การขยายโครงการครั้งนี้แบ่งประเภทของพันธมิตรที่เข้าร่วมออกเป็นสองกลุ่มหลัก: พันธมิตรเทคโนโลยี (Technology Alliance Partners) และ ผู้ให้บริการบูรณาการระบบระดับโลก (GSIs) รายใหม่
Zscaler ดึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ 9 แห่งจากแวดวง AI, ระบบคลาวด์, และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเข้าร่วมโครงการ :
มีผู้ให้บริการบูรณาการระบบอีก 2 รายเข้าร่วมในเฟสนี้ นอกเหนือจากกลุ่มผู้ก่อตั้งเดิม 6 ราย ได้แก่ Cognizant, EY, HCLTech, Infosys, TCS, และ Wipro :
หัวใจสำคัญของสถาปัตยกรรมนี้คือการฝังสัญญาณความปลอดภัยจาก Zscaler เข้าไปในแพลตฟอร์มของพาร์ทเนอร์ และในทางกลับกันก็ส่งข้อมูลกลับมาเช่นกัน ผ่านทาง Zero Trust Exchange นี่ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ API แบบหลวมๆ แต่เป็นกรอบการทำงานที่ออกแบบมาให้มีการแบ่งปันสัญญาณ (Signal-Sharing) อย่างแน่นหนา ซึ่งข้อมูลด้านการมองเห็น (Visibility) และการบังคับใช้มาตรการ (Enforcement) สามารถไหลเวียนได้ทั้งสองทิศทาง
บริการ AI หลักของ Zscaler สองรายการทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการเชื่อมต่อครั้งนี้ :
ด้วยการที่ทุกปฏิสัมพันธ์ด้าน AI ขององค์กรถูกร้อยเรียงผ่าน Zero Trust Exchange ทำให้การบังคับใช้มาตรการความปลอดภัยเกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลเชิงลึกที่ตรวจพบใน Databricks สามารถกระตุ้นให้เกิดนโยบาย Zero Trust บน AWS ได้ทันที หรือข้อมูลความเสี่ยงจาก Zscaler สามารถนำไปปรับสิทธิ์การเข้าถึงของ Glean ได้ เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างแผงควบคุมแบบรวมศูนย์ที่ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือของค่ายไหนก็สามารถทำงานสอดคล้องกันได้ โดยทีมรักษาความปลอดภัยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเชื่อมโยงการแจ้งเตือนจากหลายระบบด้วยตนเอง
Zscaler วางตำแหน่งการขยายโครงการ AI-Guardian ครั้งนี้ให้เป็นทางออกของปัญหาที่ทั้งตลาดกำลังเผชิญอยู่ เมื่อองค์กรเร่งนำ AI มาใช้งานมากขึ้น ทีมรักษาความปลอดภัยก็ต้องรับมือกับพื้นผิวการโจมตีที่แผ่ขยายครอบคลุมโมเดล AI หลายตัว, สภาพแวดล้อมคลาวด์ที่หลากหลาย, กรอบการทำงานของเอเจนต์ AI, และแอปพลิเคชัน SaaS จำนวนมาก หากเครื่องมือแต่ละตัวไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ บริการ AI ใหม่แต่ละตัวที่เปิดใช้งานจะกลายเป็นจุดบอดด้านความปลอดภัยทันที
ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ Zscaler ระบุว่า "ไม่มีผู้ให้บริการเพียงรายใดที่สามารถรักษาความปลอดภัยให้กับระบบ AI ทั้งหมดขององค์กรได้โดยลำพัง" และวิธีการเริ่มต้นของอุตสาหกรรม ซึ่งก็คือการเชื่อมต่อเครื่องมือเฉพาะทางแบบแยกส่วนด้วยตนเองนั้น "ไม่สามารถปรับขนาดได้" สำหรับโลกของ AI ดังนั้น Project AI-Guardian จึงถูกสร้างขึ้นบนหลักการที่ว่าแพลตฟอร์มความปลอดภัย AI ที่ครอบคลุมจะต้องแบ่งปันสัญญาณ บริบทของตัวตน และมาตรการบังคับใช้ให้กับทั้งเทคโนโลยีของพาร์ทเนอร์และเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมในองค์กร
Dhawal Sharma รองประธานบริหารฝ่ายความปลอดภัย AI และโครงการริเริ่มเชิงกลยุทธ์ของ Zscaler เน้นย้ำถึงปรัชญาการทำงานร่วมกันที่เป็นหัวใจสำคัญของการประกาศครั้งนี้ว่า:
