เซเลนสกีเผย รัสเซียสูญเสียความริเริ่มในสนามรบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ก่อให้เกิด 'หน้าต่างแห่งการเจรจา' ที่ต้องรีบคว้าไว้ก่อนที่ฤดูหนาวจะมาเยือน เขายืนยันว่าการเจรจาสันติภาพที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางหยุดชะงัก เนื่องจากวอชิงตันหันไปให้ความสำคัญกับตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ทูตสหรัฐฯ...

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Ukrainian President Volodymyr Zelenskyy say on CBS’s Face the Nation about the shifting battlefield dynamics since December 2025, t. Article summary: I now have the CBS News article and transcript, plus the detailed Glavnoe summary. Let me compile the full answer.. Topic tags: general, general web, user generated. Reference image context from search candidates: Reference image 1: visual subject "There are deepening fears of an imminent large-scale Russian attack on Kyiv. CBS News chief foreign affairs correspondent and "Face the" source context "Ukraine bracing for "big attacks" from Russia, Zelenskyy says (Video) - Social News XYZ" Reference image 2: visual subject "President Zelensky announced a new “anti-ballistic coalition” involving 13 countries and NATO as Ukraine pushes Europe toward expanded" source
ประธานาธิบดี โวโลดิมีร์ เซเลนสกี ผู้นำยูเครน ได้ใช้เวทีสัมภาษณ์ในรายการ Face the Nation with Margaret Brennan ทางสถานี CBS เพื่อส่งสัญญาณอย่างชัดเจนถึงพันธมิตรตะวันตกว่า ขณะนี้คือหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการทูตในการยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานกว่า 4 ปี แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเพิ่มแรงกดดันต่อมอสโก และการมีส่วนร่วมอย่างสมดุลจากวอชิงตัน
เซเลนสกีระบุว่าพลวัตของการสู้รบเริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปลายปี 2025 "มันเริ่มต้นขึ้นในเดือนธันวาคม 2025 รัสเซียเริ่มสูญเสียความริเริ่มในสนามรบ" เขากล่าว พร้อมเสริมว่าเขาได้แจ้งให้พันธมิตรสหรัฐฯ ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 แล้ว
เขามองว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยยืนยันว่าขณะนี้กองกำลังรัสเซียไม่สามารถยึดครองดินแดนได้เร็วกว่าที่ยูเครนจะปลดปล่อยคืนมาได้
การประเมินนี้สอดคล้องกับบทวิเคราะห์จากภายนอก รายงานของ CBS News อ้างอิงผลวิเคราะห์จากสถาบัน Institute for the Study of War เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม ซึ่งระบุว่า "อัตราการรุกคืบของกองกำลังรัสเซียกำลังชะลอตัวลง ในขณะที่กองกำลังยูเครนกำลังใช้ยุทธวิธีแบบใหม่" ทำให้ยูเครนมี "โอกาสอันเป็นเอกลักษณ์และมีข้อจำกัดด้านเวลาในการใช้ประโยชน์จากความริเริ่มในปัจจุบัน" เซเลนสกีให้เหตุผลว่าการที่เครมลินเพิ่มความถี่ในการโจมตีด้วยขีปนาวุธและโดรนใส่เมืองต่างๆ ของยูเครนนั้น เป็นการตอบโต้ที่รัสเซียเจอแต่ความหงุดหงิดในสนามรบ
ความเปลี่ยนแปลงในสนามรบได้สร้างสิ่งที่เซเลนสกีเรียกว่า "หน้าต่างสำหรับการเจรจา" เขากล่าวกับ CBS ว่า "ผมเชื่อว่าเรามีหน้าต่างสำหรับการเจรจา เพราะรัสเซียจะต้องสูญเสียทหารมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกเดือน" และเส้นตายสำคัญที่เขาเน้นย้ำคือการมาถึงของฤดูหนาว เขาย้ำชัดว่า "ก่อนฤดูหนาวจะมาถึง เราจำเป็นต้องหาหนทาง หนทางทางการทูต เพื่อร่วมนั่งลงและพูดคุย"
นี่คือการวางกลยุทธ์เพื่อเปลี่ยนความได้เปรียบชั่วคราวในสนามรบของกรุงเคียฟให้กลายเป็นข้อต่อรองที่จับต้องได้บนโต๊ะเจรจา ก่อนที่สภาพอากาศที่หนาวเหน็บจะเปลี่ยนสมการของสงครามไป
