การเพิ่มขึ้นของเหรียญในมือผู้ถือระยะยาวยังบ่งชี้ว่า นักลงทุนรายใหญ่หรือที่มักเรียกว่า “วาฬ” อาจกำลังสะสมเหรียญมากกว่าที่จะขายออก
ตัวชี้วัดออนเชนบางส่วนแสดงให้เห็นว่า
ในอดีต รูปแบบคล้ายกันนี้มักเกิดขึ้นในช่วงที่เหรียญเริ่มย้ายจากนักเก็งกำไรระยะสั้นไปสู่ผู้ถือระยะยาว ซึ่งบางครั้งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของวัฏจักรตลาดขาขึ้นเมื่อความต้องการกลับมา
เมื่อ Bitcoin จำนวนมากถูกถือแบบไม่เคลื่อนไหวหรือเก็บในกระเป๋าระยะยาว ปริมาณเหรียญที่พร้อมขายในตลาดจะลดลง นักวิเคราะห์จึงเรียกสถานการณ์นี้ว่า “supply tightening” หรือภาวะอุปทานตึงตัว
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นคือ หากความต้องการซื้อเพิ่มขึ้นในขณะที่เหรียญในตลาดมีจำกัด การเคลื่อนไหวของราคาก็อาจรุนแรงขึ้นได้ เพราะมีเหรียญให้ซื้อขายน้อยลง
อย่างไรก็ตาม การที่อุปทานตึงตัว ไม่ได้หมายความว่าราคาจะพุ่งทันที เพราะราคายังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่น เช่น สภาพคล่องในตลาดอนุพันธ์ สภาพคล่องการเงิน และภาวะเศรษฐกิจโลก
แม้ข้อมูลออนเชนจะดูเป็นบวก แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา Bitcoin เริ่มเคลื่อนไหวคล้ายสินทรัพย์เสี่ยงที่ไวต่อเศรษฐกิจมหภาคมากขึ้น
นักลงทุนจึงจับตา รายงานการประชุม FOMC และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของ Fed อย่างใกล้ชิด เพราะสิ่งเหล่านี้ส่งผลต่อสภาพคล่องทั่วโลกและความต้องการสินทรัพย์เสี่ยง
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่าตลาดกำลังปรับมุมมองใหม่เกี่ยวกับการลดดอกเบี้ย โดยมีความเป็นไปได้ว่า Fed อาจคงนโยบายการเงินที่เข้มงวดไว้นานกว่าที่เคยคาดการณ์
เรื่องนี้สำคัญกับตลาดคริปโตเพราะว่า
ในอดีต ช่วงที่ธนาคารกลางเริ่ม ลดดอกเบี้ยหรือผ่อนคลายนโยบายการเงิน มักกระตุ้นความสนใจในคริปโตจากทั้งนักลงทุนรายย่อยและสถาบัน
ตลาด Bitcoin ในปัจจุบันจึงกำลังถูกดึงจากสองแรงหลัก
ปัจจัยพื้นฐานบนบล็อกเชน
ปัจจัยเศรษฐกิจมหภาค
หาก Fed ส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายในอนาคต โครงสร้างอุปทานที่ตึงตัวของ Bitcoin อาจช่วยเร่งแรงขาขึ้นได้ แต่หากธนาคารกลางย้ำจุดยืน “ดอกเบี้ยสูงนาน” (higher‑for‑longer) ตลาดคริปโตอาจยังคงผันผวนหรือเคลื่อนไหวในกรอบ แม้จะมีการสะสมจากนักลงทุนระยะยาวก็ตาม
การที่ผู้ถือระยะยาวครอง 15.26 ล้าน BTC หรือประมาณ 77% ของอุปทานหมุนเวียน สะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นของนักลงทุนและการลดลงของเหรียญที่พร้อมขายในตลาด
ในเชิงโครงสร้าง นี่ถือเป็นสัญญาณบวกต่อแนวโน้มระยะยาวของ Bitcoin
แต่ในระยะสั้น ทิศทางราคายังขึ้นอยู่กับปัจจัยมหภาค โดยเฉพาะนโยบายดอกเบี้ยของ Fed ซึ่งยังคงเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดความเชื่อมั่นของตลาดคริปโตทั่วโลก
Comments
0 comments