Goldman Sachs คาดอุปทานเวเฟอร์กระบวนการผลิต 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่าของจีนจะเพิ่มเป็นประมาณ 410,000 แผ่นต่อเดือนในปี 2035 คิดเป็นราว 66% ของความต้องการที่คาดว่าจะอยู่ที่ 619,000 แผ่น การคาดการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอุปทานจะเติบโตเฉลี่ย 46% ต่อปี การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI จะเดินหน้าต่อ กำลังผลิตของ SM...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What does Goldman Sachs’s 2026 projection say about China’s ability to meet its domestic demand for advanced semiconductors—specifically, ho. Article summary: Goldman Sachs’s projection is not that China becomes fully self-sufficient in leading-edge chips by 2035. It is a high-growth but conditional scenario: domestic supply of 7nm-and-below wafers reaches about two-thirds of . Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fa
Goldman Sachs ไม่ได้คาดว่าจีนจะพึ่งพาตนเองด้านชิปขั้นสูงได้อย่างสมบูรณ์ภายในปี 2035 แต่ประเมินว่าประเทศจะลดการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศลงอย่างมาก หากการขยายกำลังผลิต การลงทุน และการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเป็นไปตามสมมติฐานของแบบจำลอง
อุปทานเวเฟอร์ที่ใช้กระบวนการผลิต 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่าจะเติบโตเฉลี่ย 46% ต่อปีระหว่างปี 2025–2035 สูงกว่าการเติบโตของอุปสงค์ในประเทศที่คาดไว้ 17% ต่อปีอย่างมาก โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการเซิร์ฟเวอร์ AI 2
10
ภาพรวมของประมาณการมีดังนี้
ตัวเลขนี้หมายความว่า จีนอาจผลิตเวเฟอร์ชิปขั้นสูงที่ต้องใช้ได้เกือบสองในสามภายในประเทศ แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าหรือการผลิตจากภายนอกสำหรับชิปอีกมากกว่าหนึ่งในสาม ไม่ใช่การบรรลุความพึ่งพาตนเองอย่างเต็มรูปแบบ
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มีบทบาททั้งด้านความต้องการและด้านเงินทุน Goldman Sachs คาดว่าความต้องการเวเฟอร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI จะเติบโตประมาณ 42% ต่อปี ทำให้ชิปประมวลผลขั้นสูงและหน่วยความจำเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต 10
16
ขณะเดียวกัน Goldman Sachs ปรับเพิ่มประมาณการรายจ่ายฝ่ายทุนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีนเป็น 82,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 และคาดว่าการเติบโตต่อปีจะยังอยู่ในระดับเลขสองหลักก่อนถึงช่วงเวลาดังกล่าว 17
20 ธนาคารยังประเมินว่า Alibaba, Tencent, ByteDance และ Baidu จะใช้จ่ายด้านทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมกันประมาณ 102,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026
20
22
เงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนเป็นชิประดับแนวหน้าได้โดยอัตโนมัติ แต่สามารถสนับสนุนการขยายระบบนิเวศโดยรวม ตั้งแต่โรงงานผลิต อุปกรณ์การผลิต ซัพพลายเออร์ในประเทศ การบรรจุหีบห่อชิป ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลที่สร้างความต้องการชิปเร่งความเร็ว AI
ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของประมาณการจึงขึ้นอยู่ส่วนหนึ่งกับการที่วัฏจักรการลงทุนจะดำเนินต่อเนื่องนานพอ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังผลิตหลายระลอกและการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ด้านชิปประมวลผลขั้นสูงในแบบจำลองของ Goldman Sachs พึ่งพา Semiconductor Manufacturing International Corporation หรือ SMIC อย่างมาก โดยตั้งสมมติฐานว่า SMIC จะเพิ่มกำลังผลิตเวเฟอร์กระบวนการขั้นสูงประมาณ 30,000–50,000 แผ่นต่อเดือนในแต่ละปี ระหว่างปี 2026–2031 จากนั้นจะเพิ่มอีกประมาณ 20,000 แผ่นต่อเดือนต่อปีจนถึงปี 2035 9
12
อย่างไรก็ตาม กำลังผลิตติดตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ Goldman Sachs ยังตั้งสมมติฐานว่าอัตราผลผลิตของกระบวนการขั้นสูงจะเพิ่มจากประมาณ 23% ในปี 2026 เป็น 50% ในปี 2030 และ 75% ในปี 2035 9
10
อัตราผลผลิต หรือ yield คือสัดส่วนของชิปที่ผลิตได้และผ่านมาตรฐานการใช้งาน โรงงานอาจมีกำลังผลิตติดตั้งจำนวนมาก แต่หากมีชิปเสียหรือไม่ผ่านมาตรฐานในสัดส่วนสูง ปริมาณชิปที่นำไปใช้งานได้จริงก็จะต่ำกว่าตัวเลขกำลังผลิตมาก การเรียนรู้และปรับปรุง yield จึงเป็นหัวใจของการเพิ่มอุปทานตามแบบจำลองนี้ ไม่ใช่เพียงรายละเอียดด้านการปฏิบัติงาน
แม้สมมติฐานจะให้อัตราผลผลิตของ SMIC เพิ่มเป็น 75% ในปี 2035 ตัวเลขดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าอัตราผลผลิตที่รายงานสำหรับกระบวนการ 7 นาโนเมตรที่มีความ成熟ของ TSMC ซึ่งอยู่ที่มากกว่า 90% โดย TSMC ผลิตชิป 7 นาโนเมตรในปริมาณมากมาตั้งแต่ปี 2018 13
การเปรียบเทียบนี้มีความสำคัญ เพราะจำนวนเวเฟอร์เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกความสามารถในการแข่งขัน หาก yield ต่ำกว่า โรงงานต้องเริ่มกระบวนการผลิตเวเฟอร์มากขึ้นเพื่อให้ได้ชิปที่ใช้งานได้จำนวนเท่ากัน ผลที่ตามมาคือต้นทุนต่อชิปสูงขึ้น กำลังผลิตที่ใช้งานได้จริงลดลง และการผลิตชิป AI ที่มีความซับซ้อนในปริมาณมากทำได้ยากขึ้น แม้กำลังผลิตตามตัวเลขบนกระดาษจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
ข้อจำกัดสำคัญที่สุดในมุมมองของ Goldman Sachs คือเทคโนโลยีลิโทกราฟี ซึ่งใช้พิมพ์ลวดลายวงจรลงบนเวเฟอร์ จีนสามารถผลิตชิประดับ 7 นาโนเมตรได้โดยใช้เครื่องมืออัลตราไวโอเลตเชิงลึก หรือ DUV ร่วมกับเทคนิคอย่าง multi-patterning แต่แนวทางนี้ซับซ้อนกว่า ใช้เวลานานกว่า และโดยทั่วไปมีต้นทุนสูงกว่าการผลิตด้วยลิโทกราฟีอัลตราไวโอเลตสุดขั้ว หรือ EUV 2
3