"AI กำลังสร้างโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับองค์กร แต่ในขณะเดียวกันมันก็กำลังพลิกโฉมภูมิทัศน์ของภัยคุกคามทั้งในมิติของความปลอดภัยและการกำกับดูแล การรักษาความปลอดภัยให้กับ AI คืองานของทั้งระบบนิเวศ การขยาย Project AI-Guardian ผ่านพันธมิตรด้านเทคโนโลยีของเรานี้ Zscaler กำลังช่วยให้ลูกค้าขยายแนวคิด Zero Trust ครอบคลุมทุกปฏิสัมพันธ์ด้าน AI ขององค์กร เพื่อให้พวกเขาสามารถนำ AI มาใช้ได้เร็วขึ้น ในขณะที่ยังคงมองเห็น ควบคุม และปกป้องข้อมูลได้อย่างที่จำเป็นต้องมี เพื่อสร้างนวัตกรรมได้อย่างปลอดภัย"
ในส่วนของพันธมิตรด้านเทคโนโลยีนั้น แหล่งข่าวยืนยันว่า OpenAI ได้เข้าร่วมโครงการในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการ และการเข้าร่วมของ CoreWeave ถูกระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับ "การรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และเวิร์กโหลดของเอเจนต์ AI ในวงกว้าง" ภายใต้พันธสัญญาที่มีร่วมกัน ทว่าคำพูดของผู้บริหารจาก OpenAI และ CoreWeave แบบเต็มประโยคนั้นไม่ได้ถูกระบุไว้ในเอกสารต้นฉบับที่มีอยู่
Project AI-Guardian ในเฟสแรกที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 มุ่งเน้นไปที่การรวมแพลตฟอร์มความปลอดภัย AI ของ Zscaler เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาและการใช้งานจริงของผู้ให้บริการบูรณาการระบบระดับโลก เพื่อช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ "โลกของ Agentic" ได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับการประกาศที่ Zenith Live 2026 ครั้งนี้ ได้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มการผสานรวมเทคโนโลยีโดยตรงกับเครื่องมือที่องค์กรใช้อยู่ทุกวัน เปลี่ยนโครงการนี้จากการเร่งให้คำปรึกษาและติดตั้ง ไปสู่การสร้างโครงข่ายความปลอดภัยที่ทำงานร่วมกันได้จริงแบบเรียลไทม์
การแปลและเรียบเรียงเนื้อหานี้ปรับให้เข้ากับบริบทของผู้อ่านภาษาไทย โดยอิงจากข้อมูลข่าวสารต้นฉบับของ Zscaler ที่ประกาศในงาน Zenith Live 2026 ณ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา
การขยายโครงการครั้งนี้แบ่งประเภทของพันธมิตรที่เข้าร่วมออกเป็นสองกลุ่มหลัก: พันธมิตรเทคโนโลยี (Technology Alliance Partners) และ ผู้ให้บริการบูรณาการระบบระดับโลก (GSIs) รายใหม่
Zscaler ดึงบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ 9 แห่งจากแวดวง AI, ระบบคลาวด์, และโครงสร้างพื้นฐานด้านไอทีเข้าร่วมโครงการ :
มีผู้ให้บริการบูรณาการระบบอีก 2 รายเข้าร่วมในเฟสนี้ นอกเหนือจากกลุ่มผู้ก่อตั้งเดิม 6 ราย ได้แก่ Cognizant, EY, HCLTech, Infosys, TCS, และ Wipro :
หัวใจสำคัญของสถาปัตยกรรมนี้คือการฝังสัญญาณความปลอดภัยจาก Zscaler เข้าไปในแพลตฟอร์มของพาร์ทเนอร์ และในทางกลับกันก็ส่งข้อมูลกลับมาเช่นกัน ผ่านทาง Zero Trust Exchange นี่ไม่ใช่แค่การเชื่อมต่อ API แบบหลวมๆ แต่เป็นกรอบการทำงานที่ออกแบบมาให้มีการแบ่งปันสัญญาณ (Signal-Sharing) อย่างแน่นหนา ซึ่งข้อมูลด้านการมองเห็น (Visibility) และการบังคับใช้มาตรการ (Enforcement) สามารถไหลเวียนได้ทั้งสองทิศทาง
บริการ AI หลักของ Zscaler สองรายการทำหน้าที่เป็นแกนกลางในการเชื่อมต่อครั้งนี้ :
ด้วยการที่ทุกปฏิสัมพันธ์ด้าน AI ขององค์กรถูกร้อยเรียงผ่าน Zero Trust Exchange ทำให้การบังคับใช้มาตรการความปลอดภัยเกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์ ตัวอย่างเช่น ข้อมูลเชิงลึกที่ตรวจพบใน Databricks สามารถกระตุ้นให้เกิดนโยบาย Zero Trust บน AWS ได้ทันที หรือข้อมูลความเสี่ยงจาก Zscaler สามารถนำไปปรับสิทธิ์การเข้าถึงของ Glean ได้ เป้าหมายสูงสุดคือการสร้างแผงควบคุมแบบรวมศูนย์ที่ไม่ว่าจะใช้เครื่องมือของค่ายไหนก็สามารถทำงานสอดคล้องกันได้ โดยทีมรักษาความปลอดภัยไม่ต้องเสียเวลาไปกับการเชื่อมโยงการแจ้งเตือนจากหลายระบบด้วยตนเอง
Zscaler วางตำแหน่งการขยายโครงการ AI-Guardian ครั้งนี้ให้เป็นทางออกของปัญหาที่ทั้งตลาดกำลังเผชิญอยู่ เมื่อองค์กรเร่งนำ AI มาใช้งานมากขึ้น ทีมรักษาความปลอดภัยก็ต้องรับมือกับพื้นผิวการโจมตีที่แผ่ขยายครอบคลุมโมเดล AI หลายตัว, สภาพแวดล้อมคลาวด์ที่หลากหลาย, กรอบการทำงานของเอเจนต์ AI, และแอปพลิเคชัน SaaS จำนวนมาก หากเครื่องมือแต่ละตัวไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ บริการ AI ใหม่แต่ละตัวที่เปิดใช้งานจะกลายเป็นจุดบอดด้านความปลอดภัยทันที
ตามแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ Zscaler ระบุว่า "ไม่มีผู้ให้บริการเพียงรายใดที่สามารถรักษาความปลอดภัยให้กับระบบ AI ทั้งหมดขององค์กรได้โดยลำพัง" และวิธีการเริ่มต้นของอุตสาหกรรม ซึ่งก็คือการเชื่อมต่อเครื่องมือเฉพาะทางแบบแยกส่วนด้วยตนเองนั้น "ไม่สามารถปรับขนาดได้" สำหรับโลกของ AI ดังนั้น Project AI-Guardian จึงถูกสร้างขึ้นบนหลักการที่ว่าแพลตฟอร์มความปลอดภัย AI ที่ครอบคลุมจะต้องแบ่งปันสัญญาณ บริบทของตัวตน และมาตรการบังคับใช้ให้กับทั้งเทคโนโลยีของพาร์ทเนอร์และเทคโนโลยีที่มีอยู่เดิมในองค์กร
Dhawal Sharma รองประธานบริหารฝ่ายความปลอดภัย AI และโครงการริเริ่มเชิงกลยุทธ์ของ Zscaler เน้นย้ำถึงปรัชญาการทำงานร่วมกันที่เป็นหัวใจสำคัญของการประกาศครั้งนี้ว่า:
"AI กำลังสร้างโอกาสอันยิ่งใหญ่ให้กับองค์กร แต่ในขณะเดียวกันมันก็กำลังพลิกโฉมภูมิทัศน์ของภัยคุกคามทั้งในมิติของความปลอดภัยและการกำกับดูแล การรักษาความปลอดภัยให้กับ AI คืองานของทั้งระบบนิเวศ การขยาย Project AI-Guardian ผ่านพันธมิตรด้านเทคโนโลยีของเรานี้ Zscaler กำลังช่วยให้ลูกค้าขยายแนวคิด Zero Trust ครอบคลุมทุกปฏิสัมพันธ์ด้าน AI ขององค์กร เพื่อให้พวกเขาสามารถนำ AI มาใช้ได้เร็วขึ้น ในขณะที่ยังคงมองเห็น ควบคุม และปกป้องข้อมูลได้อย่างที่จำเป็นต้องมี เพื่อสร้างนวัตกรรมได้อย่างปลอดภัย"
ในส่วนของพันธมิตรด้านเทคโนโลยีนั้น แหล่งข่าวยืนยันว่า OpenAI ได้เข้าร่วมโครงการในฐานะพันธมิตรอย่างเป็นทางการ และการเข้าร่วมของ CoreWeave ถูกระบุว่ามีความเกี่ยวข้องกับ "การรักษาความปลอดภัยโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และเวิร์กโหลดของเอเจนต์ AI ในวงกว้าง" ภายใต้พันธสัญญาที่มีร่วมกัน ทว่าคำพูดของผู้บริหารจาก OpenAI และ CoreWeave แบบเต็มประโยคนั้นไม่ได้ถูกระบุไว้ในเอกสารต้นฉบับที่มีอยู่
Project AI-Guardian ในเฟสแรกที่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2026 มุ่งเน้นไปที่การรวมแพลตฟอร์มความปลอดภัย AI ของ Zscaler เข้ากับความเชี่ยวชาญด้านที่ปรึกษาและการใช้งานจริงของผู้ให้บริการบูรณาการระบบระดับโลก เพื่อช่วยให้องค์กรเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ "โลกของ Agentic" ได้อย่างปลอดภัย แต่สำหรับการประกาศที่ Zenith Live 2026 ครั้งนี้ ได้ยกระดับไปอีกขั้นด้วยการเพิ่มการผสานรวมเทคโนโลยีโดยตรงกับเครื่องมือที่องค์กรใช้อยู่ทุกวัน เปลี่ยนโครงการนี้จากการเร่งให้คำปรึกษาและติดตั้ง ไปสู่การสร้างโครงข่ายความปลอดภัยที่ทำงานร่วมกันได้จริงแบบเรียลไทม์
การแปลและเรียบเรียงเนื้อหานี้ปรับให้เข้ากับบริบทของผู้อ่านภาษาไทย โดยอิงจากข้อมูลข่าวสารต้นฉบับของ Zscaler ที่ประกาศในงาน Zenith Live 2026 ณ ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา