| เป็นไตรมาสมีนาคมที่ดีที่สุดของ Apple |
| กำไรต่อหุ้นปรับลด | $2.01 เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน | ทำสถิติใหม่สำหรับไตรมาสมีนาคม |
| รายได้สุทธิจาก Products | $80.2 พันล้าน | กลุ่มผลิตภัณฑ์ยังเป็นแหล่งรายได้หลัก |
| รายได้สุทธิจาก Services | $31.0 พันล้าน | Services ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ |
| iPhone | ทำสถิติรายได้สำหรับไตรมาสมีนาคม | Apple ระบุว่าได้แรงหนุนจากความต้องการ iPhone 17 lineup |
| ค่าใช้จ่าย R&D | $11.4 พันล้าน เพิ่มราว 34% จากปีก่อน | โตเร็วกว่ารายได้รวม และทำให้สัดส่วน R&D ต่อรายได้อยู่ราว 10.3% |
Apple ระบุชัดว่า iPhone ทำสถิติรายได้สำหรับไตรมาสมีนาคม โดยได้แรงหนุนจากความต้องการ iPhone 17 lineup สรุปการประชุมผลประกอบการจากภายนอกยังระบุว่า รายได้ iPhone เพิ่มขึ้นราว 22% จากปีก่อน แม้มีข้อจำกัดด้านซัพพลายที่กระทบบางรุ่นของ iPhone และ Mac
ประเด็นนี้สำคัญ เพราะไตรมาสนี้ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของ Services เท่านั้น กลุ่ม Products ทำรายได้สุทธิ $80.2 พันล้าน เทียบกับ Services ที่ $31.0 พันล้าน จึงยังเห็นได้ว่าฮาร์ดแวร์และผลิตภัณฑ์ยังเป็นฐานรายได้ส่วนใหญ่ของ Apple ในช่วงดังกล่าว
Services ทำรายได้สุทธิ $31.0 พันล้าน และเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของกลุ่มนี้ หากเทียบกับรายได้รวม $111.2 พันล้าน Services คิดเป็นประมาณ 28% ของรายได้รายไตรมาส
นอกจากนี้ Apple ยังระบุว่ารายได้เติบโตเป็นเลขสองหลักในทุกภูมิภาค ทำให้สถิติไตรมาสมีนาคมครั้งนี้ไม่ได้พึ่งพาแค่สินค้าเดียวหรือภูมิภาคเดียว
กำไรต่อหุ้นปรับลดของ Apple เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อน เป็น $2.01 ขณะเดียวกัน บริษัทสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานได้มากกว่า $28 พันล้านในไตรมาสนี้ ตามสรุปข้อมูลจากเอกสารยื่นต่อหน่วยงานกำกับดูแล
ดังนั้น สถิติไตรมาสมีนาคมของ Apple ไม่ได้เป็นเพียงการขยายตัวของรายได้บรรทัดบน แต่ยังมาพร้อมกำไรต่อหุ้นที่ดีขึ้นและการสร้างเงินสดจำนวนมาก
คำตอบที่ตรงที่สุดคือคณิตศาสตร์พื้นฐาน: ค่าใช้จ่าย R&D โตเร็วกว่ารายได้
Apple รายงานรายได้ไตรมาสนี้ที่ $111.2 พันล้าน ขณะที่รายงานที่มีระบุว่าค่าใช้จ่าย R&D อยู่ที่ $11.4 พันล้าน เพิ่มขึ้นราว 34% จากปีก่อน
เมื่อนำ $11.4 พันล้าน หารด้วย $111.2 พันล้าน จะได้สัดส่วนประมาณ 10.3%
นั่นหมายความว่า R&D ทะลุ 10% ไม่ใช่เพราะยอดขายอ่อนแอ ตรงกันข้าม รายได้เพิ่มขึ้น 17% และทำสถิติสำหรับไตรมาสมีนาคม แต่ R&D เพิ่มขึ้นเร็วกว่านั้นมากที่ราว 34%
สัดส่วนจึงขยับขึ้นตามแรงเร่งของการลงทุน
คำถามที่มักตามมาคือ นี่เป็นครั้งแรกหรือไม่ที่ R&D ของ Apple เกิน 10% ของรายได้
จากแหล่งข้อมูลที่มี สามารถยืนยันได้ว่า R&D ในไตรมาสนี้อยู่ที่ $11.4 พันล้าน และเมื่อเทียบกับรายได้ $111.2 พันล้าน จะอยู่ราว 10.3% แต่ชุดข้อมูลที่ให้มาไม่ได้มีอนุกรมสัดส่วน R&D ต่อรายได้ย้อนหลังครบพอที่จะฟันธงว่าเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของบริษัท
ข้อสรุปที่ปลอดภัยกว่า คือไตรมาสนี้ R&D อยู่ในระดับสูงผิดสังเกตเมื่อเทียบกับฐานรายได้ แม้ Apple จะเพิ่งทำรายได้ไตรมาสมีนาคมเป็นสถิติก็ตาม
Apple ไม่ได้แจกแจงค่าใช้จ่าย R&D มูลค่า $11.4 พันล้านออกเป็นระดับโครงการ ดังนั้นการตีความที่ระมัดระวังคือ บริษัทกำลังเร่งลงทุนในวงกว้าง ไม่ใช่ยืนยันได้ว่าเงินทั้งหมดไหลไปยังโครงการใดโครงการหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ทิศทางของอุตสาหกรรมให้เบาะแสบางอย่าง 9to5Mac เชื่อมโยงค่าใช้จ่าย R&D ที่ทำสถิติของ Apple กับแรงผลักดันด้านการพัฒนา AI ที่เกิดขึ้นทั่วอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน สรุปการประชุมผลประกอบการอีกแหล่งระบุว่า Apple กำลังลงทุน R&D มากขึ้นทั้งในฝั่งผลิตภัณฑ์และบริการ
เมื่ออ่านสองส่วนนี้ร่วมกัน AI จึงน่าจะเป็นแรงกดดันสำคัญเบื้องหลังการเพิ่มงบ R&D แต่ยังต้องเปิดพื้นที่ให้การลงทุนด้านแพลตฟอร์ม ฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และบริการอื่น ๆ ด้วย
ไตรมาสมีนาคมที่ทำสถิติของ Apple เกิดจากส่วนผสมที่คุ้นเคยแต่ทรงพลัง: iPhone แข็งแรง, Services ทำสถิติใหม่, รายได้โตเป็นเลขสองหลักในทุกภูมิภาค, กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น และกระแสเงินสดจากการดำเนินงานยังสูง
แต่สัญญาณจาก R&D เล่าอีกเรื่องหนึ่ง Apple ไม่ได้เพิ่มงบวิจัยและพัฒนาเพราะรายได้อ่อนแอ บริษัทเพิ่มเพราะต้องการเร่งการลงทุนให้เร็วกว่าอัตราการเติบโตของธุรกิจปัจจุบัน