นักวิเคราะห์บางรายมองว่าเหรียญเหล่านี้อาจถูกเตรียมไว้เพื่อขาย แต่ยังไม่มีการยืนยันว่ามีการขายเกิดขึ้นจริง โดยข้อมูลต้นทางยังไม่มีการเปิดเผยแฮชธุรกรรมหรือที่อยู่กระเป๋าอย่างครบถ้วน และคำว่า “มีแนวโน้มจะขาย” เป็นเพียงการประเมินจากข้อมูลบนเชน
ข่าวดังกล่าวทำให้เกิดความกังวลว่า BlackRock กำลังลดสถานะในตลาดคริปโต อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณากลไกของ ETF และรูปแบบการเคลื่อนย้ายที่ผ่านมา ภาพที่ได้มีความซับซ้อนกว่านั้นมาก
ETF หรือกองทุนซื้อขายแลกเปลี่ยน มีกระบวนการสร้างและไถ่ถอนหน่วยลงทุน เมื่อผู้ลงทุนไถ่ถอนหุ้นของ iShares Bitcoin Trust (IBIT) หรือ iShares Ethereum Trust (ETHA) กองทุนจำเป็นต้องจัดการสินทรัพย์ที่ถืออยู่เพื่อระดมเงินสดมาคืนให้ผู้ลงทุน
Coinbase Prime คือแพลตฟอร์มสำหรับการดูแลและดำเนินธุรกรรมคริปโตของสถาบัน ซึ่งถูกใช้เป็นช่องทางดำเนินการขายสินทรัพย์ของ ETF เหล่านี้ ดังนั้น การโอนเหรียญจากกระเป๋าที่เกี่ยวข้องกับ ETF ไปยัง Coinbase Prime อาจเป็นขั้นตอนหลังบ้านที่เกิดขึ้นตามการไถ่ถอน ไม่ใช่คำสั่งขายที่สะท้อนมุมมองของ BlackRock ต่อราคาตลาดโดยตรง
บทวิเคราะห์หนึ่งระบุว่า การโอนลักษณะนี้ “ไม่ใช่การตัดสินใจขายตามดุลยพินิจ” และความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นอาจเกินเหตุ
ในกรณีนี้ BlackRock ทำหน้าที่คล้ายตัวกลางส่งผ่านเงินลงทุนของลูกค้า หากมีการไถ่ถอน กองทุนก็ต้องขายหรือจัดสรรสินทรัพย์เพื่อรองรับธุรกรรมดังกล่าว มูลค่า 271 ล้านดอลลาร์จึงมีความเชื่อมโยงกับกระแสเงินออกของ ETF มากกว่าการที่บริษัทกำลังประกาศเปลี่ยนมุมมองต่อ Bitcoin หรือ Ethereum
BlackRock เคยโอนสินทรัพย์จำนวนมากไปยัง Coinbase Prime หลายครั้งในปีนี้ เช่น
รูปแบบดังกล่าวชี้ว่าการโอนสินทรัพย์จำนวนมากไปยัง Coinbase Prime เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารสภาพคล่องและการรองรับการไถ่ถอน ETF ที่เกิดขึ้นเป็นระยะ
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม หรือเพียงไม่กี่วันก่อนการโอนครั้งนี้ ETF Bitcoin และ Ethereum แบบสปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิรวมประมาณ 310 ล้านดอลลาร์ โดยเฉพาะ IBIT ของ BlackRock ที่มีเงินไหลออกประมาณ 212 ล้านดอลลาร์ อีกข้อมูลหนึ่งระบุว่า IBIT มีเงินถอนออกประมาณ 202 ล้านดอลลาร์ภายในวันเดียวในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน
ก่อนหน้านั้น IBIT ยังเผชิญเงินไหลออกติดต่อกัน 10 วันทำการ ซึ่งสิ้นสุดลงราววันที่ 2 กรกฎาคม โดย ETF คริปโตของ BlackRock มีเงินไหลออกมากกว่า 1.2 พันล้านดอลลาร์ภายในสัปดาห์เดียว ขณะที่ตลาด Bitcoin ETF โดยรวมมีเงินไหลออกสุทธิติดต่อกัน 8 สัปดาห์จนถึงช่วงต้นเดือนกรกฎาคม
เมื่อสินทรัพย์ถูกโอนไปยัง Coinbase Prime ก็อาจเพิ่มปริมาณเหรียญที่พร้อมเข้าสู่ตลาดซื้อขาย หากมีการขายจริง ย่อมสร้างแรงกดดันต่อราคา Bitcoin และ Ether ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม ธุรกรรมมูลค่า 271 ล้านดอลลาร์เพียงครั้งเดียวถือว่ายังไม่ใหญ่เมื่อเทียบกับปริมาณซื้อขายรายวันของ BTC และ ETH ประเด็นที่ตลาดควรจับตาคือรูปแบบสะสมตลอดปี ซึ่งมีสินทรัพย์มูลค่ามากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ถูกโอนไปยัง Coinbase Prime และสะท้อนความต้องการไถ่ถอนจากนักลงทุนสถาบันที่ยังคงผันผวน
ข้อมูลเงินทุนไหลเข้าและไหลออกของ ETF ในช่วงดังกล่าวยังสลับทิศทาง ไม่ได้เป็นการถอนเงินอย่างต่อเนื่องเพียงด้านเดียว โดย IBIT และ ETHA มีสัปดาห์ที่เงินไหลเข้าค่อนข้างแข็งแกร่งในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม รวมกันราว 343 ล้านดอลลาร์ภายใน 5 วันทำการ นอกจากนี้ ETHA ยังมีส่วนช่วยยุติช่วงเงินไหลออกของ Ether ETF ด้วยเงินไหลเข้าติดต่อกัน 2 สัปดาห์
ภาพรวมจึงอาจสะท้อนการหมุนเวียนเงินทุนระหว่างผลิตภัณฑ์หรือสินทรัพย์ มากกว่าการถอนตัวออกจากตลาดคริปโตอย่างถาวร
การโอน Bitcoin และ Ether มูลค่าประมาณ 271 ล้านดอลลาร์ไปยัง Coinbase Prime เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม มีแนวโน้มเป็น กลไกการดำเนินงานตามปกติของ ETF ที่เกี่ยวข้องกับการรองรับการไถ่ถอนของผู้ลงทุน มากกว่าจะเป็นการเทรดด้วยเงินของ BlackRock เอง
ตลาดยังมีเหตุผลที่จะจับตาแรงขาย เพราะการไถ่ถอน ETF สามารถสร้างแรงกดดันต่อราคา BTC และ ETH ได้ แต่ธุรกรรมนี้เพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะสรุปว่า BlackRock กำลังยุติการลงทุนในคริปโต สิ่งที่สะท้อนชัดกว่าคือความต้องการถือครองคริปโตผ่าน ETF ยังคงผันผวนในช่วงกลางปี 2026 โดยมีช่วงเงินไหลออกหนักสลับกับการฟื้นตัวของเงินไหลเข้า