เอกสารที่เปิดผนึกช่วยเสริมข้อกล่าวหาของกลุ่มสำนักพิมพ์ว่า OpenAI และ Microsoft ใช้เนื้อหาข่าวในวงกว้าง ทั้งที่ตระหนักว่า AI แบบตอบคำถามอาจแย่งทราฟฟิกและรายได้ของผู้ผลิตข่าว ข้อมูลทดสอบของ Microsoft ที่โจทก์อ้างระบุว่า Copilot อาจทำให้อัตราการคลิกไปยัง nytimes.com ลดลงได้สูงสุด 93% เมื่อเทียบกับการค้นหาผ่าน Bing ตามป...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What do the newly unredacted filings in The New York Times’ copyright lawsuit against OpenAI and Microsoft reveal about the companies’ alleg. Article summary: The unredacted materials strengthen the publishers’ factual narrative: they portray OpenAI and Microsoft as copying news at industrial scale, allegedly circumventing access controls, and privately recognizing that chatbo. Topic tags: general, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
เอกสารที่เพิ่งเปิดผนึกยังไม่ได้ชี้ขาดคดีลิขสิทธิ์ที่ The New York Times ฟ้อง OpenAI และ Microsoft แต่ทำให้ฝ่ายสำนักพิมพ์มีเรื่องเล่าด้านพยานหลักฐานที่ละเอียดขึ้นอย่างมาก: มีข้อกล่าวหาว่าเนื้อหาข่าวถูกเก็บรวบรวมในระดับมหาศาล รวมถึงจากแหล่งที่มีการจำกัดการเข้าถึง และบุคลากรในบริษัทรู้ว่าเครื่องมือ AI ที่ตอบคำถามผู้ใช้อาจบั่นทอนฐานผู้อ่านและรายได้ของสำนักพิมพ์ได้ 5
จุดสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าโมเดล AI ฝึกด้วยข่าวหรือไม่ แต่รวมถึง ได้เนื้อหามาอย่างไร บริษัทตระหนักถึงผลทางธุรกิจเพียงใด และข้อเท็จจริงเหล่านั้นจะส่งผลต่อแนวต่อสู้เรื่อง fair use หรือ “การใช้งานโดยชอบธรรม” อย่างไร
ในคำยื่นที่เปิดเผยต่อสาธารณะ กลุ่มโจทก์ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์กล่าวหา OpenAI และ Microsoft ว่าคัดลอกและใช้ผลงานข่าวในระดับอุตสาหกรรม คำฟ้องเดิมของ Times ระบุว่าผลงานของ Times หลายล้านชิ้นถูกคัดลอกและนำเข้าสู่ระบบ บางชิ้นเกิดซ้ำหลายครั้ง เพื่อฝึกโมเดล GPT 29
คำยื่นในภายหลัง ซึ่งมีรายงานจากเอกสารที่เปิดผนึก เพิ่มข้อกล่าวหาเกี่ยวกับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่บรรจุเอกสารของสำนักพิมพ์ และผลงานมีลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกันจำนวนมาก โจทก์ยังกล่าวหาว่าบริษัทพยายามเข้าถึงรายงานข่าวที่อยู่หลังเพย์วอลล์ และนำข้อมูลการจัดการลิขสิทธิ์ เช่น ข้อความแจ้งความเป็นเจ้าของ ออกจากเนื้อหา 2
5
ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยแล้ว กระนั้น ประเด็นวิธีการได้มาซึ่งเนื้อหาและการปฏิบัติต่อข้อมูลสิทธิในผลงาน อาจมีผลต่อการประเมินว่า การใช้นั้นมีลักษณะเชิงพาณิชย์และเป็นธรรมเพียงใด
การเปิดเผยที่ถูกจับตาเป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับ Brent Hecht ผู้อำนวยการฝ่าย Applied Science ของ Microsoft ซึ่งมีรายงานว่าเขาเรียกการสแครปข้อมูลเพื่อ AI ว่าเป็น “การขโมยที่น่าตกตะลึงในขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อน” และอาจเป็น “การขโมยแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์” 5
13
เอกสารยังมีรายงานถึงความกังวลว่า ผลิตภัณฑ์ generative AI อาจก่อวงจรป้อนกลับที่เป็นอันตรายต่อสำนักพิมพ์ กล่าวคือ ระบบที่ฝึกด้วยงานข่าวสามารถตอบผู้ใช้ได้โดยตรง จนลดจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของสื่อ ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการทำข่าว 10
11
สำหรับฝ่ายสำนักพิมพ์ คุณค่าของข้อความเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ผู้บริหารใช้คำว่า “ขโมย” เพราะถ้อยคำของพนักงานไม่ได้ตัดสินความรับผิดด้านลิขสิทธิ์ แต่โจทก์อาจใช้เอกสารดังกล่าวโต้แย้งว่า ผู้มีอำนาจตัดสินใจและนักวิจัยมองเห็นปัญหาการแทนที่ตลาดอย่างเฉพาะเจาะจงอยู่แล้ว
Microsoft ระบุว่าเอกสารภายในสะท้อนความเห็นของบุคคล ไม่ใช่ข้อสรุปทางกฎหมาย และยืนยันว่าการใช้งาน Copilot มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปจากงานต้นฉบับ หรือ transformative 11
คำยื่นของโจทก์อ้างว่า การทดสอบของ Microsoft พบว่า Copilot อาจทำให้อัตราการคลิกผ่านไปยัง nytimes.com ลดลงได้สูงสุด 93% เมื่อเทียบกับการค้นหาผ่าน Bing แบบปกติ 4
ตัวเลขนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัจจัยข้อที่ 4 ของการพิจารณา fair use ในกฎหมายสหรัฐฯ นั่นคือ ผลกระทบของการใช้ต่อ “ตลาดที่อาจเกิดขึ้น” หรือมูลค่าของงานที่มีลิขสิทธิ์ เหตุผลของสำนักพิมพ์ตรงไปตรงมา: หากระบบตอบคำถามตอบสนองความต้องการของผู้อ่านได้โดยไม่ส่งคนไปยังบทความต้นทาง มันอาจทำหน้าที่เป็นสินค้าหรือบริการทดแทน ไม่ใช่ช่องทางส่งต่อผู้อ่าน
แน่นอนว่า การทดสอบภายในเพียงครั้งเดียวไม่อาจพิสูจน์ความเสียหายต่อตลาดในทุกคำค้น ทุกผลิตภัณฑ์ หรือทุกสำนักพิมพ์ได้ด้วยตัวเอง แต่ช่วยให้โจทก์มีจุดข้อมูลที่เป็นรูปธรรมในการโต้แย้งว่า ความเสียหายที่กล่าวอ้างนั้นวัดได้และคาดการณ์ได้ ไม่ใช่เพียงการคาดเดา
จุดยืนโดยรวมของ OpenAI และ Microsoft คือการฝึกโมเดลสามารถเป็น fair use ที่มีลักษณะ transformative ได้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สนับสนุนแนวคิดทั่วไปนี้ผ่านคำแถลงต่อศาล โดยขอให้ศาลรัฐบาลกลางในแมนฮัตตันไม่วางกฎแบบกว้าง ๆ ว่าการฝึกระบบด้วยข้อความมีลิขสิทธิ์ถือเป็นการละเมิด 33
การเข้ามาแสดงจุดยืนของรัฐบาลมีความหมาย แต่ไม่ใช่คำพิพากษา และไม่ได้ยุติทุกข้อกล่าวหาในคดีนี้ ศาลอาจแยกแยะระหว่างการฝึกโมเดลโดยทั่วไป กับพยานหลักฐาน—หากพิสูจน์ได้—ว่ามีการข้ามเพย์วอลล์ ลบข้อมูลสิทธิในผลงาน สร้างผลลัพธ์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่แย่งตลาดการอนุญาตใช้สิทธิหรือฐานผู้อ่าน
กล่าวอีกแบบหนึ่ง คดีนี้อาจไม่ได้ตัดสินจากคำถามเชิงนามธรรมว่า “การฝึก AI เป็น fair use ได้หรือไม่” แต่ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาและผลกระทบในเชิงพาณิชย์
เอกสารที่เปิดเผยช่วยเสริมแนวทางคดีของสำนักพิมพ์ใน 3 ด้าน
อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ล้ม fair use โดยอัตโนมัติ การวิเคราะห์ลิขสิทธิ์ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี และศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าการฝึกโมเดล การสแครป หรือพฤติกรรมของผลิตภัณฑ์ตามที่กล่าวหานั้นผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน จุดยืนของกระทรวงยุติธรรมก็ทำให้ข้อโต้แย้ง fair use ในภาพกว้างของ OpenAI มีแรงสนับสนุนสำคัญ 33
คำถามแกนกลางจึงชัดขึ้นว่า หากโจทก์พิสูจน์ได้ว่างานข่าวที่ได้รับความคุ้มครองและอยู่หลังเพย์วอลล์ถูกได้มาและนำไปใช้ในลักษณะที่แทนที่การเข้าชมเว็บและโอกาสในการให้สิทธิใช้งาน ศาลจะมองว่านั่นคือ นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงงานเดิม หรือเป็นการใช้เชิงพาณิชย์ที่ก่อความเสียหายซึ่ง fair use ไม่คุ้มครอง
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เอกสารที่เปิดผนึกช่วยเสริมข้อกล่าวหาของกลุ่มสำนักพิมพ์ว่า OpenAI และ Microsoft ใช้เนื้อหาข่าวในวงกว้าง ทั้งที่ตระหนักว่า AI แบบตอบคำถามอาจแย่งทราฟฟิกและรายได้ของผู้ผลิตข่าว
เอกสารที่เปิดผนึกช่วยเสริมข้อกล่าวหาของกลุ่มสำนักพิมพ์ว่า OpenAI และ Microsoft ใช้เนื้อหาข่าวในวงกว้าง ทั้งที่ตระหนักว่า AI แบบตอบคำถามอาจแย่งทราฟฟิกและรายได้ของผู้ผลิตข่าว ข้อมูลทดสอบของ Microsoft ที่โจทก์อ้างระบุว่า Copilot อาจทำให้อัตราการคลิกไปยัง nytimes.com ลดลงได้สูงสุด 93% เมื่อเทียบกับการค้นหาผ่าน Bing ตามปกติ
คดียังไม่มีคำตัดสิน และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สนับสนุนแนวคิดว่าการฝึก AI ด้วยงานมีลิขสิทธิ์ โดยทั่วไปอาจเข้าข่าย fair use ได้
เอกสารที่เปิดผนึกช่วยเสริมข้อกล่าวหาของกลุ่มสำนักพิมพ์ว่า OpenAI และ Microsoft ใช้เนื้อหาข่าวในวงกว้าง ทั้งที่ตระหนักว่า AI แบบตอบคำถามอาจแย่งทราฟฟิกและรายได้ของผู้ผลิตข่าว ข้อมูลทดสอบของ Microsoft ที่โจทก์อ้างระบุว่า Copilot อาจทำให้อัตราการคลิกไปยัง nytimes.com ลดลงได้สูงสุด 93% เมื่อเทียบกับการค้นหาผ่าน Bing ตามป...
เผยแพร่โดยแก้ไขด้วย GPT-5.6 Terraรูปภาพสร้างด้วย GPT Image 2
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What do the newly unredacted filings in The New York Times’ copyright lawsuit against OpenAI and Microsoft reveal about the companies’ alleg. Article summary: The unredacted materials strengthen the publishers’ factual narrative: they portray OpenAI and Microsoft as copying news at industrial scale, allegedly circumventing access controls, and privately recognizing that chatbo. Topic tags: general, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
เอกสารที่เพิ่งเปิดผนึกยังไม่ได้ชี้ขาดคดีลิขสิทธิ์ที่ The New York Times ฟ้อง OpenAI และ Microsoft แต่ทำให้ฝ่ายสำนักพิมพ์มีเรื่องเล่าด้านพยานหลักฐานที่ละเอียดขึ้นอย่างมาก: มีข้อกล่าวหาว่าเนื้อหาข่าวถูกเก็บรวบรวมในระดับมหาศาล รวมถึงจากแหล่งที่มีการจำกัดการเข้าถึง และบุคลากรในบริษัทรู้ว่าเครื่องมือ AI ที่ตอบคำถามผู้ใช้อาจบั่นทอนฐานผู้อ่านและรายได้ของสำนักพิมพ์ได้ 5
