นั่นไม่ได้หมายความว่างานประสานงาน การกำกับดูแล หรือการบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจะหายไปทั้งหมด แต่ความรับผิดชอบบางส่วนที่เคยอยู่ในชั้นงานแยกต่างหากอาจถูกนำไปรวมกับทีม Product, Engineering หรือ Operations มากขึ้น สิ่งสำคัญคือการลดการส่งต่องานและทำให้ผู้ที่สร้างและดูแลบริการมีอำนาจตัดสินใจ รวมถึงความรับผิดชอบต่อผลลัพธ์อย่างชัดเจน
ผู้เชี่ยวชาญด้านการสรรหาบุคลากรที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างครั้งนี้ระบุว่า องค์กรกำลังมองหาคนที่ลดขั้นตอนการส่งต่องานและตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้หรือธุรกิจได้โดยตรงมากขึ้น แนวโน้มนี้ทำให้บุคลากรสายเทคนิคที่ลงมือทำได้จริงมีความสำคัญ แต่ความเชี่ยวชาญทางเทคนิคเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ
ทีมที่แข็งแรงต้องผสานทักษะวิศวกรรมหรือข้อมูลเข้ากับความเข้าใจผลิตภัณฑ์ ความรู้เฉพาะด้าน และวิจารณญาณเรื่องความเสี่ยง สมาชิกทีมควรรู้ไม่เพียงว่าจะสร้างระบบอย่างไร แต่ต้องรู้ด้วยว่าควรแก้ปัญหาใด ระบบจะถูกใช้งานและดูแลอย่างปลอดภัยได้อย่างไร และควรวัดผลความสำเร็จด้วยตัวชี้วัดใด
ขณะเดียวกัน องค์กรต่าง ๆ กำลังลงทุนใน AI ความปลอดภัยไซเบอร์ คลาวด์ ข้อมูล และผลิตภัณฑ์ดิจิทัล Felicia Romli จาก Robert Walters กล่าวว่า นายจ้างจำเป็นต้องปรับรูปแบบการดำเนินงาน โครงสร้างกำลังคน และชุดทักษะให้สอดคล้องกับลำดับความสำคัญด้านเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป
การมุ่งสู่การถือครองผลิตภัณฑ์ภายในองค์กรไม่ได้หมายความว่า GovTech จะยุติการทำงานกับบริษัทภายนอก Jasmin Lau รัฐมนตรีช่วยอาวุโสด้านการพัฒนาดิจิทัลและสารสนเทศของสิงคโปร์ ระบุว่า GovTech จะยังคงทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้ให้บริการ แม้จะนำการถือครองผลิตภัณฑ์เข้ามาไว้ภายในมากขึ้น
สิ่งที่เปลี่ยนไปคือสมดุลของความรับผิดชอบ องค์กรยังสามารถใช้ผู้ให้บริการเพื่อเสริมกำลังคนหรือจัดหาความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง แต่ควรมีความสามารถภายในเพียงพอที่จะกำหนดลำดับความสำคัญ ตัดสินใจเรื่องสถาปัตยกรรมและความเสี่ยง ประเมินผลงานของผู้รับจ้าง และรับผิดชอบผลลัพธ์ของบริการ
Anurag Garg จาก Michael Page Singapore อธิบายว่า ความสามารถภายในมีความสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้องค์กรจ้างคนนอกทั้ง “การลงมือทำ” และ “การใช้ดุลยพินิจ” ไปพร้อมกัน ประเด็นนี้ยิ่งสำคัญกับเทคโนโลยีภาครัฐ เพราะหน่วยงานที่รับผิดชอบบริการสาธารณะยังจำเป็นต้องเข้าใจระบบที่ตนเป็นเจ้าของ รวมถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากระบบนั้น
การปรับโครงสร้างครั้งนี้ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ เพราะ GovTech อยู่ใจกลางโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและความพยายามด้านเทคโนโลยีของภาครัฐสิงคโปร์ อย่างไรก็ตาม Public Service Division ของสิงคโปร์ระบุว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างขนาดใหญ่ทั่วทั้งภาครัฐ
