หากเป็นเช่นนั้น บริษัทมองว่า ช่วง 12–24 เดือนข้างหน้าอาจเป็นช่วงเวลาชี้ขาด ว่าสหรัฐและพันธมิตรจะรักษาความได้เปรียบทางเทคโนโลยีเหนือจีนได้หรือไม่
ในเอกสารนโยบายที่ชื่อว่า “สองฉากทัศน์ของผู้นำ AI โลกในปี 2028” บริษัทเสนอภาพอนาคตสองแบบ ได้แก่
Anthropic ยังเตือนว่าหาก รัฐบาลที่มีลักษณะอำนาจนิยม เป็นผู้นำในการพัฒนา AI ผลกระทบอาจขยายไปทั่วโลก เช่น การใช้ AI เพื่อการเฝ้าระวังประชาชน การเพิ่มขีดความสามารถทางทหาร หรือการเปลี่ยนสมดุลอำนาจระหว่างประเทศ
ข้อเสนอหลักของ Anthropic มุ่งไปที่การ จำกัดทรัพยากรสำคัญที่จำเป็นต่อการสร้าง AI ระดับแนวหน้า โดยเฉพาะพลังประมวลผลและเทคโนโลยีชิป
มาตรการที่บริษัทสนับสนุน ได้แก่
Model distillation คือการนำผลลัพธ์หรือพฤติกรรมของโมเดลขนาดใหญ่ไปใช้ฝึกโมเดลขนาดเล็กกว่า ซึ่งสามารถช่วยถ่ายทอดความสามารถของระบบขั้นสูงได้รวดเร็วขึ้น
เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของ Anthropic คือให้สหรัฐและพันธมิตร รักษาความนำด้าน AI ประมาณ 1–2 ปี ซึ่งบริษัทมองว่าเป็นช่องว่างเล็ก ๆ แต่มีความหมายอย่างมากในการแข่งขันเทคโนโลยีระดับโลก
แม้ข้อเสนอของ Anthropic จะได้รับความสนใจจากฝ่ายนโยบาย แต่ก็ถูกวิจารณ์ไม่น้อย
นักวิเคราะห์บางคนมองว่า การนำเสนอการแข่งขัน AI ในรูปแบบ การเผชิญหน้าทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐกับจีน อาจทำให้ความตึงเครียดระหว่างสองประเทศเพิ่มขึ้นโดยไม่จำเป็น
นักวิจารณ์บางรายยังเรียกคำเตือนของบริษัทว่าเป็นการ ปลุกกระแสความกลัว โดยเฉพาะในช่วงที่มีความพยายามสร้างความร่วมมือระหว่างสองประเทศในประเด็นความปลอดภัยของ AI
อีกข้อวิจารณ์สำคัญคือข้อเสนอเหล่านี้อาจ เอื้อประโยชน์ต่อบริษัท AI สหรัฐเอง
หากมีการจำกัดการเข้าถึงชิป การประมวลผล และเทคนิคการฝึกโมเดล บริษัทจีนก็อาจพัฒนาได้ช้าลง ขณะที่บริษัทชั้นนำในสหรัฐซึ่งนำหน้าอยู่แล้วจะยิ่งได้เปรียบมากขึ้น
ในมุมมองนี้ นโยบายด้านความมั่นคงอาจกลายเป็น นโยบายอุตสาหกรรมที่ช่วยปกป้องบริษัทเทคโนโลยีภายในประเทศ
ข้อถกเถียงดังกล่าวเผยให้เห็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญหลายอย่างในภูมิทัศน์ AI โลก
ประการแรก การแข่งขันไม่ได้อยู่แค่เรื่องอัลกอริทึมหรือผลงานวิจัยอีกต่อไป แต่รวมถึง โครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์ เช่น
นโยบายอย่างการควบคุมการส่งออกชิปจึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในเกมการแข่งขันนี้
ประการที่สอง AI ถูกมองมากขึ้นว่าเป็น การแข่งขันเชิงระบบการเมือง ระหว่างประเทศประชาธิปไตยกับรัฐบาลที่มีลักษณะอำนาจนิยม ซึ่งเป็นกรอบการวิเคราะห์ที่ Anthropic ใช้อย่างชัดเจน
ประการสุดท้าย การถกเถียงนี้ยังแสดงให้เห็นว่า เส้นแบ่งระหว่างกลยุทธ์ของบริษัทกับนโยบายของรัฐกำลังเลือนลง บริษัท AI ชั้นนำไม่เพียงพัฒนาเทคโนโลยี แต่ยังมีบทบาทในการผลักดันนโยบายที่กำหนดทิศทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมด้วย
ท้ายที่สุด การถกเถียงนี้สะท้อนแนวคิดสองแบบเกี่ยวกับอนาคตของ AI
แนวคิดแรกมองว่า AI เป็นเทคโนโลยีเชิงยุทธศาสตร์ คล้ายอาวุธขั้นสูงหรือพลังนิวเคลียร์ ซึ่งประเทศต่าง ๆ ต้องแข่งขันเพื่อเป็นผู้นำ
อีกแนวคิดหนึ่งมองว่า AI เป็น ความเสี่ยงระดับโลก ที่ต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศมากกว่าการแข่งขันแบบศูนย์รวมผลแพ้ชนะ
เมื่อ AI มีบทบาททางเศรษฐกิจ การทหาร และสังคมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ความตึงเครียดระหว่าง การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ กับ ความร่วมมือด้านความปลอดภัยของ AI น่าจะเป็นหนึ่งในประเด็นกำหนดทิศทางการแข่งขันเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐและจีนในอนาคต