงินไหลเข้า ETF ทำให้แรงขึ้นดูมีฐานรองรับมากขึ้น
การรีบาวด์เริ่มมีความยั่งยืนมากขึ้นเมื่อแรงซื้อในตลาดสปอตเข้ามาสมทบกับการเคลื่อนไหวในตลาดอนุพันธ์ รายงานที่อ้างอิงข้อมูลกระแสเงินทุนระบุว่า Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าสุทธิราว 2.23 พันล้านดอลลาร์ตลอดช่วง 7 วันของการรีบาวด์
35
กองทุน iShares Bitcoin Trust หรือ IBIT ของ BlackRock เป็นหนึ่งในกองทุนที่มีบทบาทสำคัญ ตารางข้อมูลอีกชุดระบุว่า เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม IBIT มีเงินไหลเข้าสุทธิ 501.6 ล้านดอลลาร์ จากเงินไหลเข้ารวม 662.1 ล้านดอลลาร์ของกลุ่ม Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ที่ติดตาม
18
ข้อมูลจากช่วงเวลาอื่นให้ภาพใกล้เคียงกัน โดยระบุว่า Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลเข้าราว 1.9 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 21 สิงหาคม และ IBIT รับเงินไหลเข้าประมาณ 1.33 พันล้านดอลลาร์
19
26
ความแตกต่างระหว่างตัวเลขเหล่านี้สะท้อนช่วงวันที่และผู้ให้บริการข้อมูลที่ไม่เหมือนกัน ไม่จำเป็นต้องหมายถึงข้อมูลขัดแย้งกัน
เงินไหลเข้า ETF ไม่ได้ยืนยันโดยอัตโนมัติว่าบิตคอยน์เข้าสู่ขาขึ้นรอบใหม่แล้ว แต่เป็นหลักฐานที่แข็งแรงกว่าการขึ้นที่เกิดจากการบังคับปิดสถานะชอร์ตเพียงอย่างเดียว การสร้างหน่วยลงทุนของ ETF สะท้อนความต้องการลงทุนที่เชื่อมโยงกับตลาดสปอต ขณะที่การชำระบัญชีสถานะชอร์ตคือแรงซื้อแบบถูกบังคับ ซึ่งอาจหายไปได้เมื่อสถานะที่มีเลเวอเรจถูกเคลียร์หมด
ทำไมโซน 81,000–86,000 ดอลลาร์จึงเป็นด่านชี้ขาด
กรอบวิเคราะห์ของ Glassnode มองช่วง 81,000–86,000 ดอลลาร์เป็น “กำแพงอุปทาน” ไม่ใช่เพียงเป้าหมายราคา เพราะมีแรงขายหลายประเภทมาซ้อนทับกันในบริเวณนี้ ได้แก่
- ผู้ถือระยะยาวที่ซื้อบิตคอยน์ใกล้ระดับราคาปัจจุบัน อาจขายเพื่อกลับมาเสมอตัวหลังถือผ่านช่วงขาลง
- สภาพคล่องฝั่งขายบนกระดานซื้อขายกลับมาเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ซื้อที่ต้องการไล่ราคาต้องใช้แรงมากขึ้น
- แนวชั้นต้นทุนของบิตคอยน์ที่ไม่เคยถูกโอนออกจากกระเป๋าส่วนตัวเริ่มต้นใกล้ 80,800 ดอลลาร์
- ระดับที่อาจเกิดการชำระบัญชีสถานะชอร์ตยังคงกระจุกตัวสูงขึ้นไปในกรอบดังกล่าว
- การป้องกันความเสี่ยงของผู้ดูแลสภาพคล่องในตลาดออปชันจะไวต่อการเคลื่อนไหวมากขึ้นบริเวณช่วงต้นของ 82,000 ดอลลาร์
33
34
43
สิ่งที่ตลาดกำลังทดสอบคือความสามารถในการดูดซับแรงขาย การดีดขึ้นชั่วคราวเหนือ 81,000 หรือ 83,000 ดอลลาร์ให้หลักฐานน้อยกว่าการยืนเหนือโซนนี้ได้ต่อเนื่อง ขณะที่เงินไหลเข้า Spot ETF ยังดำเนินต่อไป
หากผู้ซื้อสามารถรับคำสั่งขายได้ซ้ำ ๆ และรักษาราคาเหนือโซนดังกล่าว โครงสร้างของการขึ้นจะเริ่มมีลักษณะเป็นการทะลุกรอบที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์จริงมากขึ้น แต่หากราคาชะลอตัวพร้อมคำสั่งขายที่เพิ่มขึ้นและแรงซื้อที่ลดลง การเคลื่อนไหวอาจเป็นเพียงการทยอยขายทำกำไรหลังแรงบีบสถานะชอร์ต
33
34
ช่วง 82,300–83,300 ดอลลาร์มีความหมายต่อโครงสร้างตลาด
ข้อมูลสถานะออปชันที่มีการรายงานระบุว่า การกระจุกตัวของแกมมาฝั่งลบของผู้ดูแลสภาพคล่องอยู่ใกล้ 82,300 ดอลลาร์ ในสภาพแวดล้อมที่มีแกมมาฝั่งลบ การป้องกันความเสี่ยงของผู้ดูแลสภาพคล่องอาจขยายการเคลื่อนไหวของราคาแทนที่จะช่วยลดความผันผวน ทำให้ตลาดมีโอกาสแกว่งแรงได้ทั้งสองทิศทาง
33
44
ดังนั้น ระดับประมาณ 83,300 ดอลลาร์จึงเป็นเกณฑ์ยืนยันที่น่าจับตา แต่ไม่ใช่แนวรับที่รับประกันว่าจะยืนอยู่ได้ หากราคาปิดเหนือระดับนี้อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับมีเงินไหลเข้า ETF ต่อเนื่อง ก็จะบ่งชี้ว่าแรงขายด้านบนถูกดูดซับไปมากพอที่จะท้าทายกำแพงอุปทาน 81,000–86,000 ดอลลาร์
ในทางกลับกัน หากราคาถูกปฏิเสธจากบริเวณดังกล่าว การรีบาวด์ก็ยังเสี่ยงต่อการย่อตัว โดยเฉพาะเมื่อแรงขึ้นในช่วงแรกส่วนใหญ่เกิดจากการปิดสถานะชอร์ตแบบบังคับ
ระดับด้านล่างบอกอะไรเกี่ยวกับความเสี่ยงขาลง
ระดับด้านล่างควรมองเป็นโซนสำหรับติดตามความเสี่ยง ไม่ใช่เป้าหมายราคาที่กำหนดไว้ตายตัว
- หากราคาหลุดประมาณ 77,293 ดอลลาร์ อาจเปิดทางไปสู่กลุ่มระดับที่มีการชำระบัญชีอยู่ใกล้เคียง
12
- ต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้นบริเวณ 70,000 ดอลลาร์เป็นระดับสำคัญต่อความเชื่อมั่น หากราคายังยืนเหนือบริเวณนี้ ผู้ซื้อรายใหม่จำนวนมากยังมีกำไร แต่การหลุดลงต่ำกว่าอย่างต่อเนื่องอาจเพิ่มแรงจูงใจในการขาย
11
- หากเกิดการลดเลเวอเรจในวงกว้างกว่านั้น ราคาอาจเคลื่อนลงไปทดสอบกลุ่มการชำระบัญชีสถานะลองที่ราว 60,500–62,400 ดอลลาร์
40
48
ระดับการชำระบัญชีเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานะคงค้าง เลเวอเรจ และราคาตลาด จึงควรใช้เป็นพื้นที่เฝ้าระวัง ไม่ใช่คำพยากรณ์ล่วงหน้า
เลเวอเรจที่ลดลงมีทั้งข้อดีและข้อจำกัด
การบีบสถานะชอร์ตทำให้ Open Interest ในตลาดฟิวเจอร์สบิตคอยน์ลดลงประมาณ 11% ตามการประเมินหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ Glassnode ขณะที่อัตราค่าธรรมเนียม Funding กลับเข้าใกล้ระดับเป็นกลาง
39
ด้านบวกคือ ความเสี่ยงจากการที่สถานะลองหนาแน่นเกินไปแล้วถูกเทขายอย่างรวดเร็วลดลง แต่ในอีกด้านหนึ่ง ตลาดก็เหลือเชื้อเพลิงจากการบังคับซื้อไม่มากนัก หลังสถานะชอร์ตจำนวนมากถูกเคลียร์ไปแล้ว