ภายใต้มาตรการควบคุมการส่งออกที่ระบุในรายงาน จีนไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือ EUV ของ ASML ได้ ดังนั้น การเพิ่มเงินลงทุนและการสร้างโรงงานใหม่เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะปิดช่องว่างด้านเทคโนโลยี yield และต้นทุนได้ การมีเครื่องมือเพิ่มช่วยขยายกำลังผลิตตามชื่อ แต่การไม่มีเครื่องมือลิโทกราฟีที่ก้าวหน้าที่สุดทำให้จีนต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการ ความพร้อมของเครื่องจักร ซัพพลายชิ้นส่วน และการปรับปรุง yield มากขึ้น 2
3
นี่คือเหตุผลที่ประมาณการของ Goldman Sachs สะท้อนการลดการพึ่งพาต่างประเทศ มากกว่าความเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ ตัวเลขการรองรับความต้องการที่ 66% ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจีนจะชดเชยข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ด้วยการขยายขนาด การเรียนรู้จากกระบวนการผลิตซ้ำ ๆ และการเข้าถึงเครื่องมือ DUV รวมถึงปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ในตลาดหน่วยความจำ Goldman Sachs มองแนวโน้มของ ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT ในเชิงบวกมากกว่า โดยคาดว่า CXMT อาจรองรับความต้องการ DRAM ของจีนได้ประมาณ 50% ภายในปี 2028 หากการขยายกำลังผลิต การเพิ่ม yield และการรับรองจากลูกค้าเป็นไปตามแผน หนึ่งในประมาณการกำลังผลิตที่มีการรายงานระบุว่า CXMT จะเพิ่มกำลังผลิตเวเฟอร์ต่อเดือนจาก 270,000 แผ่นในปี 2026 เป็น 447,000 แผ่นในปี 2028 และ 665,000 แผ่นในปี 2030 5
แต่ HBM หรือหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง เป็นบททดสอบที่ยากกว่า รายงานที่เกี่ยวข้องกับ Goldman Sachs คาดว่า CXMT อาจรองรับความต้องการ HBM ของจีนได้ประมาณ 40% ภายในปี 2028 ขณะเดียวกัน รายงานอื่นระบุว่า CXMT ยังตามหลัง Samsung และ SK hynix ในด้านเทคโนโลยีกระบวนการผลิต การซ้อนชิปและการบรรจุหีบห่อ การทดสอบความน่าเชื่อถือและการผลิตในระดับอุตสาหกรรม 9
30
ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญ เพราะความก้าวหน้าในการผลิต DRAM ทั่วไปไม่ได้หมายความว่าจะเทียบชั้น HBM สำหรับระบบ AI ได้ HBM ต้องอาศัยทั้งการผลิตเซลล์หน่วยความจำ การบรรจุหีบห่อและซ้อนชิปที่ซับซ้อน ตลอดจนการรับรองจากลูกค้า ข้อจำกัดด้านลิโทกราฟียังเพิ่มความยากอีกขั้น เส้นทางของ CXMT จึงมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าในด้านการทดแทน DRAM ที่นำเข้า มากกว่าการไล่ทันผู้ผลิต HBM ชั้นนำอย่างรวดเร็ว
ตัวเลข 66% ของ Goldman Sachs เป็นสถานการณ์จากแบบจำลอง ไม่ใช่ผลการผลิตที่พิสูจน์แล้วหรือเป้าหมายที่รับประกันว่าจะทำได้ โดยต้องอาศัยสมมติฐานหลายข้อเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่
หากการก่อสร้างกำลังผลิตล่าช้า yield ปรับตัวช้ากว่าคาด เกิดคอขวดด้านอุปกรณ์ หรือการรับรองจากลูกค้าใช้เวลานานกว่าที่ประเมิน จีนก็จะยังต้องนำเข้าชิปในสัดส่วนที่สูงกว่าแบบจำลองนี้
Goldman Sachs ประเมินว่าจีนอาจก้าวหน้าอย่างมากในการตอบสนองความต้องการชิปขั้นสูงภายในประเทศภายในปี 2035 การเติบโตของอุปทานเวเฟอร์ 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่าที่ 46% ต่อปี จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศจากประมาณ 8% ของความต้องการในปี 2025 เป็นราว 66% ในปี 2035 และลดช่องว่างจาก 92% เหลือ 34% 2
