ภายในงานเดียวกันจะมีทั้ง World Robot Expo และ World Robot Contest จัดขึ้นควบคู่กัน โดย Xiaomi ระบุว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ขนาดเต็มของบริษัทจะปรากฏตัวต่อสาธารณะเป็นครั้งแรกที่นี่
ประกาศดังกล่าวยังไม่ได้ระบุราคา วันเริ่มจำหน่าย หรือแผนวางขายหุ่นยนต์เป็นผลิตภัณฑ์เดี่ยวสำหรับผู้บริโภค ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคมคือการเผยโฉมและสาธิตทิศทางเทคโนโลยี มากกว่าการเปิดตัวสินค้าเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ
Xiaomi ต้องการพัฒนาหุ่นยนต์โดยอาศัยระบบนิเวศที่บริษัทเรียกว่า “คน รถยนต์ บ้าน” ซึ่งครอบคลุมความสามารถด้าน AI ระบบปฏิบัติการ อุปกรณ์สมาร์ทโฮม และธุรกิจรถยนต์ของบริษัท โดยมี HyperOS และผู้ช่วยอัจฉริยะ Super XiaoAi เป็นส่วนหนึ่งของแนวทางดังกล่าว
แนวคิดนี้ทำงานได้สองทาง Xiaomi สามารถนำซอฟต์แวร์ อุปกรณ์ รถยนต์ และระบบ AI ที่มีอยู่มาช่วยพัฒนาหุ่นยนต์ ขณะเดียวกัน ความก้าวหน้าด้าน ปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานผ่านร่างกายและการรับรู้ของหุ่นยนต์ หรือ embodied intelligence ก็อาจนำไปต่อยอดกับผลิตภัณฑ์และระบบอัตโนมัติอื่น ๆ ของบริษัทได้
ในระยะแรก Xiaomi มองโรงงานอัจฉริยะและบ้านอัจฉริยะเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการทดลองใช้งาน เหตุผลส่วนหนึ่งคือหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ยังอยู่ระหว่างการพิสูจน์ความสามารถก่อนจะก้าวไปสู่การใช้งานในวงกว้าง การเชื่อมเข้ากับระบบนิเวศเดิมจึงมีความสำคัญกว่าการขายหุ่นยนต์เป็นอุปกรณ์แยกเดี่ยว
ก่อนการปรากฏตัวในงานที่ปักกิ่ง หุ่นยนต์ของ Xiaomi ผ่านการทดลองใช้งานในโรงงานรถยนต์ไฟฟ้าของบริษัทเป็นเวลา 4 เดือน งานแรกอยู่ที่สถานีป้อนนอตเกลียวปล่อย โดยหุ่นยนต์ต้องทำงานสองด้านของตัวถังรถ ทั้งป้อนและขันนอตพร้อมกัน
ผลการทดลองช่วงแรกมีตัวเลขสำคัญ 3 รายการ ได้แก่
หลังผ่านการปรับปรุงต่อเนื่อง 4 เดือน Xiaomi รายงานว่า อัตราความสำเร็จของงานป้อนนอตเพิ่มขึ้นเป็น 98% จากเดิม 90.2% หรือเพิ่มขึ้น 7.8 จุดเปอร์เซ็นต์
หุ่นยนต์ยังขยายไปสู่งานอื่นในสายการประกอบขั้นสุดท้าย ได้แก่ การคัดแยกแผงด้านข้างคอนโซลกลาง และการพับรวมกล่องชิ้นส่วนเพื่อนำกลับไปรีไซเคิล โดยทั้งสองงานมีอัตราความสำเร็จประมาณ 90%
Lu Weibing ประธาน Xiaomi ยังกล่าวว่า หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ 2 ตัวสามารถทำงานที่เกี่ยวข้องได้ราว 90% ในช่วงเวลาประมาณ 3 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้อธิบายอย่างละเอียดว่า งานถูกแบ่งระหว่างหุ่นยนต์ทั้งสองตัวอย่างไร จึงไม่ควรตีความตัวเลขนี้ว่าเป็นระดับระบบอัตโนมัติของทั้งโรงงาน
