กล่าวอีกอย่างหนึ่ง ปักกิ่งกำลังพยายามวางกรอบให้ไต้หวันไม่ใช่เพียงข้อพิพาทระดับภูมิภาค แต่เป็น “จุดหมุน” ที่กำหนดทิศทางของความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีนกับสหรัฐ
สี จิ้นผิงยังเสนอแนวคิดความสัมพันธ์แบบใหม่ที่เรียกว่า “ความสัมพันธ์จีน–สหรัฐเชิงสร้างสรรค์ที่มีเสถียรภาพเชิงยุทธศาสตร์” เพื่อใช้เป็นแนวทางกำกับความสัมพันธ์ในระยะยาว
แนวคิดนี้มีพื้นฐานอยู่บนการบริหารความสัมพันธ์ของมหาอำนาจสองฝ่าย กล่าวคือ ทั้งสองประเทศควรยอมรับ “ผลประโยชน์หลัก” ของกันและกัน และหลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ destabilize ระบบระหว่างประเทศ
ในมุมมองของปักกิ่ง ไต้หวันถือเป็นผลประโยชน์ที่อ่อนไหวที่สุด ดังนั้นการที่สหรัฐดำเนินนโยบายต่อไต้หวันอย่างไรจึงกลายเป็นตัวกำหนดว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศจะสามารถรักษาเสถียรภาพได้หรือไม่
คำถามด้านนโยบายที่สำคัญที่สุดหลังการประชุมคือข้อเสนอของสหรัฐในการขายอาวุธให้ไต้หวัน ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 14 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
หลังจากหารือกับสี จิ้นผิง ทรัมป์กล่าวว่าเขายังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะเดินหน้าดีลนี้หรือไม่ และยอมรับว่าทั้งสองฝ่ายได้หารือเรื่องไต้หวันและแพ็กเกจอาวุธดังกล่าวอย่างละเอียด
ทรัมป์ยังกล่าวว่าดีลนี้อาจเป็น “ไพ่ต่อรองในการเจรจา” ระหว่างสหรัฐกับจีน ซึ่งทำให้ประเด็นดังกล่าวถูกจับตามองมากขึ้น
เพราะเหตุนี้ การตัดสินใจของทรัมป์จึงถูกมองว่าเป็นตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่แท้จริงของการประชุม หากสหรัฐเดินหน้าขายอาวุธตามปกติ ก็อาจหมายความว่านโยบายสนับสนุนความมั่นคงของไต้หวันยังคงเดิม แต่หากดีลถูกเลื่อนหรือยกเลิก ก็อาจสะท้อนว่าจีนสามารถเปลี่ยนแรงกดดันทางการทูตให้กลายเป็นอิทธิพลต่อการตัดสินใจของสหรัฐได้
เมื่อมองในภาพรวม ความสำคัญของการประชุมทรัมป์–สีอาจไม่ได้อยู่ที่ข้อตกลงทันทีหลังการพบกัน แต่เป็นการกำหนด วาระยุทธศาสตร์ใหม่ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างสองมหาอำนาจ
จีนพยายามวางลำดับความสำคัญของประเด็นต่าง ๆ โดยให้ไต้หวันอยู่บนสุดของรายการ และดีลขายอาวุธที่ยังไม่ถูกตัดสินใจก็กลายเป็นการทดสอบครั้งแรกว่า สหรัฐจะยอมดำเนินความสัมพันธ์ภายใต้กรอบที่จีนเสนอ หรือจะยังคงรักษานโยบายเดิมที่สนับสนุนความมั่นคงของไต้หวันควบคู่กับการบริหารความตึงเครียดกับปักกิ่ง
คำตอบต่อคำถามนี้—มากกว่าคำแถลงทางการทูตหลังการประชุม—จะเป็นตัวกำหนดว่าการพบกันครั้งนี้คือจุดเปลี่ยนในสมดุลความสัมพันธ์สหรัฐ–จีน หรือเพียงช่วงพักความตึงเครียดชั่วคราวเท่านั้น
Comments
0 comments