6
แต่รายงานไม่ได้หมายความว่าจีนจะผลิตชิปขั้นแนวหน้าได้เองทั้งหมด ตัวแปรสำคัญอย่าง yield ของ SMIC การเข้าถึงอุปกรณ์ลิโทกราฟี และความสามารถของ CXMT ในการพัฒนาและรับรอง HBM ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จีนอาจลดการพึ่งพาชิปขั้นสูงนำเข้าได้อย่างมาก แต่ยังคงเผชิญช่องว่างด้านเทคโนโลยีและต้นทุนในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Goldman Sachs คาดอุปทานเวเฟอร์กระบวนการผลิต 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่าของจีนจะเพิ่มเป็นประมาณ 410,000 แผ่นต่อเดือนในปี 2035 คิดเป็นราว 66% ของความต้องการที่คาดว่าจะอยู่ที่ 619,000 แผ่น
Goldman Sachs คาดอุปทานเวเฟอร์กระบวนการผลิต 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่าของจีนจะเพิ่มเป็นประมาณ 410,000 แผ่นต่อเดือนในปี 2035 คิดเป็นราว 66% ของความต้องการที่คาดว่าจะอยู่ที่ 619,000 แผ่น การคาดการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอุปทานจะเติบโตเฉลี่ย 46% ต่อปี การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI จะเดินหน้าต่อ กำลังผลิตของ SMIC จะเพิ่มขึ้น และอัตราผลผลิตจะดีขึ้นจาก 23% ในปี 2026 เป็น 75% ในปี 2035
ข้อจำกัดด้านลิโทกราฟียังเป็นปัจจัยชี้ขาด จีนต้องพึ่งพาเครื่องมือ DUV และยังเข้าถึงเครื่องมือ EUV ไม่ได้ ทำให้การผลิตชิปขั้นสูงมีความซับซ้อนและต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ CXMT อาจก้าวหน้าใน DRAM ได้เร็วกว่าตลาด HBM
Goldman Sachs คาดอุปทานเวเฟอร์กระบวนการผลิต 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่าของจีนจะเพิ่มเป็นประมาณ 410,000 แผ่นต่อเดือนในปี 2035 คิดเป็นราว 66% ของความต้องการที่คาดว่าจะอยู่ที่ 619,000 แผ่น การคาดการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอุปทานจะเติบโตเฉลี่ย 46% ต่อปี การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI จะเดินหน้าต่อ กำลังผลิตของ SM...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Lunaรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 1.5
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What does Goldman Sachs’s 2026 projection say about China’s ability to meet its domestic demand for advanced semiconductors—specifically, ho. Article summary: Goldman Sachs’s projection is not that China becomes fully self-sufficient in leading-edge chips by 2035. It is a high-growth but conditional scenario: domestic supply of 7nm-and-below wafers reaches about two-thirds of . Topic tags: general, general web, user generated. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts with fa
Goldman Sachs ไม่ได้คาดว่าจีนจะพึ่งพาตนเองด้านชิปขั้นสูงได้อย่างสมบูรณ์ภายในปี 2035 แต่ประเมินว่าประเทศจะลดการพึ่งพาผู้ผลิตจากต่างประเทศลงอย่างมาก หากการขยายกำลังผลิต การลงทุน และการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตเป็นไปตามสมมติฐานของแบบจำลอง
