ตัวเลขดังกล่าวทำให้ Ethereum มีจำนวนวอลเล็ตที่ไม่เป็นศูนย์มากกว่า Bitcoin ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 59 ล้านใบถึงราว 230% และเหลืออีกเพียงประมาณ 5 ล้านใบก็จะถึงหลัก 200 ล้านใบ
อย่างไรก็ตาม จำนวนวอลเล็ตไม่ควรถูกตีความเท่ากับจำนวนผู้ใช้งานรายบุคคลโดยตรง เพราะบุคคลหนึ่งคนอาจถือครองหลายที่อยู่บนบล็อกเชนได้ ตัวเลขนี้จึงสะท้อนการกระจายตัวของที่อยู่ที่มี ETH และการมีส่วนร่วมบนเครือข่าย มากกว่าจะเป็นจำนวนผู้ถือครองที่ไม่ซ้ำกันทั้งหมด
แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี โดยในเดือนมกราคม 2026 มีการสร้างวอลเล็ตใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 393,600 ใบภายในวันเดียว ขณะที่ค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 327,000 ใบต่อวัน ส่งผลให้จำนวน non-empty wallets ในขณะนั้นเพิ่มเป็น 172.9 ล้านใบ ก่อนจะไต่ขึ้นมาถึงประมาณ 195 ล้านใบในเดือนมิถุนายน
แม้ข้อมูลบนเครือข่ายจะชี้ถึงการขยายตัวเชิงโครงสร้าง แต่ตลาดอนุพันธ์กลับส่งสัญญาณเร่งด่วนกว่า โดย Open Interest ของสัญญา Ethereum perpetual futures บน Binance พุ่งแตะระดับสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 3.7 ล้าน ETH และมีสัดส่วนมากกว่า 44% ของ Open Interest Ethereum ทั่วโลกตามข้อมูลที่มีการรายงาน
ขณะเดียวกัน Open Interest ของ ETH รวมทุกแพลตฟอร์มอยู่ที่ประมาณ 20.28 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 12.3 ล้าน ETH โดยสัญญา Binance USD-M มีสัดส่วนประมาณ 25.1% ของยอดรวมดังกล่าว
Open Interest ที่พุ่งขึ้นในช่วงราคาสินทรัพย์อยู่ในระดับต่ำมีความหมายได้สองทาง ด้านหนึ่งอาจเป็นการสะสมสถานะเพื่อรอ short squeeze หรือการดีดตัวแรง หากราคาปรับขึ้นจนบังคับให้ผู้เปิดสถานะขายต้องซื้อคืน แต่อีกด้านหนึ่ง หากราคาย่อต่อ ก็อาจเกิดการบังคับปิดสถานะเป็นลูกโซ่และเร่งให้ราคาทรุดลงได้
การที่สถานะจำนวนมากกระจุกตัวอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเคลื่อนไหวแบบฉับพลันและรุนแรง โดยเฉพาะในตลาดที่ราคาอยู่ในภาวะเปราะบางอยู่แล้ว
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ราคา ETH อยู่ใกล้ $1,651 หรือต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลประมาณ 67% ขณะที่ดัชนี Relative Strength Index หรือ RSI อยู่ที่ 28.94 ซึ่งถือว่าเข้าสู่เขตขายมากเกินไปอย่างชัดเจน
RSI ในระดับต่ำอาจสะท้อนว่าการขายเกิดขึ้นมากเกินไปในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะต้องกลับตัวทันที ตลาดสามารถอยู่ในภาวะขายมากเกินไปต่อเนื่องได้ หากแรงขายจากตลาดสปอตและการลดเลเวอเรจยังไม่สิ้นสุด
ระดับที่นักวิเคราะห์จับตาในระยะใกล้ ได้แก่ $1,700, $1,500, $2,022 และ $2,360 ขณะที่ ETH เพิ่งหลุดระดับ $1,800 และลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ $1,825 ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นกรอบสำคัญสำหรับตัดสินทิศทางถัดไป
หนึ่งในตัวชี้วัดที่ถูกจับตามองมากที่สุดในสถานการณ์นี้คือ Delta Price ซึ่งอยู่บริเวณ $700–$708 ตามการวิเคราะห์ของ Ali Martinez
ตัวชี้วัดนี้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนพื้นฐานของผู้ลงทุนกับต้นทุนการผลิตของนักขุด และในอดีตเคยชี้ไปยังโซนสะสมระยะลึกที่ผู้ซื้อระยะยาวเริ่มเข้ามารับซื้อ โดย Martinez ระบุว่า Delta Price สามารถระบุจุดต่ำสุดสำคัญของ Ethereum ในสองรอบตลาดที่ผ่านมาได้
หาก ETH ปรับตัวลงไปถึงบริเวณดังกล่าว จะหมายถึงการลดลงเพิ่มเติมประมาณ 56% จากระดับปัจจุบัน และลดลงราว 85% จากจุดสูงสุดตลอดกาล
อย่างไรก็ดี ระดับ $700 เป็นเพียงโซนมูลค่าต่ำหรือแนวรับที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่คำยืนยันว่าราคาจะหยุดลงตรงนั้น Martinez ยังเตือนว่าราคาอาจลงไปทดสอบระดับดังกล่าวหรือต่ำกว่านั้น ก่อนที่แนวโน้มขาขึ้นอย่างยั่งยืนจะเริ่มต้น
แม้จำนวนวอลเล็ตจะเติบโต แต่ปัจจัยลบในตลาดยังคงมีน้ำหนักมาก ได้แก่
ข้อมูลปัจจุบันกำลังบอกเล่าเรื่องราวสองด้านพร้อมกัน
| ปัจจัยที่สนับสนุน Ethereum | ปัจจัยกดดัน Ethereum |
|---|---|
| จำนวน non-empty wallets ใกล้แตะ 195 ล้านใบ | ราคาเพิ่งหลุดระดับ $1,800 และยังทดสอบแนวรับสำคัญ |
| จำนวนวอลเล็ตเพิ่มขึ้นประมาณ 13 ล้านใบในเวลาไม่กี่สัปดาห์ | เงินไหลออกจาก Spot Ethereum ETF รวม 540 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม |
| ฐานวอลเล็ตของ Ethereum มากกว่า Bitcoin ราว 230% | Open Interest สูงเพิ่มความเสี่ยงจากการบังคับปิดสถานะ |
| RSI ใกล้ 29 สะท้อนภาวะขายมากเกินไป | ยังไม่มีการยืนยันการกลับตัวอย่างต่อเนื่อง |
| Delta Price บริเวณ $700 เคยตรงกับจุดต่ำสุดของสองรอบตลาดก่อนหน้า | การลงไปถึง $700 ยังหมายถึงโอกาสปรับตัวลงอีกประมาณ 56% |
ข้อสรุปที่รอบคอบที่สุดคือ ตลาดอนุพันธ์ของ Ethereum กำลังพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวที่รุนแรง ขณะที่ฐานการใช้งานบนเครือข่ายแข็งแรงกว่าที่ราคาปัจจุบันสะท้อน แต่แรงขายในตลาดสปอตและความเสี่ยงจากเลเวอเรจยังคงสูง
Delta Price บริเวณ $700 จึงควรถูกมองเป็นจุดอ้างอิงด้านมูลค่าระยะลึก ไม่ใช่คำพยากรณ์ว่าจุดต่ำสุดจะเกิดขึ้นทันที หากแรงขายยังดำเนินต่อ ราคา ETH อาจลงไปทดสอบขอบเขตดังกล่าวก่อนที่การฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจะเริ่มชัดเจน
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สิ่งที่ตลาดต้องจับตาคือ Ethereum จะคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างการยอมรับบนเครือข่ายที่ทำสถิติใหม่ กับแรงกดดันด้านราคาในระดับรุนแรงได้อย่างไร ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของ ETH ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026