ดังนั้น GovTech จึงเป็นกรณีศึกษาที่มองเห็นได้ชัดของการเปลี่ยนแปลงกำลังคนในองค์กรเทคโนโลยี ไม่ใช่หลักฐานว่าหน่วยงานรัฐทุกแห่งจะลดคนในระดับเดียวกันทันที ความสำคัญของกรณีนี้อยู่ที่แรงกดดันซึ่งองค์กรเทคโนโลยีภาครัฐกำลังเผชิญ นั่นคือการต้องพัฒนาให้เร็ว ดำเนินงานอย่างปลอดภัย และเปรียบเทียบขีดความสามารถของตนกับผู้ให้บริการภายนอกและระดับโลก
Garg กล่าวว่า ความมุ่งมั่นด้าน AI และดิจิทัลของสิงคโปร์ทำให้องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนต้องเทียบมาตรฐานกับผู้ให้บริการทั่วโลก ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ คุณค่าขององค์กรเทคโนโลยีไม่ได้วัดจากความสามารถในการจัดซื้อและส่งมอบโครงการเท่านั้น แต่ยังวัดจากการพัฒนาผลิตภัณฑ์และแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่องด้วย
การเปลี่ยนแปลงของ GovTech สอดคล้องกับแนวโน้มในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่บางองค์กรลดตำแหน่งงานบางประเภท ขณะเดียวกันก็ยังลงทุนในทักษะที่มองว่ามีความสำคัญเชิงกลยุทธ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานที่ให้ข้อมูลกับ CNA มองว่าแผนของ GovTech มีลักษณะคล้ายการปรับโครงสร้างที่เกิดขึ้นในภาคเทคโนโลยีโดยรวม ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับตำแหน่งงานเทคนิคใหม่ ๆ
ภาพนี้ซับซ้อนกว่าการบอกว่าความต้องการแรงงานเทคโนโลยีกำลังลดลงทั้งหมด องค์กรอาจมีผลการดำเนินงานที่ดี แต่ยังปรับโครงสร้างกำลังคน หากเห็นว่าโครงสร้างเดิมทำงานช้า มีต้นทุนสูง หรือไม่สอดคล้องกับเป้าหมายใหม่ ด้วยเหตุนี้ AI ความปลอดภัยไซเบอร์ โครงสร้างพื้นฐานคลาวด์ ข้อมูล และวิศวกรรมผลิตภัณฑ์จึงอาจได้รับการลงทุนเพิ่ม แม้งานบางฟังก์ชันจะถูกลดจำนวนลง
Walter Theseira นักเศรษฐศาสตร์แรงงาน กล่าวว่า GovTech เผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันบางส่วนคล้ายบริษัทเทคโนโลยี เพราะบริการของหน่วยงานสามารถถูกนำไปเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการภายนอกได้ อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้คาดว่าจะเกิดการปรับโครงสร้างในระดับเดียวกันทั่วทั้งรัฐบาลในทันที นอกจากนี้ เขายังเตือนว่าเหตุการณ์นี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้น ซึ่งทำให้การจ้างงานคาดการณ์ได้ยากกว่าเดิม แม้ความต้องการและผลการดำเนินงานขององค์กรจะยังแข็งแกร่ง
สำหรับองค์กร บทเรียนไม่ได้มีแค่การจ้างวิศวกรเพิ่มหรือการลดจำนวนผู้จัดการ โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์จะทำงานได้ก็ต่อเมื่อทีมมีเจ้าของงานที่ชัดเจน มาตรฐานทางเทคนิคที่เข้มแข็ง ระบบความปลอดภัยที่เชื่อถือได้ และอำนาจเพียงพอในการตัดสินใจ หากตัดงานประสานงานออกโดยไม่สร้างความรับผิดชอบแบบข้ามสายงานมาทดแทน องค์กรอาจเกิดความสับสนแทนที่จะทำงานได้เร็วขึ้น
สำหรับคนทำงาน ชุดทักษะที่มีแนวโน้มรับมือกับการเปลี่ยนแปลงได้ดีควรประกอบด้วย
ท้ายที่สุด การปรับโครงสร้างของ GovTech สะท้อนการย้ายจุดศูนย์กลางของความรับผิดชอบ ผู้ให้บริการภายนอกยังสำคัญ และงานประสานงานยังจำเป็น แต่หลายองค์กรต้องการทีมภายในที่สามารถเป็นเจ้าของเทคโนโลยี ตัดสินใจบนข้อแลกเปลี่ยน และรับผิดชอบผลลัพธ์ได้เอง นี่คือหัวใจของการเปลี่ยนผ่านไปสู่องค์กรที่กระชับและขับเคลื่อนด้วยผลิตภัณฑ์มากขึ้น