อุปทานเวเฟอร์ที่ใช้กระบวนการผลิต 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่าจะเติบโตเฉลี่ย 46% ต่อปีระหว่างปี 2025–2035 สูงกว่าการเติบโตของอุปสงค์ในประเทศที่คาดไว้ 17% ต่อปีอย่างมาก โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความต้องการเซิร์ฟเวอร์ AI 2
10
ภาพรวมของประมาณการมีดังนี้
ตัวเลขนี้หมายความว่า จีนอาจผลิตเวเฟอร์ชิปขั้นสูงที่ต้องใช้ได้เกือบสองในสามภายในประเทศ แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าหรือการผลิตจากภายนอกสำหรับชิปอีกมากกว่าหนึ่งในสาม ไม่ใช่การบรรลุความพึ่งพาตนเองอย่างเต็มรูปแบบ
การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มีบทบาททั้งด้านความต้องการและด้านเงินทุน Goldman Sachs คาดว่าความต้องการเวเฟอร์สำหรับเซิร์ฟเวอร์ AI จะเติบโตประมาณ 42% ต่อปี ทำให้ชิปประมวลผลขั้นสูงและหน่วยความจำเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของตลาดเซมิคอนดักเตอร์ในอนาคต 10
16
ขณะเดียวกัน Goldman Sachs ปรับเพิ่มประมาณการรายจ่ายฝ่ายทุนของอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์จีนเป็น 82,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 และคาดว่าการเติบโตต่อปีจะยังอยู่ในระดับเลขสองหลักก่อนถึงช่วงเวลาดังกล่าว 17
20 ธนาคารยังประเมินว่า Alibaba, Tencent, ByteDance และ Baidu จะใช้จ่ายด้านทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI รวมกันประมาณ 102,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026
20
22
เงินลงทุนเหล่านี้ไม่ได้เปลี่ยนเป็นชิประดับแนวหน้าได้โดยอัตโนมัติ แต่สามารถสนับสนุนการขยายระบบนิเวศโดยรวม ตั้งแต่โรงงานผลิต อุปกรณ์การผลิต ซัพพลายเออร์ในประเทศ การบรรจุหีบห่อชิป ไปจนถึงศูนย์ข้อมูลที่สร้างความต้องการชิปเร่งความเร็ว AI
ดังนั้น ความน่าเชื่อถือของประมาณการจึงขึ้นอยู่ส่วนหนึ่งกับการที่วัฏจักรการลงทุนจะดำเนินต่อเนื่องนานพอ เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังผลิตหลายระลอกและการพัฒนากระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ด้านชิปประมวลผลขั้นสูงในแบบจำลองของ Goldman Sachs พึ่งพา Semiconductor Manufacturing International Corporation หรือ SMIC อย่างมาก โดยตั้งสมมติฐานว่า SMIC จะเพิ่มกำลังผลิตเวเฟอร์กระบวนการขั้นสูงประมาณ 30,000–50,000 แผ่นต่อเดือนในแต่ละปี ระหว่างปี 2026–2031 จากนั้นจะเพิ่มอีกประมาณ 20,000 แผ่นต่อเดือนต่อปีจนถึงปี 2035 9
12
อย่างไรก็ตาม กำลังผลิตติดตั้งเป็นเพียงส่วนหนึ่งของสมการ Goldman Sachs ยังตั้งสมมติฐานว่าอัตราผลผลิตของกระบวนการขั้นสูงจะเพิ่มจากประมาณ 23% ในปี 2026 เป็น 50% ในปี 2030 และ 75% ในปี 2035 9
10
อัตราผลผลิต หรือ yield คือสัดส่วนของชิปที่ผลิตได้และผ่านมาตรฐานการใช้งาน โรงงานอาจมีกำลังผลิตติดตั้งจำนวนมาก แต่หากมีชิปเสียหรือไม่ผ่านมาตรฐานในสัดส่วนสูง ปริมาณชิปที่นำไปใช้งานได้จริงก็จะต่ำกว่าตัวเลขกำลังผลิตมาก การเรียนรู้และปรับปรุง yield จึงเป็นหัวใจของการเพิ่มอุปทานตามแบบจำลองนี้ ไม่ใช่เพียงรายละเอียดด้านการปฏิบัติงาน