การเปิดเผยความคืบหน้าด้านหุ่นยนต์เกิดขึ้นพร้อมกับข้อมูลเกี่ยวกับการพัฒนาชิปของบริษัท Xiaomi ระบุว่า ชิป Xuanjie O1 ที่พัฒนาขึ้นเองและเปิดตัวในปีก่อน มียอดจัดส่งสะสมเกิน 1 ล้านชิ้น ในผลิตภัณฑ์ 3 กลุ่ม ขณะที่ชิป Xuanjie รุ่นถัดไปกำลังใกล้เปิดตัว แต่บริษัทยังไม่ได้ระบุชื่อผลิตภัณฑ์ วันเปิดตัว หรือข้อมูลทางเทคนิค
ในไตรมาส 2 ของปี 2026 Xiaomi ใช้งบวิจัยและพัฒนา 9.2 พันล้านหยวน เพิ่มขึ้น 18.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนงบวิจัยและพัฒนาสะสมในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ 18.2 พันล้านหยวน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า Xiaomi กำลังลงทุนในหุ่นยนต์ในฐานะแพลตฟอร์มเทคโนโลยีระยะยาว โดยเดินหน้าพัฒนาชิป AI ซอฟต์แวร์ รถยนต์ไฟฟ้า และระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานร่วมกับโลกจริงไปพร้อมกัน
ผู้จัดงานคาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ามากกว่า 300 ราย พร้อมสิ่งจัดแสดงกว่า 2,000 รายการ และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่มากกว่า 150 รายการ งานนี้จัดโดย China Electronics Society และได้รับการสนับสนุนจากองค์กรและสถาบันระหว่างประเทศเกือบ 30 แห่ง
ธีมหลักของงานคือ “Symbiosis Between Humans and Robots” หรือ “การอยู่ร่วมกันระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์” เนื้อหาจะครอบคลุม AI, embodied intelligence, การประยุกต์ใช้หุ่นยนต์ และความร่วมมือระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร
นอกจากนี้ ผู้จัดงานยังเตรียมแบ่งโปรแกรมออกเป็น 4 วันตามหัวข้อ และจัด “ถนนผู้บริโภคหุ่นยนต์” เพื่อพางานออกไปไกลกว่าการนำเสนอเทคโนโลยีในโรงงานหรือห้องวิจัย
การปรากฏตัวของหุ่นยนต์ Xiaomi เชื่อมโยง 3 เป้าหมายเข้าด้วยกัน ได้แก่ ระบบอัตโนมัติในโรงงาน ผลิตภัณฑ์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และระบบนิเวศ “คน รถยนต์ บ้าน” ของบริษัท
ผลการทดลองในโรงงานแสดงให้เห็นความคืบหน้าที่วัดได้ โดยเฉพาะงานป้อนและขันนอตสองด้านที่เพิ่มจาก 90.2% เป็น 98% แต่ตัวเลขดังกล่าวยังไม่ใช่หลักฐานว่าหุ่นยนต์พร้อมทำงานทั่วไปในบ้าน หรือพร้อมวางจำหน่ายในตลาดผู้บริโภคจำนวนมาก
สาระสำคัญในตอนนี้คือ Xiaomi กำลังใช้สภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้และมีโจทย์ชัดเจนอย่างโรงงาน เพื่อทดสอบหุ่นยนต์กับงานจริง ขณะเดียวกันก็ใช้เทคโนโลยีจากธุรกิจอื่นมาช่วยเร่งการพัฒนา งานที่ปักกิ่งจึงเป็นโอกาสแรกที่สาธารณชนจะได้เห็นยุทธศาสตร์นี้ในรูปแบบของหุ่นยนต์จริง