ข้อจำกัดด้านภูมิภาคอาจส่งผลต่อหลายเรื่อง เช่น
ดังนั้น นักวิเคราะห์บางคนจึงมองว่า การเปรียบเทียบระหว่าง
ระบบช่วยขับแบบเดิมมักใช้โครงสร้างหลายขั้นตอน เช่น
แต่ XPENG ระบุว่า VLA 2.0 รวมขั้นตอนเหล่านี้เข้าเป็นโมเดลเดียวแบบ end‑to‑end ที่แปลงข้อมูลภาพจากกล้องไปเป็นการกระทำของรถโดยตรง
จุดเด่นของสถาปัตยกรรมนี้คือ
XPENG เรียกระบบนี้ว่า “โมเดล AI สำหรับโลกจริง (physical‑world large model)” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อเข้าใจสภาพแวดล้อมบนถนนจริง
ข้อมูลจากบริษัทและรายงานอุตสาหกรรมระบุว่า VLA 2.0 ใช้โครงสร้างขนาดใหญ่ เช่น
XPENG ระบุว่าชุดข้อมูลนี้เทียบเท่ากับ ประสบการณ์ขับรถของมนุษย์หลายหมื่นปี แม้ว่าตัวเลขเหล่านี้ยังไม่ได้รับการตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระ
ระบบถูกปล่อยให้ผู้ใช้ผ่านการอัปเดต OTA ตั้งแต่ มีนาคม 2026 ในรถบางรุ่น เช่น P7, G7 และ X9 เวอร์ชันสูง
สื่อยานยนต์หลายแห่งได้ทดลองระบบ VLA 2.0 บนถนนจริง
ในการทดสอบหนึ่งที่ปักกิ่ง ผู้รีวิวขับรถในสภาพการจราจรหนาแน่นประมาณ 40 นาทีโดยไม่ต้องเข้าควบคุมเลยแม้แต่ครั้งเดียว
ผู้รีวิวจำนวนมากให้ความเห็นว่า
แต่ก็ยังมีข้อสังเกต เช่น
He Xiaopeng ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ XPENG ตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า
มาตรฐานที่เขาใช้เทียบคือประสบการณ์การขับของ Tesla FSD เวอร์ชันใหม่ในสหรัฐฯ เช่น FSD V14.2 ที่ทดสอบใน Silicon Valley
นอกจากนั้น บริษัทมองว่าระบบที่ใช้สถาปัตยกรรมแบบ VLA อาจนำไปสู่
เป็นเวลาหลายปีที่ Tesla ถูกมองว่าเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีช่วยขับสำหรับรถผู้บริโภค
แต่ความก้าวหน้าของบริษัทจีนอย่าง XPENG กำลังทำให้การแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
แม้การทดสอบ VLA 2.0 กับ Tesla FSD จะยังไม่ใช่หลักฐานตัดสินที่ชัดเจน แต่ก็สะท้อนแนวโน้มสำคัญว่า
การแข่งขันด้านรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Silicon Valley อีกต่อไป
ผู้ผลิตจีนกำลังใช้ข้อได้เปรียบจาก
ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้ช่องว่างระหว่างผู้นำเดิมกับผู้ท้าชิง แคบลงอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า
Comments
0 comments