การหารือแบบปิดไม่ได้มีเพียงเรื่องการสื่อสารผ่านดาวเทียม แต่สะท้อนยุทธศาสตร์ของยูเครนที่กำลังรับมือทั้งการขาดแคลนขีปนาวุธ ความเสี่ยงจากสงครามในอวกาศ และท่าทีของทำเนียบขาวที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างการผลักดันการเจรจาสันติภาพกับการยกระดับการเผชิญหน้า
เซเลนสกีขอให้ทรัมป์เข้าไปพูดคุยกับมัสก์และ SpaceX เพื่อยกเลิกข้อจำกัด geofencing ซึ่งเป็นการกำหนดขอบเขตทางซอฟต์แวร์ที่ตัดการเชื่อมต่อ Starlink เหนือดินแดนรัสเซีย หากได้รับอนุญาต เครือข่ายดาวเทียมจะถูกนำมาใช้สนับสนุนการนำทางโดรนพิสัยไกลของยูเครนไปยังเป้าหมายภายในรัสเซีย
ข้อเสนอนี้ถูกรายงานครั้งแรกโดย The Atlantic เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ที่ทราบการหารือ ก่อนจะมีสื่อหลายแห่งรวมถึง Associated Press รายงานสอดคล้องกัน
ปัจจุบัน SpaceX จำกัดการใช้งาน Starlink ให้ครอบคลุมพื้นที่ของยูเครนผ่านขอบเขตทางภูมิศาสตร์แบบดิจิทัล ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 บริษัทได้ปิดการใช้งานเทอร์มินัล Starlink ที่รัสเซียใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต และเพิ่มระบบตรวจสอบรวมถึงบัญชีรายชื่ออุปกรณ์ที่ได้รับอนุญาต หรือ whitelist ที่เข้มงวดขึ้น
มาตรการดังกล่าวช่วยสกัดการใช้ Starlink โดยกองกำลังรัสเซีย แต่ก็หมายความว่าเทอร์มินัลของยูเครนไม่สามารถรักษาการเชื่อมต่อได้เมื่อโดรนบินเข้าไปในน่านฟ้าหรือดินแดนรัสเซีย แม้จะเป็นภารกิจทางทหารของยูเครนก็ตาม
เป้าหมายหลักของข้อเสนอนี้คือแท่นยิงขีปนาวุธวิถีโค้งแบบเคลื่อนที่ของรัสเซีย โดยเฉพาะระบบ Iskander-M
แท่นยิงเหล่านี้สามารถเคลื่อนย้ายตำแหน่งได้รวดเร็ว จึงติดตามและโจมตีแบบทันสถานการณ์ได้ยากด้วยระบบนำทางโดรนที่ยูเครนมีอยู่ ปัจจุบันโดรนพิสัยไกลของยูเครนอาศัย GPS ระบบนำทางเฉื่อย และการทำแผนที่ภูมิประเทศเพื่อบินไปยังเป้าหมายในรัสเซีย แต่ระบบเหล่านี้มีความแม่นยำน้อยกว่าและถูกรบกวนสัญญาณได้ง่ายกว่า
หาก Starlink ได้รับอนุญาตให้ใช้งานเหนือรัสเซีย โดรนจะมีการเชื่อมต่อข้อมูลความเร็วสูงอย่างต่อเนื่อง สามารถส่งภาพกลับแบบเรียลไทม์ และปรับแก้การนำทางในช่วงเข้าหาเป้าหมายระยะสุดท้ายได้ ในทางยุทธการ นั่นจะทำให้โดรนมีความสามารถในการค้นหาและทำลายเป้าหมายที่เคลื่อนย้ายตำแหน่งได้ดีขึ้น
ความเร่งด่วนของแผนนี้เชื่อมโยงกับฤดูหนาวที่กำลังมาถึง ยูเครนต้องการทำลายแท่นยิงก่อนที่รัสเซียจะนำมาใช้โจมตีโครงข่ายพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของประเทศ
ข้อเสนอเรื่อง Starlink ไม่อาจแยกออกจากวิกฤตป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนได้