แม้สมมติฐานจะให้อัตราผลผลิตของ SMIC เพิ่มเป็น 75% ในปี 2035 ตัวเลขดังกล่าวก็ยังต่ำกว่าอัตราผลผลิตที่รายงานสำหรับกระบวนการ 7 นาโนเมตรที่มีความ成熟ของ TSMC ซึ่งอยู่ที่มากกว่า 90% โดย TSMC ผลิตชิป 7 นาโนเมตรในปริมาณมากมาตั้งแต่ปี 2018 13
การเปรียบเทียบนี้มีความสำคัญ เพราะจำนวนเวเฟอร์เพียงอย่างเดียวไม่ได้บอกความสามารถในการแข่งขัน หาก yield ต่ำกว่า โรงงานต้องเริ่มกระบวนการผลิตเวเฟอร์มากขึ้นเพื่อให้ได้ชิปที่ใช้งานได้จำนวนเท่ากัน ผลที่ตามมาคือต้นทุนต่อชิปสูงขึ้น กำลังผลิตที่ใช้งานได้จริงลดลง และการผลิตชิป AI ที่มีความซับซ้อนในปริมาณมากทำได้ยากขึ้น แม้กำลังผลิตตามตัวเลขบนกระดาษจะเพิ่มขึ้นก็ตาม
ข้อจำกัดสำคัญที่สุดในมุมมองของ Goldman Sachs คือเทคโนโลยีลิโทกราฟี ซึ่งใช้พิมพ์ลวดลายวงจรลงบนเวเฟอร์ จีนสามารถผลิตชิประดับ 7 นาโนเมตรได้โดยใช้เครื่องมืออัลตราไวโอเลตเชิงลึก หรือ DUV ร่วมกับเทคนิคอย่าง multi-patterning แต่แนวทางนี้ซับซ้อนกว่า ใช้เวลานานกว่า และโดยทั่วไปมีต้นทุนสูงกว่าการผลิตด้วยลิโทกราฟีอัลตราไวโอเลตสุดขั้ว หรือ EUV 2
3
ภายใต้มาตรการควบคุมการส่งออกที่ระบุในรายงาน จีนไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือ EUV ของ ASML ได้ ดังนั้น การเพิ่มเงินลงทุนและการสร้างโรงงานใหม่เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอที่จะปิดช่องว่างด้านเทคโนโลยี yield และต้นทุนได้ การมีเครื่องมือเพิ่มช่วยขยายกำลังผลิตตามชื่อ แต่การไม่มีเครื่องมือลิโทกราฟีที่ก้าวหน้าที่สุดทำให้จีนต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญด้านกระบวนการ ความพร้อมของเครื่องจักร ซัพพลายชิ้นส่วน และการปรับปรุง yield มากขึ้น 2
3
นี่คือเหตุผลที่ประมาณการของ Goldman Sachs สะท้อนการลดการพึ่งพาต่างประเทศ มากกว่าความเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ ตัวเลขการรองรับความต้องการที่ 66% ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าจีนจะชดเชยข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ด้วยการขยายขนาด การเรียนรู้จากกระบวนการผลิตซ้ำ ๆ และการเข้าถึงเครื่องมือ DUV รวมถึงปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง
ในตลาดหน่วยความจำ Goldman Sachs มองแนวโน้มของ ChangXin Memory Technologies หรือ CXMT ในเชิงบวกมากกว่า โดยคาดว่า CXMT อาจรองรับความต้องการ DRAM ของจีนได้ประมาณ 50% ภายในปี 2028 หากการขยายกำลังผลิต การเพิ่ม yield และการรับรองจากลูกค้าเป็นไปตามแผน หนึ่งในประมาณการกำลังผลิตที่มีการรายงานระบุว่า CXMT จะเพิ่มกำลังผลิตเวเฟอร์ต่อเดือนจาก 270,000 แผ่นในปี 2026 เป็น 447,000 แผ่นในปี 2028 และ 665,000 แผ่นในปี 2030 5
แต่ HBM หรือหน่วยความจำแบนด์วิดท์สูง เป็นบททดสอบที่ยากกว่า รายงานที่เกี่ยวข้องกับ Goldman Sachs คาดว่า CXMT อาจรองรับความต้องการ HBM ของจีนได้ประมาณ 40% ภายในปี 2028 ขณะเดียวกัน รายงานอื่นระบุว่า CXMT ยังตามหลัง Samsung และ SK hynix ในด้านเทคโนโลยีกระบวนการผลิต การซ้อนชิปและการบรรจุหีบห่อ การทดสอบความน่าเชื่อถือและการผลิตในระดับอุตสาหกรรม 9
30
ความแตกต่างนี้มีนัยสำคัญ เพราะความก้าวหน้าในการผลิต DRAM ทั่วไปไม่ได้หมายความว่าจะเทียบชั้น HBM สำหรับระบบ AI ได้ HBM ต้องอาศัยทั้งการผลิตเซลล์หน่วยความจำ การบรรจุหีบห่อและซ้อนชิปที่ซับซ้อน ตลอดจนการรับรองจากลูกค้า ข้อจำกัดด้านลิโทกราฟียังเพิ่มความยากอีกขั้น เส้นทางของ CXMT จึงมีแนวโน้มแข็งแกร่งกว่าในด้านการทดแทน DRAM ที่นำเข้า มากกว่าการไล่ทันผู้ผลิต HBM ชั้นนำอย่างรวดเร็ว
ตัวเลข 66% ของ Goldman Sachs เป็นสถานการณ์จากแบบจำลอง ไม่ใช่ผลการผลิตที่พิสูจน์แล้วหรือเป้าหมายที่รับประกันว่าจะทำได้ โดยต้องอาศัยสมมติฐานหลายข้อเกิดขึ้นพร้อมกัน ได้แก่
หากการก่อสร้างกำลังผลิตล่าช้า yield ปรับตัวช้ากว่าคาด เกิดคอขวดด้านอุปกรณ์ หรือการรับรองจากลูกค้าใช้เวลานานกว่าที่ประเมิน จีนก็จะยังต้องนำเข้าชิปในสัดส่วนที่สูงกว่าแบบจำลองนี้
Goldman Sachs ประเมินว่าจีนอาจก้าวหน้าอย่างมากในการตอบสนองความต้องการชิปขั้นสูงภายในประเทศภายในปี 2035 การเติบโตของอุปทานเวเฟอร์ 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่าที่ 46% ต่อปี จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตในประเทศจากประมาณ 8% ของความต้องการในปี 2025 เป็นราว 66% ในปี 2035 และลดช่องว่างจาก 92% เหลือ 34% 2
6
แต่รายงานไม่ได้หมายความว่าจีนจะผลิตชิปขั้นแนวหน้าได้เองทั้งหมด ตัวแปรสำคัญอย่าง yield ของ SMIC การเข้าถึงอุปกรณ์ลิโทกราฟี และความสามารถของ CXMT ในการพัฒนาและรับรอง HBM ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน จีนอาจลดการพึ่งพาชิปขั้นสูงนำเข้าได้อย่างมาก แต่ยังคงเผชิญช่องว่างด้านเทคโนโลยีและต้นทุนในระดับแนวหน้าของอุตสาหกรรม
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
Goldman Sachs คาดอุปทานเวเฟอร์กระบวนการผลิต 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่าของจีนจะเพิ่มเป็นประมาณ 410,000 แผ่นต่อเดือนในปี 2035 คิดเป็นราว 66% ของความต้องการที่คาดว่าจะอยู่ที่ 619,000 แผ่น
Goldman Sachs คาดอุปทานเวเฟอร์กระบวนการผลิต 7 นาโนเมตรหรือต่ำกว่าของจีนจะเพิ่มเป็นประมาณ 410,000 แผ่นต่อเดือนในปี 2035 คิดเป็นราว 66% ของความต้องการที่คาดว่าจะอยู่ที่ 619,000 แผ่น การคาดการณ์นี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าอุปทานจะเติบโตเฉลี่ย 46% ต่อปี การลงทุนในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และ AI จะเดินหน้าต่อ กำลังผลิตของ SMIC จะเพิ่มขึ้น และอัตราผลผลิตจะดีขึ้นจาก 23% ในปี 2026 เป็น 75% ในปี 2035
ข้อจำกัดด้านลิโทกราฟียังเป็นปัจจัยชี้ขาด จีนต้องพึ่งพาเครื่องมือ DUV และยังเข้าถึงเครื่องมือ EUV ไม่ได้ ทำให้การผลิตชิปขั้นสูงมีความซับซ้อนและต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่ CXMT อาจก้าวหน้าใน DRAM ได้เร็วกว่าตลาด HBM