การปรับตัวขึ้นระยะต่อไปจึงจำเป็นต้องพึ่งแรงซื้อสปอตใหม่มากขึ้น ไม่ใช่แรงซื้อจากผู้ถือสถานะชอร์ตที่ถูกบังคับให้ปิดสถานะ นี่คือเหตุผลที่กระแสเงินเข้า ETF และการยืนราคาเหนือโซนอุปทานมีความสำคัญกว่าขนาดของการชำระบัญชีในช่วงแรก
ออปชันอาจเพิ่มความผันผวน แต่ไม่ใช่เครื่องพยากรณ์ราคา
บิตคอยน์ยังเผชิญกับการหมดอายุของสัญญาออปชันจำนวนมาก โดยมีรายงานว่าออปชันบิตคอยน์บน Deribit ราว 81,700 สัญญา มูลค่าตามราคาที่ระบุประมาณ 6.44 พันล้านดอลลาร์ มีกำหนดหมดอายุในวันที่ 28 สิงหาคม
49
ข้อมูลออปชันของ Glassnode ระบุว่า ระดับ Max Pain รวมอยู่ใกล้ 70,000 ดอลลาร์ ณ วันที่ 26 สิงหาคม
58 ขณะที่รายงานอื่นประเมินมูลค่าสถานะเปิดของการหมดอายุหลายชุดในเดือนถัดไปราว 18.6 พันล้านดอลลาร์
50
ตัวเลขเหล่านี้ขึ้นอยู่กับแพลตฟอร์มและวันหมดอายุที่นำมาคำนวณ ส่วน “Max Pain” หมายถึงระดับราคาที่ผู้ถือออปชันโดยรวมจะมีผลขาดทุนทางทฤษฎีมากที่สุด ไม่ได้หมายความว่าบิตคอยน์จะต้องปิดที่ระดับนั้นจริง
49
53
58
อย่างไรก็ตาม สถานะออปชันยังมีความสำคัญ เพราะการป้องกันความเสี่ยงของผู้ดูแลสภาพคล่องอาจเพิ่มแรงซื้อหรือแรงขายใกล้ระดับราคาที่มีสัญญากระจุกตัว ในสถานการณ์ปัจจุบัน ออปชันจึงควรถูกมองเป็นตัวขยายความผันผวนรอบโซนอุปทาน มากกว่าจะเป็นสัญญาณบอกทิศทาง
สรุป: แรงบีบสถานะชอร์ตเป็นคนเริ่ม แต่แรงซื้อสปอตต้องเป็นคนพาไปต่อ
คำอธิบายที่รอบคอบที่สุดสำหรับการรีบาวด์ราว 26% ของบิตคอยน์คือปฏิกิริยาลูกโซ่ 4 ขั้นตอน
- การเพิ่มขนาดการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ช่วยกดอัตราผลตอบแทนระยะยาวและหนุนบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง
- บิตคอยน์ทะลุกรอบราคา 62,500–65,000 ดอลลาร์ที่เคลื่อนไหวอยู่นานหลายสัปดาห์
- การวางสถานะชอร์ตจำนวนมากเปลี่ยนการทะลุกรอบให้กลายเป็นแรงซื้อจากการบังคับปิดสถานะครั้งใหญ่
- เงินไหลเข้า Spot Bitcoin ETF อย่างแข็งแกร่งช่วยยืนยันว่ามีแรงซื้อในตลาดสปอตเข้ามาสนับสนุน
บททดสอบถัดไปยากกว่าเดิม บิตคอยน์จำเป็นต้องยืนเหนือประมาณ 83,300 ดอลลาร์ได้อย่างต่อเนื่อง มีเงินไหลเข้า ETF ต่อไป และมีแรงซื้อในตลาดสปอตที่แข็งแรง เพื่อแสดงให้เห็นว่ากำแพงอุปทาน 81,000–86,000 ดอลลาร์ถูกดูดซับแล้ว
หากยังไม่มีสัญญาณยืนยันดังกล่าว การรีบาวด์ก็ยังอาจถอยกลับไปหา 77,293 ดอลลาร์ หรือโซนต้นทุนประมาณ 70,000 ดอลลาร์ ขณะที่ความเสี่ยงจากการลดเลเวอเรจครั้งใหญ่กว่านั้นกระจุกตัวอยู่บริเวณ 60,500–62,400 ดอลลาร์
12
33
35
40