จุดสำคัญจึงไม่ได้มีเพียงคำถามว่าโมเดล AI ฝึกด้วยข่าวหรือไม่ แต่รวมถึง ได้เนื้อหามาอย่างไร บริษัทตระหนักถึงผลทางธุรกิจเพียงใด และข้อเท็จจริงเหล่านั้นจะส่งผลต่อแนวต่อสู้เรื่อง fair use หรือ “การใช้งานโดยชอบธรรม” อย่างไร
ในคำยื่นที่เปิดเผยต่อสาธารณะ กลุ่มโจทก์ซึ่งเป็นสำนักพิมพ์กล่าวหา OpenAI และ Microsoft ว่าคัดลอกและใช้ผลงานข่าวในระดับอุตสาหกรรม คำฟ้องเดิมของ Times ระบุว่าผลงานของ Times หลายล้านชิ้นถูกคัดลอกและนำเข้าสู่ระบบ บางชิ้นเกิดซ้ำหลายครั้ง เพื่อฝึกโมเดล GPT 29
คำยื่นในภายหลัง ซึ่งมีรายงานจากเอกสารที่เปิดผนึก เพิ่มข้อกล่าวหาเกี่ยวกับชุดข้อมูลขนาดใหญ่ที่บรรจุเอกสารของสำนักพิมพ์ และผลงานมีลิขสิทธิ์ที่แตกต่างกันจำนวนมาก โจทก์ยังกล่าวหาว่าบริษัทพยายามเข้าถึงรายงานข่าวที่อยู่หลังเพย์วอลล์ และนำข้อมูลการจัดการลิขสิทธิ์ เช่น ข้อความแจ้งความเป็นเจ้าของ ออกจากเนื้อหา 2
5
ทั้งหมดนี้ยังเป็นข้อกล่าวหา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ศาลวินิจฉัยแล้ว กระนั้น ประเด็นวิธีการได้มาซึ่งเนื้อหาและการปฏิบัติต่อข้อมูลสิทธิในผลงาน อาจมีผลต่อการประเมินว่า การใช้นั้นมีลักษณะเชิงพาณิชย์และเป็นธรรมเพียงใด
การเปิดเผยที่ถูกจับตาเป็นพิเศษเกี่ยวข้องกับ Brent Hecht ผู้อำนวยการฝ่าย Applied Science ของ Microsoft ซึ่งมีรายงานว่าเขาเรียกการสแครปข้อมูลเพื่อ AI ว่าเป็น “การขโมยที่น่าตกตะลึงในขนาดที่ไม่เคยมีมาก่อน” และอาจเป็น “การขโมยแรงงานครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษย์” 5
13
เอกสารยังมีรายงานถึงความกังวลว่า ผลิตภัณฑ์ generative AI อาจก่อวงจรป้อนกลับที่เป็นอันตรายต่อสำนักพิมพ์ กล่าวคือ ระบบที่ฝึกด้วยงานข่าวสามารถตอบผู้ใช้ได้โดยตรง จนลดจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ของสื่อ ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการทำข่าว 10
11
สำหรับฝ่ายสำนักพิมพ์ คุณค่าของข้อความเหล่านี้ไม่ได้อยู่ที่ผู้บริหารใช้คำว่า “ขโมย” เพราะถ้อยคำของพนักงานไม่ได้ตัดสินความรับผิดด้านลิขสิทธิ์ แต่โจทก์อาจใช้เอกสารดังกล่าวโต้แย้งว่า ผู้มีอำนาจตัดสินใจและนักวิจัยมองเห็นปัญหาการแทนที่ตลาดอย่างเฉพาะเจาะจงอยู่แล้ว
Microsoft ระบุว่าเอกสารภายในสะท้อนความเห็นของบุคคล ไม่ใช่ข้อสรุปทางกฎหมาย และยืนยันว่าการใช้งาน Copilot มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไปจากงานต้นฉบับ หรือ transformative 11
คำยื่นของโจทก์อ้างว่า การทดสอบของ Microsoft พบว่า Copilot อาจทำให้อัตราการคลิกผ่านไปยัง nytimes.com ลดลงได้สูงสุด 93% เมื่อเทียบกับการค้นหาผ่าน Bing แบบปกติ 4
ตัวเลขนี้เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัจจัยข้อที่ 4 ของการพิจารณา fair use ในกฎหมายสหรัฐฯ นั่นคือ ผลกระทบของการใช้ต่อ “ตลาดที่อาจเกิดขึ้น” หรือมูลค่าของงานที่มีลิขสิทธิ์ เหตุผลของสำนักพิมพ์ตรงไปตรงมา: หากระบบตอบคำถามตอบสนองความต้องการของผู้อ่านได้โดยไม่ส่งคนไปยังบทความต้นทาง มันอาจทำหน้าที่เป็นสินค้าหรือบริการทดแทน ไม่ใช่ช่องทางส่งต่อผู้อ่าน
แน่นอนว่า การทดสอบภายในเพียงครั้งเดียวไม่อาจพิสูจน์ความเสียหายต่อตลาดในทุกคำค้น ทุกผลิตภัณฑ์ หรือทุกสำนักพิมพ์ได้ด้วยตัวเอง แต่ช่วยให้โจทก์มีจุดข้อมูลที่เป็นรูปธรรมในการโต้แย้งว่า ความเสียหายที่กล่าวอ้างนั้นวัดได้และคาดการณ์ได้ ไม่ใช่เพียงการคาดเดา
จุดยืนโดยรวมของ OpenAI และ Microsoft คือการฝึกโมเดลสามารถเป็น fair use ที่มีลักษณะ transformative ได้ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สนับสนุนแนวคิดทั่วไปนี้ผ่านคำแถลงต่อศาล โดยขอให้ศาลรัฐบาลกลางในแมนฮัตตันไม่วางกฎแบบกว้าง ๆ ว่าการฝึกระบบด้วยข้อความมีลิขสิทธิ์ถือเป็นการละเมิด 33
การเข้ามาแสดงจุดยืนของรัฐบาลมีความหมาย แต่ไม่ใช่คำพิพากษา และไม่ได้ยุติทุกข้อกล่าวหาในคดีนี้ ศาลอาจแยกแยะระหว่างการฝึกโมเดลโดยทั่วไป กับพยานหลักฐาน—หากพิสูจน์ได้—ว่ามีการข้ามเพย์วอลล์ ลบข้อมูลสิทธิในผลงาน สร้างผลลัพธ์ที่ละเมิดลิขสิทธิ์ หรือเปิดตัวผลิตภัณฑ์ที่แย่งตลาดการอนุญาตใช้สิทธิหรือฐานผู้อ่าน
กล่าวอีกแบบหนึ่ง คดีนี้อาจไม่ได้ตัดสินจากคำถามเชิงนามธรรมว่า “การฝึก AI เป็น fair use ได้หรือไม่” แต่ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของพฤติการณ์ที่ถูกกล่าวหาและผลกระทบในเชิงพาณิชย์
เอกสารที่เปิดเผยช่วยเสริมแนวทางคดีของสำนักพิมพ์ใน 3 ด้าน
อย่างไรก็ดี สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ล้ม fair use โดยอัตโนมัติ การวิเคราะห์ลิขสิทธิ์ขึ้นกับข้อเท็จจริงของแต่ละกรณี และศาลยังไม่ได้วินิจฉัยว่าการฝึกโมเดล การสแครป หรือพฤติกรรมของผลิตภัณฑ์ตามที่กล่าวหานั้นผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน จุดยืนของกระทรวงยุติธรรมก็ทำให้ข้อโต้แย้ง fair use ในภาพกว้างของ OpenAI มีแรงสนับสนุนสำคัญ 33
คำถามแกนกลางจึงชัดขึ้นว่า หากโจทก์พิสูจน์ได้ว่างานข่าวที่ได้รับความคุ้มครองและอยู่หลังเพย์วอลล์ถูกได้มาและนำไปใช้ในลักษณะที่แทนที่การเข้าชมเว็บและโอกาสในการให้สิทธิใช้งาน ศาลจะมองว่านั่นคือ นวัตกรรมที่เปลี่ยนแปลงงานเดิม หรือเป็นการใช้เชิงพาณิชย์ที่ก่อความเสียหายซึ่ง fair use ไม่คุ้มครอง
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
เอกสารที่เปิดผนึกช่วยเสริมข้อกล่าวหาของกลุ่มสำนักพิมพ์ว่า OpenAI และ Microsoft ใช้เนื้อหาข่าวในวงกว้าง ทั้งที่ตระหนักว่า AI แบบตอบคำถามอาจแย่งทราฟฟิกและรายได้ของผู้ผลิตข่าว
เอกสารที่เปิดผนึกช่วยเสริมข้อกล่าวหาของกลุ่มสำนักพิมพ์ว่า OpenAI และ Microsoft ใช้เนื้อหาข่าวในวงกว้าง ทั้งที่ตระหนักว่า AI แบบตอบคำถามอาจแย่งทราฟฟิกและรายได้ของผู้ผลิตข่าว ข้อมูลทดสอบของ Microsoft ที่โจทก์อ้างระบุว่า Copilot อาจทำให้อัตราการคลิกไปยัง nytimes.com ลดลงได้สูงสุด 93% เมื่อเทียบกับการค้นหาผ่าน Bing ตามปกติ
คดียังไม่มีคำตัดสิน และกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ สนับสนุนแนวคิดว่าการฝึก AI ด้วยงานมีลิขสิทธิ์ โดยทั่วไปอาจเข้าข่าย fair use ได้