สถิติการปรับลงของบิตคอยน์ในช่วงเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เป็นข้อมูลที่ควรติดตาม แต่ยังไม่ใช่หลักฐานว่าการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน 2026 จะทำให้เกิดการร่วงหนักซ้ำอีกครั้ง ขณะที่ราคาบิตคอยน์อยู่แถว 80,000 ดอลลาร์ก่อนการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) วันที่ 27–28 ตุลาคม ระดับประมาณ 73,000 ดอลลาร์และกรอบ 63,300–74,800 ดอลลาร์จึงควรมองเป็นฉากทัศน์ที่ต้องจับตา ไม่ใช่สัญญาณซื้อโดยอัตโนมัติ
1
9
15
17
36
สถิติรอบเลือกตั้งบอกอะไร และบอกอะไรไม่ได้
นักวิเคราะห์คริปโต Ali Martinez รายงานว่าบิตคอยน์ปรับลง 72% ในปี 2010, 65% ในปี 2014, 52% ในปี 2018 และ 27% ในปี 2022 ซึ่งเป็นช่วงรอบเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ตัวเลขดูเหมือนขนาดการปรับลงจะลดลงในแต่ละรอบ แต่รายงานไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่ใช้วัด วันเริ่มต้น หรือวิธีคำนวณ จึงยังบอกไม่ได้ว่าตัวเลขทั้งสี่เปรียบเทียบกันได้ตรง ๆ หรือใช้เป็นคำพยากรณ์ราคาปัจจุบันได้เพียงใด
1
และแม้ราคาจะปรับลงหลังการเลือกตั้งในหลายรอบ ก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าการเลือกตั้งเป็นสาเหตุของการร่วง รายงานเองเตือนว่าไม่ควรสรุปเช่นนั้น ข้อมูลย้อนหลังเพียงสี่รอบก็มีข้อจำกัดในการใช้คาดการณ์ปี 2026
3
4
ผลตอบแทนรายไตรมาสก็ไม่ได้ชี้ไปในทิศทางเดียวกันทุกครั้ง Martinez ระบุว่าบิตคอยน์บวก 391% ในไตรมาส 4 ปี 2010 แต่ติดลบ 16.70% ในปี 2014, 42.16% ในปี 2018 และ 14.75% ในปี 2022 ภาพรวมจึงไม่ได้เป็นกฎตายตัวว่าราคาในไตรมาสเลือกตั้งจะต้องลงเสมอ
13
ส่วนจังหวะการทำจุดต่ำสุด รายงานระบุว่าบิตคอยน์แตะจุดต่ำสุดหลังวันเลือกตั้ง 13–71 วันในสามรอบกลางเทอมก่อนหน้า แต่ในปี 2026 ราคาทำจุดต่ำสุดไปแล้ว 125 วันก่อนการเลือกตั้งวันที่ 3 พฤศจิกายน แสดงว่ารอบนี้ต่างจากรูปแบบด้านเวลาเดิมไปแล้ว
6
ระดับราคาที่นักวิเคราะห์จับตา ไม่ใช่พื้นราคาที่รับประกัน
Martinez มองบริเวณ 73,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นต้นทุนเฉลี่ยของผู้ถือระยะสั้น เป็นแนวรับที่อาจมีความสำคัญหากราคายังอ่อนตัว ขณะที่ More Crypto Online ระบุกรอบปรับฐานประมาณ 63,300–74,800 ดอลลาร์ ทั้งหมดนี้เป็นระดับที่นักวิเคราะห์เสนอ ไม่ใช่หลักประกันว่าราคาจะหยุดลงตรงนั้น
15
17
หากใช้ราคา 80,000 ดอลลาร์เป็นจุดอ้างอิงเพื่อให้เห็นระยะห่าง การปรับลงมาที่ 74,800 ดอลลาร์จะเท่ากับลดลงราว 6.5% ส่วน 73,000 ดอลลาร์คือประมาณ 8.8% และ 63,300 ดอลลาร์คือประมาณ 20.9% ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการคำนวณระยะทางจากราคาอ้างอิง ไม่ได้บอกว่ามีโอกาสเกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน
คำว่า “ร่วงอีก 50%” ก็ต้องระบุด้วยว่าเริ่มนับจากราคาใด หากนับครึ่งหนึ่งของจุดสูงสุดที่รายงานไว้ราว 126,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 จะอยู่ที่ประมาณ 63,000 ดอลลาร์ แต่ถ้าราคาปัจจุบัน 80,000 ดอลลาร์ร่วงลงอีกครึ่งหนึ่ง จะเหลือ 40,000 ดอลลาร์ ซึ่งเป็นคนละฉากทัศน์กัน
36
ในอีกด้านหนึ่ง การฟื้นตัวหลังตลาดขาลงก็ไม่ได้เกิดขึ้นแน่นอน มีรายงานว่าบิตคอยน์ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 54% ในปีถัดจากการปรับลงช่วงเลือกตั้งกลางเทอมที่ผ่านมา แต่ข้อมูลมีจำนวนน้อย และตลาดเปลี่ยนไปแล้วจากการมี ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ จึงควรมองตัวเลขนี้เป็นเหตุผลให้พิจารณาความเป็นไปได้ของการฟื้นตัว ไม่ใช่คำรับประกันว่าราคาจะเด้งกลับ
34
ทำไมเฟดและภาวะตลาดจึงสำคัญ
บิตคอยน์ร่วงต่ำกว่า 80,000 ดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนลดความเสี่ยงจากความกังวลเรื่องมูลค่าหุ้นกลุ่ม AI และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น นอกจากนี้ กองทุน ETF บิตคอยน์แบบสปอตในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิ 635.5 ล้านดอลลาร์เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ตามข้อมูลที่มีรายงาน ปัจจัยเหล่านี้เป็นแรงกดดันที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน และสถิติเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวอธิบายการเคลื่อนไหวของราคาไม่ได้
9
36
การประชุมเฟดวันที่ 27–28 ตุลาคมเป็นอีกเหตุการณ์ระยะใกล้ที่ควรจับตา รายงานกล่าวถึงเงินเฟ้อที่ยังสูงและผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูงว่าอาจจำกัดความน่าสนใจของสินทรัพย์เสี่ยง อีกทั้งมีการส่งสัญญาณว่าอาจจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปี อย่างไรก็ตาม แหล่งข้อมูลที่มีไม่ได้ยืนยันว่าเฟดจะตัดสินใจอย่างไร หรือราคาตลาดจะตอบสนองแบบใด
35
36
ดังนั้น การติดตามทิศทางคาดการณ์ดอกเบี้ย ผลตอบแทนพันธบัตร หุ้นเทคโนโลยี และเงินไหลเข้าออกจาก ETF อาจช่วยให้เห็นแรงกดดันต่อตลาดได้ใกล้ตัวกว่าการตั้งสมมติฐานว่าวันเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางบิตคอยน์ หากแรงขายเบาลง การย่อตัวอาจกลายเป็นจังหวะให้พิจารณาซื้อ แต่หากแรงกดดันเพิ่มขึ้น ระดับราคาที่นักวิเคราะห์ระบุไว้ก็อาจไม่อยู่ นี่เป็นเพียงเงื่อนไขที่ควรติดตาม ไม่ใช่การคาดการณ์ผลลัพธ์
นักลงทุนควรอ่านข้อมูลเหล่านี้อย่างไร
สถิติย้อนหลังช่วยเตือนว่าตลาดอาจผันผวน แต่ยังไม่เพียงพอสำหรับการฟันธงจุดต่ำสุดของรอบเลือกตั้ง ระดับ 73,000 ดอลลาร์และกรอบ 63,300–74,800 ดอลลาร์อาจใช้เป็นจุดประเมินพฤติกรรมราคาและภาวะตลาดอีกครั้งได้ แต่ไม่มีระดับใดเป็นสัญญาณซื้อด้วยตัวเอง
แผนลงทุนจึงควรเผื่อความเป็นไปได้ที่ราคาจะลงต่อ และไม่ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่ารูปแบบเดิมจะเกิดซ้ำอย่างแน่นอน