การวิเคราะห์ใหม่ของ Center for Strategic and International Studies หรือ CSIS ระบุว่า สหรัฐฯ ใช้ขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ไปแล้วประมาณ สองในสามของคลังก่อนสงคราม ระหว่างความขัดแย้งกับอิหร่าน ทำให้เหลือขีปนาวุธไม่ถึง 1,000 ลูก และเกิดความท้าทายต่อความพร้อมรบของกองทัพสหรัฐฯ
ก่อนหน้านั้น เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2026 ระหว่างการประชุมสุดยอด NATO ที่กรุงอังการา ทรัมป์ประกาศว่าจะให้ใบอนุญาตยูเครนผลิตขีปนาวุธสกัดกั้น Patriot ภายในประเทศ โดยกล่าวกับเซเลนสกีว่า “เราจะให้ใบอนุญาตคุณผลิต Patriot”
อย่างไรก็ตาม Reuters และสื่ออื่น ๆ รายงานว่า ยูเครนอาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งปี และอาจนานหลายปี กว่าจะสามารถผลิต Patriot ที่ใช้งานได้จริงในปริมาณที่มีนัยสำคัญ ช่องว่างระยะสั้นนี้ทำให้คำสัญญาด้านการผลิตยังไม่ใช่คำตอบสำหรับการโจมตีระลอกถัดไป
ในมุมนี้ แผนใช้ Starlink จึงเป็น ด้านรุกของช่องว่างด้านการป้องกัน หากยูเครนไม่สามารถสกัดขีปนาวุธของรัสเซียได้อย่างเพียงพอเพราะมี Patriot จำกัด ทางเลือกถัดไปคือทำลายแท่นยิงก่อนที่มันจะปล่อยขีปนาวุธออกมา
กล่าวอีกอย่างคือ ยุทธศาสตร์สองส่วนกำลังถูกวางคู่กัน: ใช้ Patriot ที่ผลิตในยูเครนเพื่อเสริมการป้องกันในระยะยาว และใช้โดรนที่อาศัย Starlink เพื่อโจมตีแท่นยิงในระยะใกล้กว่า
การอนุญาตให้ Starlink สนับสนุนการโจมตีภายในรัสเซียมีความเสี่ยงหลายด้าน โดยเฉพาะต่อโครงสร้างพื้นฐานในวงโคจรต่ำของโลก
หน่วยข่าวกรองของประเทศสมาชิก NATO สองประเทศสงสัยว่า รัสเซียกำลังพัฒนาอาวุธต่อต้านดาวเทียมรูปแบบใหม่ที่ออกแบบมาเพื่อโจมตีกลุ่มดาวเทียม Starlink โดยเฉพาะ
ตามรายงาน อาวุธดังกล่าวอาจปล่อยเศษวัสดุความหนาแน่นสูงจำนวนหลายแสนชิ้นเข้าสู่วงโคจรต่ำของโลก เพื่อสร้างกลุ่มเศษซากครอบคลุมแนววงโคจรที่ดาวเทียม Starlink ใช้งานอยู่ เป้าหมายคือทำให้ดาวเทียมจำนวนมากเสียหายหรือใช้งานไม่ได้ในคราวเดียว
ระบบนี้ยังไม่เชื่อว่าอยู่ในสถานะพร้อมใช้งาน แต่มีรายงานว่ากำลังพัฒนาอย่างต่อเนื่อง หากเกิดขึ้นจริง เศษซากอาจไม่ได้กระทบเฉพาะ Starlink แต่ยังสร้างความเสียหายต่อดาวเทียมและระบบอวกาศอื่น ๆ ด้วย
ดมิทรี โรโกซิน อดีตหัวหน้าหน่วยงานอวกาศรัสเซียและสมาชิกวุฒิสภา เรียกร้องให้มีการ “ล้างบางอย่างเป็นระบบ” ต่อกลุ่มดาวเทียม Starlink โดยอ้างว่าการตัดยูเครนออกจากเครือข่ายของ SpaceX อาจทำให้สงครามยุติภายในสองถึงสามสัปดาห์ และรัสเซีย “รู้หลายวิธี” ที่จะทำเช่นนั้น
ด้านวลาดิเมียร์ โซโลวีอฟ ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์ของรัสเซีย เสนอว่าการระเบิดนิวเคลียร์ในระดับความสูงที่เหมาะสมอาจทำให้เครือข่ายดาวเทียมทั้งกลุ่มใช้งานไม่ได้
