Ship 40 ลงน้ำในท่าตั้งตรงหลังทำการลดระดับด้วยเครื่องยนต์จรวดอย่างควบคุมได้ ก่อนจะค่อย ๆ พลิกตะแคงและยังคงลอยอยู่บนผิวน้ำ พร้อมส่งข้อมูลการทำงานและวิดีโอสดกลับมาให้ทีมภาคพื้นดิน SpaceX ยังส่งโดรนบินเหนือยานเพื่อเก็บภาพและตรวจสอบสภาพภายนอกอย่างใกล้ชิด
ณ วันที่ 4 สิงหาคม เรือกู้ภัยหลายลำกำลังช่วยลากยานกลับ โดยมีเรือลากจูงสัญชาตินอร์เวย์ Normand Ranger และ Skimmer Tide เข้าร่วมภารกิจด้วย นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ SpaceX พยายามนำยาน Starship ขั้นบนกลับจากมหาสมุทร
ก่อนหน้านี้ Starship ขั้นบนทุกลำถูกทำลายหรือแตกออกระหว่างการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศหรือขณะกระแทกพื้นน้ำ แต่ Ship 40 กลับรอดมาได้ทั้งลำ แผ่นกระเบื้องเซรามิกป้องกันความร้อนมากกว่า 18,000 แผ่นยังคงอยู่กับยาน แม้ต้องรับอุณหภูมิสูงถึง 2,600 องศาฟาเรนไฮต์ จากนั้นยานยังทำการพลิกตัวและจุดเครื่องยนต์เพื่อลดความเร็วลงสู่น้ำได้อย่างแม่นยำ จนโครงสร้างไม่เสียหายรุนแรง
ผลลัพธ์นี้ให้ข้อมูลสำคัญว่าเกราะป้องกันความร้อน ระบบนำทาง และการควบคุมช่วงท้ายภารกิจอาจทำให้ Starship สามารถกลับมาใช้งานซ้ำได้ในอนาคต ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญก่อน SpaceX จะเสี่ยงทดลองให้หอปล่อยจับยานขั้นบนกลางอากาศ
อย่างไรก็ตาม การรอดกลับมาครั้งนี้ยังเป็นข้อมูลจากการทดสอบเพียงครั้งเดียว ไม่ได้หมายความว่า Starship พร้อมใช้งานซ้ำเชิงปฏิบัติการแล้ว การกู้ยานจากทะเลจะช่วยให้วิศวกรตรวจสอบร่องรอยความร้อน แรงเค้นของโครงสร้าง และระบบต่าง ๆ จากฮาร์ดแวร์จริงได้ละเอียดกว่าการพึ่งพาแบบจำลองเพียงอย่างเดียว
Flight 13 ถือเป็นการทดสอบ Starship รุ่น V3 ครั้งที่สอง และสื่อ The New York Times ระบุว่าภารกิจดูเหมือนจะบรรลุเป้าหมายเกือบทั้งหมด ความสำเร็จหลักมีดังนี้
แม้บูสเตอร์ Super Heavy จะไม่สามารถลงจอดได้อย่างสมบูรณ์ แต่ภาพรวมของ Flight 13 แสดงให้เห็นว่ายานทั้งระบบทำงานต่อเนื่องได้ดีขึ้น ตั้งแต่การจุดเครื่องยนต์ การแยกขั้น การปล่อยดาวเทียม ไปจนถึงการกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและลงน้ำของยานขั้นบน
ไม่กี่ชั่วโมงหลัง Flight 13 ประสบความสำเร็จ อีลอน มัสก์ประกาศว่า “หากเราไม่พบปัญหาจากการตรวจสอบข้อมูลภารกิจ SpaceX จะพยายามให้หอปล่อยจับยานในเที่ยวบินถัดไป”
หลังใช้เวลาตรวจสอบข้อมูล 6 วัน มัสก์ยืนยันเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคมว่า จุดลงน้ำของยานแม่นยำมากพอที่จะถูกแขนของหอปล่อยจับได้ นั่นทำให้ Flight 14 เดินหน้าสู่การทดลองจับ Starship ขั้นบนระดับวงโคจรเป็นครั้งแรก
แผนดังกล่าวจะให้ยานกลับไปยังฐาน Starbase ในรัฐเท็กซัส แทนที่จะลงน้ำในมหาสมุทร จากนั้นแขนกลขนาดใหญ่ของหอปล่อยที่เรียกว่า “Mechazilla” จะหนีบรับยานไว้กลางอากาศ เทคนิคเดียวกันนี้ถูกใช้กับการรับบูสเตอร์ Super Heavy มาแล้ว แต่ยังไม่เคยใช้กับยานขั้นบนที่ต้องกลับจากเส้นทางระดับอวกาศมาก่อน
หากทำสำเร็จ Flight 14 จะสร้างสถิติที่ยังไม่เคยมีมาก่อนในประวัติศาสตร์การบินอวกาศ นั่นคือการกู้คืนยานขั้นบนระดับวงโคจรด้วยแขนกลของหอปล่อยโดยตรง
การได้ Ship 40 กลับมาในสภาพสมบูรณ์จะเปิดโอกาสให้วิศวกรตรวจชิ้นส่วนจริงหลังผ่านภารกิจเต็มรูปแบบ ตั้งแต่ความร้อนขณะกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ แรงเค้นต่อโครงสร้าง ไปจนถึงการทำงานของระบบต่าง ๆ ข้อมูลเหล่านี้มีคุณค่าอย่างมากต่อการพัฒนายานที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้รวดเร็ว
เมื่อรวมกับความแม่นยำในการลงน้ำของ Flight 13 เส้นทางสู่การนำ Starship ขั้นบนกลับมาใช้ซ้ำจึงชัดเจนขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อเศรษฐศาสตร์ของโครงการ ทั้งการส่งดาวเทียม Starlink ภารกิจไปดวงจันทร์ และแผนขนส่งมนุษย์หรืออุปกรณ์ไปยังดาวอังคารในอนาคต
ข้อมูลที่ระบุในขณะนี้ชี้ว่า Flight 14 อาจใช้ Booster 21 และ Ship 41 ปล่อยจาก Pad B ที่ Starbase โดยตั้งเป้าช่วงไตรมาส 3 ของปี 2026 แต่ภารกิจสำคัญที่สุดจะอยู่ที่ช่วงท้ายของเที่ยวบิน นั่นคือยานจะกลับมาที่ฐานและให้ Mechazilla พยายาม “รับ” ยานไว้ก่อนแตะพื้นหรือไม่