ในรายงานนี้ Global North และ Global South เป็นกรอบเปรียบเทียบด้านความพร้อมทางเศรษฐกิจและดิจิทัล ไม่ใช่เส้นแบ่งแผนที่แบบเหนือ–ใต้ตรงตัวเสมอไป พูดง่าย ๆ คือรายงานกำลังชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐาน การเชื่อมต่อ และสถาบันพร้อมกว่า สามารถรับเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วกว่า
ในครึ่งหลังปี 2025 ประชากรวัยทำงานใน Global North ใช้เจเนอเรทีฟเอไอ 24.7% เทียบกับ 14.1% ใน Global South ขณะที่สรุปรายงานอีกแห่งระบุว่าช่องว่างระหว่างสองกลุ่มขยายจาก 9.8 เป็น 10.6 จุดเปอร์เซ็นต์ระหว่างครึ่งแรกและครึ่งหลังของปี 2025
ตัวเลขเหล่านี้ทำให้รายงานไม่ใช่แค่หมุดหมายว่า AI เข้าสู่ชีวิตประจำวันของคนจำนวนมากแล้ว แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า AI กำลังแพร่เร็วที่สุดในพื้นที่ที่ได้เปรียบด้านดิจิทัลอยู่ก่อน
Global North และ Global South ไม่ได้เท่ากับคำว่าประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนาในทุกกรณี แต่เมื่อมองผ่านกรอบดังกล่าว รูปแบบก็ยังใกล้เคียงกัน ข้อมูลเปรียบเทียบประชากรวัย 15–64 ปีที่ถูกอ้างในรายงานข่าวเกี่ยวกับผลศึกษาของ Microsoft ระบุว่า ประเทศพัฒนาแล้วมีอัตราการใช้ 27.5% เทียบกับ 15.4% ในภูมิภาคกำลังพัฒนา
ใจความคือ ประเทศที่มีอินเทอร์เน็ตครอบคลุมกว่า อุปกรณ์เข้าถึงง่ายกว่า และสถาบันต่าง ๆ พร้อมนำ AI ไปใช้มากกว่า ไม่ได้แค่นำอยู่ก่อน แต่ยังเคลื่อนตัวเร็วกว่า หากแนวโน้มนี้ดำเนินต่อไป เจเนอเรทีฟเอไออาจตอกย้ำช่องว่างเดิมด้านการศึกษา ผลิตภาพ และบริการดิจิทัล แทนที่จะช่วยปิดช่องว่างโดยอัตโนมัติ
ข้อจำกัดที่รายงานและบทวิเคราะห์ชี้ไปไม่ใช่เรื่องความสนใจของผู้ใช้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นปัจจัยพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัล ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและภาษา ซึ่งยังเป็นเส้นแบ่งสำคัญ และทำให้ประโยชน์จาก AI กระจุกอยู่ในประเทศจำนวนไม่มาก รายงานข่าวอีกชิ้นยังชี้ว่าอินเทอร์เน็ตที่จำกัดและโมเดล AI ที่เน้นภาษาอังกฤษเป็นอุปสรรคต่อภูมิภาคที่ยากจนกว่าหรือไม่ได้ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก
เจเนอเรทีฟเอไอจะเป็นเครื่องมือทำงานหรือเรียนรู้ได้ยาก หากอินเทอร์เน็ตไม่เสถียร ราคาแพง หรือผู้ใช้ไม่มีอุปกรณ์ที่เหมาะสม บทสรุปเกี่ยวกับการแพร่กระจายของ AI ระบุว่าอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง ไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ และการเข้าถึงอุปกรณ์ เป็นเงื่อนไขพื้นฐานของการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจ AI
เครื่องมือ AI ชั้นนำจำนวนมากทำงานได้ดีที่สุดในภาษาอังกฤษ หรือในภาษาที่มีข้อมูลฝึกสอนและการสนับสนุนผลิตภัณฑ์มากกว่า ผู้ใช้ในพื้นที่ที่ภาษาท้องถิ่นยังไม่ได้รับการรองรับดีพอจึงอาจเข้าถึงประโยชน์จาก AI ได้ยากกว่า ทั้งในแง่ความสะดวก ความเข้าใจบริบท และแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์จริง
การใช้ AI ไม่ได้เกิดจากการมีแอปให้ดาวน์โหลดเท่านั้น โรงเรียน ธุรกิจ หน่วยงานรัฐ และนักพัฒนาท้องถิ่นต้องมีศักยภาพในการเปลี่ยนการเข้าถึงให้เป็นการใช้งานจริง การที่ Global North มีอัตราการเติบโตของการนำไปใช้เกือบสองเท่าของ Global South สะท้อนว่าฐานดิจิทัลที่แข็งแรงช่วยให้ประเทศหรือภูมิภาครับเทคโนโลยีใหม่ได้เร็วกว่า
รายงานนี้วัด diffusion หรือการแพร่กระจายของการใช้งาน ไม่ใช่การวัดผลผลิตทางเศรษฐกิจหรือความสามารถของโมเดล AI โดยตรง สรุปหนึ่งระบุว่า Microsoft วัดการนำไปใช้จากสัดส่วนผู้บริโภคที่ใช้ผลิตภัณฑ์เจเนอเรทีฟเอไอในช่วงเวลาที่รายงาน โดยอาศัยข้อมูลเทเลเมทรีของ Microsoft ที่ถูกรวมและทำให้ไม่ระบุตัวตน พร้อมปรับตามปัจจัยอย่างส่วนแบ่งตลาดอุปกรณ์ การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต และจำนวนประชากรของแต่ละประเทศ
ดังนั้น ตัวเลข 16.3% ไม่ได้หมายความว่าประเทศหรือองค์กรต่าง ๆ ได้รับผลผลิตเพิ่มขึ้นแล้วในสัดส่วนเดียวกัน ตัวเลขนี้บอกว่าเครื่องมือ AI กำลังถูกใช้งานที่ไหนและมากน้อยเพียงใด ส่วนผลลัพธ์ระยะยาวยังขึ้นอยู่กับว่าผู้คน โรงเรียน บริษัท และรัฐบาลสามารถเปลี่ยนการใช้งานให้เป็นการเรียนรู้ บริการ ผลิตภาพ หรือเครื่องมือท้องถิ่นที่มีประโยชน์จริงได้หรือไม่
รายงานของ Microsoft สะท้อนช่องว่างดิจิทัลระยะใหม่ เครื่องมือ AI เริ่มเข้าถึงผู้คนมากขึ้น แต่ประโยชน์ไม่ได้กระจายอย่างเท่าเทียม การปิดช่องว่างจึงต้องมากกว่าการเปิดให้ใช้ผลิตภัณฑ์ AI ทั่วโลก
หลักฐานในรายงานและบทวิเคราะห์ชี้ไปที่การลงทุนในอินเทอร์เน็ตที่เสถียร อุปกรณ์ที่ราคาเอื้อมถึง ไฟฟ้าที่เชื่อถือได้ การรองรับภาษาท้องถิ่น และสภาพแวดล้อมเชิงนโยบายที่ช่วยให้สถาบันต่าง ๆ ใช้ AI ได้จริง
ใจความสำคัญคือ เจเนอเรทีฟเอไอกำลังแพร่ทั่วโลกแล้ว แต่หากฐานรองรับไม่ตามทัน ประโยชน์จาก AI ก็อาจวิ่งเข้าหาพื้นที่ที่พร้อมที่สุดก่อน และทิ้งให้ประเทศหรือชุมชนที่มีข้อจำกัดด้านดิจิทัลต้องไล่ตามยากขึ้นกว่าเดิม
Comments
0 comments