ตัวเลขดังกล่าวทำให้ Ethereum มีจำนวนวอลเล็ตที่ไม่เป็นศูนย์มากกว่า Bitcoin ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 59 ล้านใบถึงราว 230% และเหลืออีกเพียงประมาณ 5 ล้านใบก็จะถึงหลัก 200 ล้านใบ
อย่างไรก็ตาม จำนวนวอลเล็ตไม่ควรถูกตีความเท่ากับจำนวนผู้ใช้งานรายบุคคลโดยตรง เพราะบุคคลหนึ่งคนอาจถือครองหลายที่อยู่บนบล็อกเชนได้ ตัวเลขนี้จึงสะท้อนการกระจายตัวของที่อยู่ที่มี ETH และการมีส่วนร่วมบนเครือข่าย มากกว่าจะเป็นจำนวนผู้ถือครองที่ไม่ซ้ำกันทั้งหมด
แนวโน้มดังกล่าวเริ่มเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปี โดยในเดือนมกราคม 2026 มีการสร้างวอลเล็ตใหม่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 393,600 ใบภายในวันเดียว ขณะที่ค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์อยู่ที่ประมาณ 327,000 ใบต่อวัน ส่งผลให้จำนวน non-empty wallets ในขณะนั้นเพิ่มเป็น 172.9 ล้านใบ ก่อนจะไต่ขึ้นมาถึงประมาณ 195 ล้านใบในเดือนมิถุนายน
แม้ข้อมูลบนเครือข่ายจะชี้ถึงการขยายตัวเชิงโครงสร้าง แต่ตลาดอนุพันธ์กลับส่งสัญญาณเร่งด่วนกว่า โดย Open Interest ของสัญญา Ethereum perpetual futures บน Binance พุ่งแตะระดับสูงสุดตลอดกาลที่เกือบ 3.7 ล้าน ETH และมีสัดส่วนมากกว่า 44% ของ Open Interest Ethereum ทั่วโลกตามข้อมูลที่มีการรายงาน
ขณะเดียวกัน Open Interest ของ ETH รวมทุกแพลตฟอร์มอยู่ที่ประมาณ 20.28 พันล้านดอลลาร์ หรือราว 12.3 ล้าน ETH โดยสัญญา Binance USD-M มีสัดส่วนประมาณ 25.1% ของยอดรวมดังกล่าว
Open Interest ที่พุ่งขึ้นในช่วงราคาสินทรัพย์อยู่ในระดับต่ำมีความหมายได้สองทาง ด้านหนึ่งอาจเป็นการสะสมสถานะเพื่อรอ short squeeze หรือการดีดตัวแรง หากราคาปรับขึ้นจนบังคับให้ผู้เปิดสถานะขายต้องซื้อคืน แต่อีกด้านหนึ่ง หากราคาย่อต่อ ก็อาจเกิดการบังคับปิดสถานะเป็นลูกโซ่และเร่งให้ราคาทรุดลงได้
การที่สถานะจำนวนมากกระจุกตัวอยู่บนแพลตฟอร์มเดียว ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเคลื่อนไหวแบบฉับพลันและรุนแรง โดยเฉพาะในตลาดที่ราคาอยู่ในภาวะเปราะบางอยู่แล้ว
เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2026 ราคา ETH อยู่ใกล้ $1,651 หรือต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลประมาณ 67% ขณะที่ดัชนี Relative Strength Index หรือ RSI อยู่ที่ 28.94 ซึ่งถือว่าเข้าสู่เขตขายมากเกินไปอย่างชัดเจน
RSI ในระดับต่ำอาจสะท้อนว่าการขายเกิดขึ้นมากเกินไปในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าราคาจะต้องกลับตัวทันที ตลาดสามารถอยู่ในภาวะขายมากเกินไปต่อเนื่องได้ หากแรงขายจากตลาดสปอตและการลดเลเวอเรจยังไม่สิ้นสุด
ระดับที่นักวิเคราะห์จับตาในระยะใกล้ ได้แก่ $1,700, $1,500, $2,022 และ $2,360 ขณะที่ ETH เพิ่งหลุดระดับ $1,800 และลงไปทดสอบแนวรับบริเวณ $1,825 ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกมองว่าเป็นกรอบสำคัญสำหรับตัดสินทิศทางถัดไป
หนึ่งในตัวชี้วัดที่ถูกจับตามองมากที่สุดในสถานการณ์นี้คือ Delta Price ซึ่งอยู่บริเวณ $700–$708 ตามการวิเคราะห์ของ Ali Martinez
ตัวชี้วัดนี้อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างต้นทุนพื้นฐานของผู้ลงทุนกับต้นทุนการผลิตของนักขุด และในอดีตเคยชี้ไปยังโซนสะสมระยะลึกที่ผู้ซื้อระยะยาวเริ่มเข้ามารับซื้อ โดย Martinez ระบุว่า Delta Price สามารถระบุจุดต่ำสุดสำคัญของ Ethereum ในสองรอบตลาดที่ผ่านมาได้
หาก ETH ปรับตัวลงไปถึงบริเวณดังกล่าว จะหมายถึงการลดลงเพิ่มเติมประมาณ 56% จากระดับปัจจุบัน และลดลงราว 85% จากจุดสูงสุดตลอดกาล
อย่างไรก็ดี ระดับ $700 เป็นเพียงโซนมูลค่าต่ำหรือแนวรับที่อาจเกิดขึ้น ไม่ใช่คำยืนยันว่าราคาจะหยุดลงตรงนั้น Martinez ยังเตือนว่าราคาอาจลงไปทดสอบระดับดังกล่าวหรือต่ำกว่านั้น ก่อนที่แนวโน้มขาขึ้นอย่างยั่งยืนจะเริ่มต้น
แม้จำนวนวอลเล็ตจะเติบโต แต่ปัจจัยลบในตลาดยังคงมีน้ำหนักมาก ได้แก่
ข้อมูลปัจจุบันกำลังบอกเล่าเรื่องราวสองด้านพร้อมกัน
| ปัจจัยที่สนับสนุน Ethereum | ปัจจัยกดดัน Ethereum |
|---|---|
| จำนวน non-empty wallets ใกล้แตะ 195 ล้านใบ | ราคาเพิ่งหลุดระดับ $1,800 และยังทดสอบแนวรับสำคัญ |
| จำนวนวอลเล็ตเพิ่มขึ้นประมาณ 13 ล้านใบในเวลาไม่กี่สัปดาห์ | เงินไหลออกจาก Spot Ethereum ETF รวม 540 ล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม |
| ฐานวอลเล็ตของ Ethereum มากกว่า Bitcoin ราว 230% | Open Interest สูงเพิ่มความเสี่ยงจากการบังคับปิดสถานะ |
| RSI ใกล้ 29 สะท้อนภาวะขายมากเกินไป | ยังไม่มีการยืนยันการกลับตัวอย่างต่อเนื่อง |
| Delta Price บริเวณ $700 เคยตรงกับจุดต่ำสุดของสองรอบตลาดก่อนหน้า | การลงไปถึง $700 ยังหมายถึงโอกาสปรับตัวลงอีกประมาณ 56% |
ข้อสรุปที่รอบคอบที่สุดคือ ตลาดอนุพันธ์ของ Ethereum กำลังพร้อมสำหรับการเคลื่อนไหวที่รุนแรง ขณะที่ฐานการใช้งานบนเครือข่ายแข็งแรงกว่าที่ราคาปัจจุบันสะท้อน แต่แรงขายในตลาดสปอตและความเสี่ยงจากเลเวอเรจยังคงสูง
Delta Price บริเวณ $700 จึงควรถูกมองเป็นจุดอ้างอิงด้านมูลค่าระยะลึก ไม่ใช่คำพยากรณ์ว่าจุดต่ำสุดจะเกิดขึ้นทันที หากแรงขายยังดำเนินต่อ ราคา ETH อาจลงไปทดสอบขอบเขตดังกล่าวก่อนที่การฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจะเริ่มชัดเจน
ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า สิ่งที่ตลาดต้องจับตาคือ Ethereum จะคลี่คลายความขัดแย้งระหว่างการยอมรับบนเครือข่ายที่ทำสถิติใหม่ กับแรงกดดันด้านราคาในระดับรุนแรงได้อย่างไร ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของ ETH ตลอดช่วงที่เหลือของปี 2026