ในขณะเดียวกัน ผู้ถือหุ้นยังได้อนุมัติ อาณัติออกหุ้นเพิ่มทุน 20% ซึ่งให้อำนาจคณะกรรมการในการออกหุ้น Class B ใหม่ หรือขายหุ้นคลัง ในสัดส่วนสูงสุดไม่เกิน 20% ของทุนจดทะเบียน การมีทั้งอาณัติซื้อหุ้นคืนและอาณัติเพิ่มทุนไปพร้อมกัน แม้จะเพิ่มความคล่องตัวทางการเงินให้กับฝ่ายบริหาร แต่ก็สร้างความเสี่ยงเรื่อง Dilution Effect ที่อาจทำให้สัดส่วนของผู้ถือหุ้นเดิมลดลงในอนาคต
ราคาหุ้นของเสียวหมี่ในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง ณ วันที่ 1 มิถุนายน 2026 อยู่ที่ HK$28.04 ลดลงประมาณ 45.82% ในรอบ 1 ปี โดยราคาหุ้นร่วงลง 5.3% มาที่ HK$28.40 ในวันที่ 27 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันซื้อขายวันแรกหลังประกาศผลประกอบการ
การปรับลดคำแนะนำที่น่าจับตามองที่สุดมาจาก Jefferies ซึ่งปรับลดคำแนะนำลงเป็น Underperform จากเดิม Hold และหั่นราคาเป้าหมายจาก HK$26.98 ลงเหลือ HK$25.49 โดยระบุว่าผลประกอบการพลาดเป้าอย่างชัดเจนในระดับกำไรก่อนดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) ก่อนหน้านี้ CLSA ได้เตือนว่ากำไร EBIT ที่ปรับแล้วน่าจะลดลง 41% มาอยู่ที่ราว 6.5 พันล้านหยวน
ด้าน Shawn Yang นักวิเคราะห์จาก Arete Research กล่าวว่าบริษัท "กำลังเผชิญกับความท้าทายมากมาย" และยอดขายสมาร์ทโฟนยังคงเป็นกุญแจสำคัญต่อความสามารถในการทำกำไร
ท่ามกลางข่าวลบ รายได้รวมของบริษัทยังสูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้เล็กน้อยที่ 9.885 หมื่นล้านหยวน และราคาหุ้นเริ่มทรงตัวในกรอบ HK$28–29 หลังจากแรงเทขายรอบแรก
แม้จะสร้างรายได้เกือบ 1.99 หมื่นล้านหยวนในไตรมาสนี้ แต่กลุ่มธุรกิจ Smart EV และ AI กลับสร้างผลขาดทุนจากการดำเนินงานถึง 3.1 พันล้านหยวน บริษัทกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านผลิตภัณฑ์ โดยมีรถยนต์รุ่นใหม่ทั้ง SU7 และ YU7 ที่เปิดตัวไปแล้ว แต่การขาดทุนของ EV ยังคงเป็นภาระหนักต่อผลกำไรระยะสั้น
ราคาชิปหน่วยความจำที่สูงขึ้น ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการของศูนย์ข้อมูล AI กำลังกัดเซาะอัตรากำไรในธุรกิจสมาร์ทโฟน ทีวี และเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านของเสียวหมี่ แม้อัตรากำไรขั้นต้นของธุรกิจสมาร์ทโฟนที่ 10.1% จะถูกมองว่ายืดหยุ่นได้ดีเมื่อเทียบกับสภาพแวดล้อมต้นทุน แต่กำไรสุทธิที่ลดลงถึง 43.1% ก็แสดงให้เห็นว่าต้นทุนชิ้นส่วนกำลังถ่วงกำไรอย่างมีนัยสำคัญ
รายได้สมาร์ทโฟนลดลง 12.5% โดยบริษัทยอมรับว่ามีการลดปริมาณการจัดส่งในกลุ่มระดับกลางถึงล่างลงอย่างตั้งใจ รายได้ IoT ลดลง 23.7% โดยมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการลดเงินอุดหนุนจากโครงการภาครัฐของจีน
นักวิเคราะห์จาก Arete Research เน้นย้ำว่ายอดขายสมาร์ทโฟนคือปัจจัยชี้ขาดความสามารถในการทำกำไรที่ยั่งยืน
การที่รายได้รวมลดลง 10.9% เมื่อเทียบกับฐานที่สูงเป็นประวัติการณ์ใน Q1/2025 เป็นสัญญาณว่าธุรกิจฮาร์ดแวร์หลักของเสียวหมี่กำลังเผชิญกับวงจรขาลง ทั้งในแง่ปริมาณและอำนาจการตั้งราคาที่ลดลง กลุ่มธุรกิจ Smartphone × AIoT มีรายได้ 7.93 หมื่นล้านหยวน ในขณะที่กลุ่มธุรกิจนวัตกรรมมีรายได้ 1.99 หมื่นล้านหยวน แต่ก็ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยการลดลงของรายได้โดยรวม
ในขณะที่การประกาศซื้อหุ้นคืน HK$20,000 ล้านส่งสัญญาณถึงความตั้งใจในการปกป้องมูลค่าหุ้น แต่อาณัติเพิ่มทุน 20% ก็สร้างความเสี่ยงที่จับต้องได้ คณะกรรมการสามารถออกหรือขายหุ้นคลังได้มากถึงหนึ่งในห้าของฐานหุ้นที่มีอยู่ทั้งหมด ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นได้หากใช้อย่างเต็มที่
มุมมองของนักวิเคราะห์ยังคงแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ Jefferies ให้คำแนะนำ Underperform โดยมีราคาเป้าหมายที่ต่ำกว่าราคาปัจจุบัน ในขณะที่ราคาเป้าหมายเฉลี่ยของตลาดยังคงอยู่ที่ราว HK$41.78 ซึ่งบ่งชี้ว่ายังมีโอกาสด้าน upside จากฉันทามติโดยรวม ความแตกต่างนี้สะท้อนความไม่แน่นอนที่แท้จริงว่าเสียวหมี่จะสามารถขยายธุรกิจ EV ให้ทำกำไรได้เร็วเพียงใด พร้อมกับต้องปกป้องอัตรากำไรในตลาดสมาร์ทโฟนไปด้วยในเวลาเดียวกัน
Comments
0 comments