เหตุผลที่ไฮบริดยังเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ได้แก่
สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ ไฮบริดจึงเป็นทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าในช่วงที่ตลาดกำลังเปลี่ยนผ่าน
อีกปัจจัยสำคัญคือ ตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดที่สำคัญที่สุดของ Subaru
นอกจากนี้ การเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและแรงจูงใจของภาครัฐเกี่ยวกับ EV ยังสร้างความไม่แน่นอนต่อผู้ผลิตรถยนต์ ส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ ระมัดระวังมากขึ้นในการลงทุนระยะยาว
กลยุทธ์ใหม่นี้เริ่มส่งผลต่อแผนโรงงานของ Subaru แล้ว
โรงงานแห่งใหม่ที่เมือง โออิซูมิ (Oizumi) ในญี่ปุ่น เดิมทีถูกออกแบบให้เป็นฐานผลิตรถ EV แต่ตอนนี้มีแนวโน้มว่าจะเริ่มต้นด้วยการผลิตรถเครื่องยนต์และไฮบริดก่อน ส่วนการผลิต EV ถูกเลื่อนออกไปจนกว่าตลาดจะพร้อมมากขึ้น
แนวทางนี้ช่วยให้บริษัทสามารถใช้กำลังการผลิตของโรงงานได้เต็มที่ แทนที่จะผูกโรงงานใหม่ไว้กับ EV เพียงอย่างเดียวในช่วงที่ความต้องการยังไม่แน่นอน
แม้จะเลื่อน EV ที่พัฒนาเอง แต่ Subaru ยังมีรถไฟฟ้าในตลาดผ่าน ความร่วมมือกับ Toyota
การร่วมมือแบบนี้ช่วยลดต้นทุนและความเสี่ยงในการพัฒนาแพลตฟอร์ม EV ใหม่ทั้งหมด แต่ก็หมายความว่า Subaru อาจต้องใช้เวลานานขึ้นกว่าจะสร้างความสามารถด้าน EV ของตัวเองเต็มรูปแบบ
Subaru ตั้งเป้าระยะยาวว่า ภายในปี 2030 รถไฟฟ้าแบบแบตเตอรี่ (BEV) จะคิดเป็นประมาณ 50% ของยอดขายทั่วโลก หรือราว 600,000 คัน จากยอดขายรวมมากกว่า 1.2 ล้านคัน
แต่เมื่อรถ EV ที่พัฒนาเองถูกเลื่อนออกไป การจะไปถึงตัวเลขดังกล่าวอาจยากขึ้น เว้นแต่การผลิต EV ที่ร่วมพัฒนากับ Toyota จะเพิ่มกำลังได้อย่างรวดเร็ว
การปรับกลยุทธ์ของ Subaru ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงบริษัทเดียว
ผู้ผลิตรถยนต์หลายรายทั่วโลกกำลัง ชะลอแผน EV หรือปรับเป้าหมายใหม่ เนื่องจาก
สิ่งที่ Subaru กำลังทำสะท้อนแนวโน้มสำคัญของอุตสาหกรรมรถยนต์โลก: การเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้ายังคงเดินหน้า แต่ ไทม์ไลน์อาจยืดหยุ่นมากขึ้นกว่าที่เคยคาดไว้
สำหรับ Subaru แผนระยะใกล้ดูจะเป็นดังนี้
กล่าวอีกอย่างหนึ่ง Subaru ไม่ได้ถอยจากอนาคตไฟฟ้า แต่กำลังเลือก เดินไปแบบค่อยเป็นค่อยไป มากกว่าเร่งความเร็วทันที
Comments
0 comments