แม้ส่วนต่างจะไม่มาก แต่สัญญาณจากตลาดชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ นักลงทุนให้คุณค่ากับการสร้างรายได้จาก AI ของ Alphabet ซึ่งมีแรงหนุนจากรายได้ AI รายไตรมาสที่รายงานไว้ 1.52 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่ Apple ถูกมองว่ายังพึ่งพาวัฏจักรการเปิดตัวฮาร์ดแวร์มากเกินไป นักวิเคราะห์บางรายมองเหตุการณ์นี้ว่าเป็นสัญลักษณ์ของการ “เปลี่ยนมือ” ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ
ช่วงนั้นหุ้น Apple ร่วงลงมาอยู่ที่ราว 260 ดอลลาร์ และถูกวิจารณ์ว่า Siri ตามหลังเครื่องมือ AI เชิงสร้างสรรค์อย่าง ChatGPT และ Claude มากขึ้นเรื่อย ๆ แรงกดดันต่อ Tim Cook ซีอีโอของ Apple จึงเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน บริษัทจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่า มีแผน AI ที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการเพิ่มฟีเจอร์เล็ก ๆ ให้กับระบบเดิม
เพียง 5 วันหลังจากมูลค่าตลาดแตะจุดต่ำสุด Apple ก็ประกาศจุดเปลี่ยนสำคัญ วันที่ 12 มกราคม 2026 Apple และ Google ออกแถลงการณ์ร่วมยืนยันความร่วมมือระยะหลายปี โดยระบุว่า “Apple Foundation Models รุ่นถัดไปจะพัฒนาบนโมเดล Gemini และเทคโนโลยีคลาวด์ของ Google”
ดีลนี้ไม่ใช่เพียงการนำแชตบอตของบริษัทอื่นมาเชื่อมต่อกับ Siri แต่เป็นการนำ Gemini เวอร์ชันปรับแต่งที่มีพารามิเตอร์ 1.2 ล้านล้านรายการ มาใช้เป็นแกนกลางของ Siri รุ่นใหม่และฟีเจอร์ Apple Intelligence โดยมีรายงานว่าค่าลิขสิทธิ์อยู่ที่ประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์ต่อปี
ในด้านความเป็นส่วนตัว Apple จะประมวลผลคำถามที่ซับซ้อนผ่านโครงสร้างพื้นฐาน Private Cloud Compute ของตนเอง เพื่อให้ข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไม่ถูกส่งไปยังเซิร์ฟเวอร์ของ Google โดยตรง
การประกาศดังกล่าวเปลี่ยนเรื่องเล่าของตลาดแทบจะทันที Apple ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นบริษัทที่พลาดกระแส AI อีกต่อไป แต่เริ่มถูกมองว่าเป็นแพลตฟอร์มที่สามารถเลือกใช้โมเดลพื้นฐานที่มีศักยภาพสูง แล้วนำมาผสานเข้ากับระบบนิเวศและประสบการณ์ใช้งานของตัวเอง
รายละเอียดของความร่วมมือยังมีส่วนที่เป็นเพียงข่าวคาดการณ์ จนกระทั่งปลายเดือนพฤษภาคม 2026 Mark Gurman จาก Bloomberg เผยภาพหน้าจอของ Siri รุ่นที่กำลังถูกพัฒนาในชื่อรหัส “Campos”
จากข้อมูลที่รั่วไหล iOS 27 จะไม่ได้แค่ทำให้ Siri ตอบคำถามได้ดีขึ้น แต่จะเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานของ Siri อย่างเป็นระบบ โดย Siri อาจเปิดตัวเป็น แอปแยกต่างหาก เป็นครั้งแรก พร้อมหน้าตาแชตคล้าย iMessage ที่รองรับการสนทนาโต้ตอบต่อเนื่อง ดูประวัติการคุย อัปโหลดไฟล์ รวมถึงปักหมุดและค้นหาแชตได้
เมื่อเรียกใช้งาน Siri จะแสดงช่อง “Search or Ask” บริเวณ Dynamic Island พร้อมแอนิเมชันรูปแคปซูลและการ์ดผลลัพธ์แบบโปร่งใส ซึ่งผู้ใช้สามารถปัดเพื่อเข้าสู่โหมดสนทนาเต็มรูปแบบได้
เบื้องหลังการออกแบบใหม่นี้คือการเปลี่ยน Siri จากระบบที่รอรับคำสั่งสั้น ๆ เช่น ตั้งปลุกหรือเปิดแอป ให้กลายเป็นตัวแทน AI แบบสนทนาที่จัดการคำถามหลายส่วนในครั้งเดียว และจดจำบริบทของการพูดคุยได้นานขึ้น เป้าหมายคือการอุดช่องว่างที่ทำให้ Siri ดูล้าหลังคู่แข่งยุคใหม่
ภาพหน้าจอที่รั่วไหลถูกเผยแพร่ต่ออย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดียและสื่อการเงิน และกลายเป็นหนึ่งในแรงกระตุ้นสุดท้ายที่ช่วยผลักหุ้น Apple ขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่ในเดือนมิถุนายน