การสืบสวนร่วมของสื่อยุโรปยังรายงานว่า รัสเซียและจีนมีความร่วมมือเชิงลึกด้านการต่อต้าน Starlink และการพัฒนาอาวุธต่อต้านดาวเทียม ซึ่งมีหลักฐานว่าดำเนินมาหลายปี
รัสเซียกำลังใช้ระบบรบกวนสัญญาณ Starlink เพื่อขัดขวางปฏิบัติการโดรนของยูเครน รวมถึงระบบ “Volna Kupol Garant” ที่มีมูลค่าประมาณ 1.5 ล้านดอลลาร์
แม้ระบบเหล่านี้จะสร้างผลกระทบได้เพียงเฉพาะพื้นที่และชั่วคราว แต่การแข่งขันด้านสงครามอิเล็กทรอนิกส์กำลังทวีความเข้มข้นขึ้น
การนำเครือข่ายดาวเทียมเชิงพาณิชย์ของสหรัฐฯ มาใช้โดยตรงเพื่อสนับสนุนการโจมตีภายในรัสเซียอาจถูกมอสโกมองว่าเป็นการยกระดับครั้งใหญ่ และอาจข้ามเส้นแดงที่รัสเซียเตือนซ้ำ ๆ เกี่ยวกับการโจมตีดินแดนอธิปไตยของตนด้วยเทคโนโลยีจากชาติตะวันตก
การตัดสินใจของทรัมป์ถูกกดดันจากหลายทิศทางที่ขัดแย้งกัน
แรงกดดันให้ปูตินกลับสู่โต๊ะเจรจา: ทรัมป์กล่าวต่อสาธารณะว่าเขาเชื่อว่าทั้งสองฝ่ายในสงครามยูเครน “ต้องการข้อตกลง” และกำลังผลักดันช่องทางการทูต การหารือวันที่ 28 กรกฎาคมก็มีรายงานว่าเกี่ยวข้องกับการรื้อฟื้นการเจรจาสันติภาพ
การอนุญาตให้ยูเครนผลิต Patriot อาจถูกมองว่าเป็นการเสริมความแข็งแกร่งด้านการป้องกัน เพื่อให้เคียฟเข้าสู่การเจรจาจากจุดที่มีอำนาจต่อรองมากขึ้น
ความเสี่ยงจากการยกระดับ: หากทรัมป์ช่วยเปิดทางให้ Starlink ชี้เป้าการโจมตีลึกเข้าไปในรัสเซีย อาจเกิดการตอบโต้ต่อทรัพย์สินหรือโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศของสหรัฐฯ ดึงวอชิงตันเข้าไปมีส่วนร่วมกับมอสโกโดยตรงมากขึ้น และขัดกับภาพลักษณ์ผู้ผลักดันสันติภาพที่ทรัมป์พยายามนำเสนอ
ปัจจัยสงครามอิหร่าน: ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านกำลังดึงทรัพยากรทางทหาร กระสุน และความสนใจทางการเมืองของสหรัฐฯ การหลีกเลี่ยงการเปิดแนวรบหรือวิกฤตครั้งใหญ่อีกด้านกับรัสเซียจึงอาจเป็นแรงจูงใจสำคัญของทำเนียบขาว
อำนาจตัดสินใจของมัสก์: แม้ทรัมป์จะกดดันหรือโน้มน้าวได้ แต่เครือข่าย Starlink ยังอยู่ภายใต้การควบคุมด้านปฏิบัติการของ SpaceX และมัสก์ ก่อนหน้านี้เขาเคยปฏิเสธคำขอของยูเครนในการเปิด Starlink เหนือไครเมียในปี 2022 ท่าทีของมัสก์ต่อคำขอครั้งใหม่จึงยังเป็นตัวแปรสำคัญ
Reuters รายงานว่า เจ้าหน้าที่สองคนที่ทราบการหารือระบุว่า ทรัมป์ไม่ได้ให้คำมั่นทันทีว่าจะอนุมัติคำขอเกี่ยวกับ Starlink ในการประชุมวันที่ 28 กรกฎาคม
ดังนั้น ข้อเสนอนี้ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่ความสำคัญของมันเกินกว่าการอนุญาตใช้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เพราะเป็นการเดิมพันว่า การโจมตีเชิงรุกด้วยโดรนจะช่วยชดเชยช่องว่างด้านขีปนาวุธป้องกันได้หรือไม่ ขณะเดียวกัน อนาคตของโครงสร้างพื้นฐานอวกาศเชิงพาณิชย์ก็อาจถูกดึงเข้าไปอยู่ใจกลางสงครามมากกว่าเดิม