เมื่อถูกถามโดยตรงว่าการเจรจายุติสงครามกับรัสเซียเป็นไปได้หรือไม่ เซเลนสกีตอบโดยไม่ลังเลว่า "ใช่ แน่นอน" เขาแสดงความพร้อมที่จะเข้าร่วมในรูปแบบการเจรจาที่หลากหลาย รวมถึงการเจรจาไตรภาคีกับสหรัฐอเมริกาที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปี อย่างไรก็ตาม เขาระบุว่ากรอบการเจรจาที่แข็งแกร่งที่สุดควรจะเป็นรูปแบบที่กว้างขึ้น โดยมี ยูเครน สหรัฐอเมริกา ยุโรป และรัสเซีย อยู่ร่วมโต๊ะด้วยกัน
เซเลนสกีย้ำว่าความสำเร็จทางการทูตไม่ใช่สิ่งที่ได้มาง่ายๆ และต้องใช้แรงกดดันจากภายนอกเป็นเครื่องมือ "ต้องใช้แรงกดดันมากกว่านี้" เขากล่าวถึงบรรดาผู้นำโลก พร้อมระบุว่ามาตรการคว่ำบาตรคือเครื่องมือสำคัญที่จะบังคับให้ประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน เข้าสู่โต๊ะเจรจาอย่างจริงจัง เส้นทางสู่การทูตก่อนฤดูหนาวจึงขึ้นอยู่กับการเพิ่มแรงกดดันภายในต่อปูติน และการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรจากสหรัฐอเมริกาและยุโรป ซึ่งเขาเชื่อว่าจะผลักดันให้เครมลินหันหน้าเข้าสู่การเจรจาได้
ความคับข้องใจสำคัญที่ถูกเปิดเผยในบทสัมภาษณ์คือสถานะการทูตที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลาง ซึ่งหยุดชะงักลง เซเลนสกียอมรับว่า สาเหตุโดยตรงมาจากการเปลี่ยนลำดับความสำคัญของวอชิงตัน "พวกเขาเปลี่ยนและเบี่ยงเบนความสนใจไปที่ตะวันออกกลาง และเพราะเหตุนี้ ผมคิดว่าตะวันออกกลางคือเรื่องที่ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก นั่นเป็นเหตุผลที่เราจึงมีช่วงหยุดพักในการเจรจาทางการทูตของเรา"
สัญญาณที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือกรณีของคณะทูตสหรัฐฯ คือ คุณสตีฟ วิตคอฟฟ์ และ คุณจาเร็ด คุชเนอร์ เซเลนสกีตั้งข้อสังเกตว่าขณะที่คณะเจรจาของอเมริกันเดินทางไปมอสโกหลายต่อหลายครั้ง แต่พวกเขากลับยังไม่เคยเดินทางมาเยือนกรุงเคียฟเลย เขาเชื้อเชิญอย่างเปิดเผย พร้อมกับวิจารณ์แนวทางที่ผ่านมาว่า "ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องสำคัญที่พวกเขาจะได้มายูเครน มาเห็นประชาชน มาเห็นว่าพวกเขาใช้ชีวิตอย่างไร และต้องการอะไร ถ้าพวกเขาอยากไปมอสโก พวกเขาควรจะมาเคียฟก่อน"
เซเลนสกีเห็นว่าการได้เห็นสถานการณ์จริงในยูเครนด้วยตาตัวเอง เป็นสิ่งจำเป็นที่ฝั่งอเมริกาจะเข้าใจทิศทางของสงครามและโอกาสที่เป็นไปได้ในการยุติสงครามอย่างถ่องแท้
คำกล่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางเบื้องหลังการทูตที่ซับซ้อน ย้อนกลับไปในเดือนธันวาคม 2025 การพบปะตามแผนระหว่างเซเลนสกีกับคณะของวิตคอฟฟ์-คุชเนอร์ในกรุงเคียฟถูกยกเลิก หลังจากที่การเจรจา 5 ชั่วโมงในเครมลินระหว่างคณะทูตสหรัฐฯ กับปูตินเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม จบลงโดยไร้ข้อตกลงใดๆ หลังจากนั้น คณะทูตได้พบกับเจ้าหน้าที่ยูเครนที่ฟลอริดาในวันที่ 6 ธันวาคม และพบกับเซเลนสกีที่กรุงเบอร์ลินในวันที่ 14 ธันวาคม แต่การเดินทางไปเคียฟก็ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
การให้สัมภาษณ์ครั้งนี้จึงถือเป็นความพยายามครั้งสำคัญที่สุดของเซเลนสกีในการสะกิดให้อีกฝ่ายแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น
Studio Global AI
Use this topic as a starting point for a fresh source-backed answer, then compare citations before you share it.
เซเลนสกีเผย รัสเซียสูญเสียความริเริ่มในสนามรบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ก่อให้เกิด 'หน้าต่างแห่งการเจรจา' ที่ต้องรีบคว้าไว้ก่อนที่ฤดูหนาวจะมาเยือน
เซเลนสกีเผย รัสเซียสูญเสียความริเริ่มในสนามรบตั้งแต่เดือนธันวาคม 2025 ก่อให้เกิด 'หน้าต่างแห่งการเจรจา' ที่ต้องรีบคว้าไว้ก่อนที่ฤดูหนาวจะมาเยือน เขายืนยันว่าการเจรจาสันติภาพที่มีสหรัฐฯ เป็นตัวกลางหยุดชะงัก เนื่องจากวอชิงตันหันไปให้ความสำคัญกับตะวันออกกลาง พร้อมเรียกร้องให้สตีฟ วิตคอฟฟ์ และ จาเร็ด คุชเนอร์ ทูตสหรัฐฯ เดินทางมาเยือนกรุงเคียฟโดยตรง หลังไปมอสโกหลาย...
เพื่อกดดันให้ปูตินยอมเข้าสู่โต๊ะเจรจา เซเลนสกีเรียกร้องให้เพิ่ม 'แรงกดดัน' โดยเฉพาะมาตรการคว่ำบาตรที่แข็งแกร่งขึ้นจากสหรัฐฯ และยุโรป