ฟีเจอร์ที่อาจมีความสำคัญเชิงโครงสร้างมากที่สุดใน iOS 27 คือเฟรมเวิร์ก “Extensions” ซึ่งจะเปิดระบบปฏิบัติการให้โมเดล AI จากหลายบริษัทเข้ามาเป็นตัวเลือกที่กำหนดได้เอง เป็นการยุติการผูกขาดของ OpenAI ในการรองรับคำถามซับซ้อน
ผู้ใช้ iPhone อาจเลือกโมเดลที่ต้องการได้จากเมนูใหม่ในเส้นทาง Settings → Apple Intelligence & Siri → Extensions เพื่อกำหนดว่าโมเดลใดจะทำหน้าที่ขับเคลื่อน Siri, Writing Tools และ Image Playground โดยรายชื่อผู้ให้บริการที่ถูกพูดถึง ได้แก่ Google Gemini, Anthropic Claude, OpenAI ChatGPT, xAI Grok, Perplexity และ Le Chat ของ Mistral
ในทางปฏิบัติ นี่อาจทำให้ผู้ใช้เลือกโมเดลตามประเภทงานได้ เช่น ใช้ Claude กับคำถามด้านการเขียนโค้ด ใช้ Gemini กับการค้นคว้า หรือใช้ ChatGPT กับการร่างเนื้อหาเชิงสร้างสรรค์ โดยอาศัยจุดเด่นที่แตกต่างกันของแต่ละโมเดล
การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ Apple ขยับจากการเป็นผู้ให้บริการ AI เพียงโมเดลเดียว ไปสู่การเป็นชั้นกลางสำหรับจัดเส้นทางคำถาม หรือ multi-model routing layer แทน นักวิเคราะห์มองว่า iOS อาจกลายเป็นแพลตฟอร์มมือถือรายแรกที่ทำให้โมเดล AI ทำงานในลักษณะบริการเสริมที่ถอดเปลี่ยนได้ ซึ่งช่วยเพิ่มความเหนียวแน่นของระบบนิเวศ Apple และลดการพึ่งพาพันธมิตรรายใดรายหนึ่ง
นอกเหนือจาก AI แล้ว iOS 27 ยังอาจเป็นการเตรียมระบบสำหรับรูปแบบ iPhone ใหม่ครั้งใหญ่ในรอบหลายปี Apple คาดว่าจะเปิดตัว API และเฟรมเวิร์กส่วนติดต่อผู้ใช้สำหรับ iPhone จอพับ ในงาน WWDC โดยมีรายงานว่าอุปกรณ์ดังกล่าวอาจเปิดตัวในเดือนกันยายน 2026
ข้อมูลที่ยังอยู่ในระดับข่าวลือระบุว่า อุปกรณ์อาจมีหน้าจอขนาด 5.5 นิ้วเมื่อพับ และ 7.8 นิ้วเมื่อกางออกในลักษณะเหมือนหนังสือ พร้อมทำงานบน iOS ไม่ใช่ iPadOS
API ใหม่สำหรับการทำงานหลายหน้าต่างและอินเทอร์เฟซที่ปรับขนาดได้จะเปิดโอกาสให้นักพัฒนาเริ่มเตรียมแอปล่วงหน้าราว 2 เดือนก่อนฮาร์ดแวร์วางจำหน่าย แนวทางนี้คล้ายกับที่ Apple เคยใช้ในช่วงเปลี่ยนผ่านไปสู่ผลิตภัณฑ์อย่าง iPad และ Apple Watch
การเพิ่มรูปแบบฮาร์ดแวร์ใหม่ยังช่วยสร้างเรื่องเล่าอีกด้านให้กับ Apple ในช่วงที่ยอดขาย iPhone ถูกมองว่าขาดแรงส่ง และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้บริษัทถูกปรับลดมูลค่าในช่วงต้นปี 2026
เมื่อนำดีล Gemini การยกเครื่อง Siri ในนาม Campos เฟรมเวิร์ก Extensions และ API สำหรับ iPhone จอพับมาพิจารณาร่วมกัน มุมมองของตลาดที่มีต่อ Apple ก็เปลี่ยนไปอย่างมาก
มูลค่าตลาดของ Apple เพิ่มจากประมาณ 3.84 ล้านล้านดอลลาร์ ในวันที่ 7 มกราคม มาอยู่ที่ 4.63 ล้านล้านดอลลาร์ ในวันที่ 2 มิถุนายน 2026 หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 7.9 แสนล้านดอลลาร์ ราคาหุ้นปรับขึ้นราว 21% นับตั้งแต่ต้นปี ทำให้ Apple กลับมาเป็นบริษัทที่มีมูลค่ามากเป็นอันดับ 2 ของโลก ตามหลัง Nvidia ซึ่งมีมูลค่าตลาดประมาณ 5.397 ล้านล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นในปัจจุบันก็สะท้อนความคาดหวังสูงต่อสิ่งที่ Apple จะเปิดเผยใน WWDC 2026 ซึ่งจะเริ่มวันที่ 8 มิถุนายน นักลงทุนไม่ได้รอดูเพียงว่า Siri จะมีหน้าตาใหม่หรือไม่ แต่กำลังจับตาว่าการยกเครื่อง Campos จะลึกแค่ไหน ระบบ Extensions จะทำงานได้จริงตามที่มีรายงานหรือไม่ และ Apple จะสามารถเปลี่ยน iPhone ให้เป็นแพลตฟอร์ม AI ที่ใช้งานได้อย่างเป็นรูปธรรมเพียงใด
Apple จึงพลิกเรื่องเล่าจาก “บริษัทที่พลาดกระแส AI” มาเป็น “บริษัทที่กำลังเปลี่ยน iPhone ให้เป็นแพลตฟอร์ม AI” ได้สำเร็จในเวลาเพียง 6 เดือน แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงยังอยู่บนเวที WWDC เพราะความคาดหวังที่ถูกสะสมไว้สูงมากอาจกลายเป็นแรงกดดัน หากการเปิดตัวไม่สามารถส่งมอบความสามารถตามที่ตลาดกำลังตั้งราคาไว้