ในการพูดคุยกับ David Senra เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2026 Kalanick กล่าวว่า VC ราว 10% เท่านั้นที่ผ่านมาตรฐาน “ไม่สร้างความเสียหาย” และมีเพียง 1% ที่ช่วยผู้ก่อตั้งได้จริง [2][4][5] เขายังคงไม่พอใจ Benchmark และ Bill Gurley จากความขัดแย้งในบอร์ด Uber ที่นำไปสู่การพ้นตำแหน่งซีอีโอในปี 2017 แต่ก็ยอมรับว่าตัวเองบริหารความส...
คำตอบการวิจัย

Create a landscape editorial hero image for this Studio Global article: What did Travis Kalanick say in David Senra’s podcast about his troubled relationship with venture capitalists—including his lasting resentm. Article summary: Kalanick’s message was not simply “VCs are bad.” He portrayed the founder–investor relationship as structurally unequal: founders possess far deeper operating knowledge, so investors should clear a very modest “do no har. Topic tags: general, general web, user generated, news. Style: premium digital editorial illustration, source-backed research mood, clean composition, high detail, modern web publication hero. Use reference image context only for broad subject, composition, and topical grounding; do not copy the exact image. Avoid: logos, brand marks, copyrighted characters, real person likenesses, fake screenshots, UI text, readable text, watermarks, charts w
Travis Kalanick ไม่ได้กำลังบอกว่า “เงินทุนจาก VC เป็นเรื่องแย่” เสียทีเดียว แต่สารหลักจากการพูดคุยในพอดแคสต์ของ David Senra คือ ผู้ก่อตั้งควรเลือกนักลงทุนอย่างระมัดระวังมาก เพราะคนที่อยู่กับบริษัททุกวันย่อมเข้าใจการตัดสินใจหน้างานลึกกว่านักลงทุนที่เข้ามาตรวจดูเป็นระยะ
จากประสบการณ์ของเขา Kalanick ประเมินว่า VC มีเพียงประมาณ 10% ที่ทำได้อย่างน้อยในระดับ “ไม่สร้างความเสียหาย” และมีเพียงราว 1% ที่ให้ความช่วยเหลือได้อย่างแท้จริง 245
ความเห็นนี้ยิ่งน่าสนใจเพราะเกิดขึ้นไม่นานหลัง Atoms บริษัทด้าน AI เชิงอุตสาหกรรมและหุ่นยนต์ของ Kalanick ระดมทุนได้ 1.7 พันล้านดอลลาร์ในรอบที่นำโดย Andreessen Horowitz หรือ a16z โดย Ben Horowitz เข้าร่วมเป็นกรรมการบริษัท และ Uber ก็ร่วมลงทุนด้วย 1225
Kalanick เปรียบเทียบผู้ก่อตั้งที่บริหารงานเก่งกับ “ปรมาจารย์หมากรุก” ขณะที่ VC เป็นเพียงผู้ที่ชื่นชอบหมากรุกและแวะมาดูกระดานเป็นครั้งคราว 441
ผู้ก่อตั้งต้องคิดและลงมือกับทุกตาเดิน ตั้งแต่การจ้างคน การแก้ปัญหาหน้างาน ไปจนถึงการรับมือกับคู่แข่ง ส่วนนักลงทุนอาจเข้ามาดูสถานการณ์ทุกสามเดือน แต่กลับรู้สึกว่าตัวเองควรมีความเห็นต่อการเดินหมากครั้งถัดไป
ประเด็นของ Kalanick ไม่ใช่นักลงทุนไม่มีคุณค่า หากแต่การแทรกแซงอาจกลายเป็นโทษเมื่อผู้ลงทุนประเมินความเข้าใจของตัวเองสูงเกินไป ทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้ดำเนินธุรกิจจริง สำหรับเขา มาตรฐาน “ไม่สร้างความเสียหาย” จึงไม่ใช่เกณฑ์ต่ำ ๆ นักลงทุนไม่จำเป็นต้องแก้ปัญหาได้ทุกเรื่อง แต่ไม่ควรทำให้ผู้บริหารที่เข้าใจงานดีอยู่แล้วทำงานได้แย่ลง
Kalanick ไม่ได้แนะนำให้ผู้ก่อตั้งหลีกเลี่ยงเงินทุนจาก VC โดยสิ้นเชิง ตรงกันข้าม แนวทางระดมทุนของเขายังคงเป็นเรื่องเชิงกลยุทธ์อย่างมาก
ข้อสุดท้ายสำคัญเป็นพิเศษในอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนเร็วอย่าง AI เพราะข้อมูลเชิงลึกที่ใช้สร้างความมั่นใจให้นักลงทุน อาจกลายเป็นข้อมูลข่าวกรองทางการแข่งขันให้คนอื่นได้เช่นกัน
บทเรียนที่กว้างกว่าคือ การระดมทุนไม่ควรเป็นเพียงการพูดคุยแบบไม่เป็นทางการกับนักลงทุนทีละราย แต่ควรเป็นกระบวนการที่ผู้ก่อตั้งออกแบบและควบคุมอย่างมีเป้าหมาย
ความไม่พอใจของ Kalanick ต่อ Benchmark มีรากมาจากความขัดแย้งในห้องประชุมเมื่อปี 2017 ซึ่งจบลงด้วยการที่เขาต้องพ้นจากตำแหน่งซีอีโอของ Uber TechCrunch ระบุว่าความขัดแย้งระหว่าง Kalanick กับ Bill Gurley นักลงทุนคนสำคัญจาก Benchmark เป็นเหตุการณ์หลักที่กำหนดความสัมพันธ์ของเขากับวงการ VC 2
ในเวลานั้น Benchmark ยังยื่นฟ้องเพื่อถอด Kalanick ออกจากบอร์ด Uber และยกเลิกสิทธิ์ของเขาในการแต่งตั้งกรรมการ 3 ที่นั่ง ตามที่ระบุในรายงานของ Reuters 17
Kalanick เล่าย้อนว่าความสัมพันธ์กับ Gurley เสื่อมลงจากข้อขัดแย้งเรื่องแผนระดมทุนและมูลค่าของ Uber ก่อนที่ทั้งคู่จะหยุดสื่อสารกันในที่สุด 32
อย่างไรก็ตาม ความโกรธแค้นที่ยังคงอยู่ทำให้เรื่องเล่าของ Kalanick ไม่ใช่คำอธิบายที่เป็นกลางของความขัดแย้ง เขายังมีส่วนได้ส่วนเสียทางอารมณ์กับเหตุการณ์นี้ แต่ประสบการณ์ดังกล่าวก็ช่วยอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงมองการเลือกนักลงทุนเป็นเรื่องของธรรมาภิบาลและความไว้วางใจส่วนบุคคล ไม่ใช่เพียงการหาเงินทุน
ส่วนหนึ่งที่โดดเด่นในการทบทวนอดีตของ Kalanick คือความพยายามหลีกเลี่ยงการเล่าเรื่องแบบ “ฉันเป็นเหยื่อฝ่ายเดียว” เขายอมรับว่าตัวเองจัดการกับความไม่พอใจที่สะสมรอบตัวได้ไม่ดี และเชื่อมโยงสไตล์การบริหารที่เข้มข้นและชอบปะทะกับประสบการณ์ความไม่มั่นคงทางการเงินระหว่างสร้างบริษัท Red Swoosh ในช่วงก่อนหน้า
มุมมองของเขาคือ เขาไม่ได้ทำผิดกฎ แต่หลายครั้งก็ทำงานเข้าใกล้เส้นมากเกินไปสำหรับบริษัทขนาดใหญ่และถูกจับตามองอย่าง Uber ซึ่งเคยมีมูลค่าประมาณ 70 พันล้านดอลลาร์
นี่คือการวิจารณ์ตัวเองในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขายอมรับข้อกล่าวหาหรือคำอธิบายทุกประการเกี่ยวกับวิกฤตของ Uber รายงานในช่วงเวลานั้นเชื่อมโยงการจากไปของเขากับข้อร้องเรียนเรื่องการคุกคามทางเพศ การเลือกปฏิบัติ และวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ 12
จุดยืนที่เกิดขึ้นจึงมีความซับซ้อน Kalanick ยอมรับความล้มเหลวด้านการบริหารและการเมืองภายในองค์กร แต่ยังปฏิเสธคำอธิบายแบบง่าย ๆ ว่าเหตุใดบอร์ดจึงหมดความเชื่อมั่นในตัวเขา
ความคิดเห็นของ Kalanick สะท้อนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ในซิลิคอนแวลลีย์ นักลงทุนอาจสนับสนุนผู้ก่อตั้งในช่วงแรกเพราะคนคนนั้นมีความกล้า เดินหน้าเร็ว และพร้อมท้าทายตลาดเดิม แต่เมื่อบริษัทเติบโต คุณสมบัติเดียวกันอาจถูกมองเป็นจุดอ่อน หากองค์กรต้องการระบบกำกับดูแลที่เป็นทางการมากขึ้น การควบคุมภายในที่เข้มงวดขึ้น หรือรูปแบบผู้นำที่เปลี่ยนไป
คำถามสำคัญจึงมีสองด้าน นักลงทุนกำลังแก้ปัญหาธรรมาภิบาลที่มีอยู่จริง หรือกำลังใช้การเติบโตของบริษัทเป็นเหตุผลเพื่อเข้าควบคุมมากกว่าที่ผู้ก่อตั้งเคยคาดไว้
ประสบการณ์ของ Kalanick คือคำตอบจากมุมมองของผู้ก่อตั้งคนหนึ่ง แต่ข้อมูลที่มีอยู่ไม่ได้ทำให้เกิดคำอธิบายเดียวที่ทุกฝ่ายยอมรับเกี่ยวกับการต่อสู้ในบอร์ด Uber
คำวิจารณ์ Accel ของ Mark Pincus ที่กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งก็สะท้อนความรู้สึกในลักษณะเดียวกัน Pincus กล่าวหาว่า Accel พยายามผลักดันให้เปลี่ยนตัวเขาออกจากตำแหน่งซีอีโอของ Support.com แม้บริษัทกำลังเติบโตและมีความคืบหน้าไปสู่การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะ แต่ข้อกล่าวหานี้เป็นคำบอกเล่าของ Pincus ไม่ใช่ข้อสรุปที่ยืนยันโดยอิสระว่า Accel กระทำเช่นนั้นจริง 18
บริษัทใหม่ของ Kalanick ทำให้ความตึงเครียดในคำพูดของเขาไม่อาจมองข้ามได้ Andreessen Horowitz เป็นผู้สนับสนุนบทสนทนาของเขา ขณะเดียวกันก็เป็นผู้นำรอบระดมทุน 1.7 พันล้านดอลลาร์ของ Atoms โดย Ben Horowitz เข้าร่วมเป็นกรรมการ 25
นอกจากนี้ Uber ยังร่วมลงทุนในรอบดังกล่าว ทำให้ Kalanick กลับมาเชื่อมโยงกับบริษัทที่เขาร่วมก่อตั้งและออกจากตำแหน่งในปี 2017 อีกครั้ง 912
ดังนั้น Kalanick จึงไม่ได้ต่อต้านการระดมทุนโดยหลักการ จุดยืนของเขาเลือกข้างมากกว่า นั่นคือ เงินทุนอาจจำเป็น แต่ผู้ก่อตั้งควรระวังการมอบอำนาจให้กับนักลงทุนที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่ามีวิจารณญาณและความยับยั้งชั่งใจที่เป็นประโยชน์ต่อบริษัท
บทเรียนที่ใช้ได้จริงจากบทสัมภาษณ์นี้ไม่ใช่การลอกสไตล์บริหารของ Kalanick หรือมองข้อพิพาทกับนักลงทุนทุกครั้งเป็นแผนสมคบคิด แต่คือการแยก 3 คำถามที่มักถูกนำมารวมกันออกจากกัน
ชื่อเสียงของนักลงทุนอาจช่วยเรื่องการระดมทุน การสรรหาบุคลากร หรือการแนะนำพันธมิตรในอนาคตได้ แต่ไม่ได้แปลว่านักลงทุนรายนั้นจะเป็นคู่คิดด้านการดำเนินงานที่ดีโดยอัตโนมัติ
ผู้ก่อตั้งจึงควรดูว่านักลงทุนรับมือกับความเห็นต่างอย่างไร ต้องการข้อมูลระดับไหน สิทธิ์ของบอร์ดถูกกำหนดไว้อย่างไร และแรงจูงใจของทั้งสองฝ่ายยังสอดคล้องกันหรือไม่เมื่อบริษัทเติบโตขึ้น
เรื่องราวของ Kalanick น่าสนใจตรงที่รวมคำตัดสินอันรุนแรงต่อวงการ VC เข้ากับการกลับมาระดมทุนครั้งใหญ่ได้สำเร็จ ความย้อนแย้งนี้คือหัวใจของเรื่อง เขายังคงต้องการเงินทุนและพันธมิตรที่มีอิทธิพล แต่ต้องการให้ผู้ก่อตั้ง—not นักลงทุน—เป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายว่าบริษัทควรถูกสร้างขึ้นอย่างไร
Studio Global AI
หน้านี้รวมคำตอบที่ได้รับการสนับสนุนจากแหล่งที่มาซึ่งคุณสามารถดำเนินการต่อภายใน Studio Global
ในการพูดคุยกับ David Senra เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2026 Kalanick กล่าวว่า VC ราว 10% เท่านั้นที่ผ่านมาตรฐาน “ไม่สร้างความเสียหาย” และมีเพียง 1% ที่ช่วยผู้ก่อตั้งได้จริง [2][4][5]
ในการพูดคุยกับ David Senra เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2026 Kalanick กล่าวว่า VC ราว 10% เท่านั้นที่ผ่านมาตรฐาน “ไม่สร้างความเสียหาย” และมีเพียง 1% ที่ช่วยผู้ก่อตั้งได้จริง [2][4][5] เขายังคงไม่พอใจ Benchmark และ Bill Gurley จากความขัดแย้งในบอร์ด Uber ที่นำไปสู่การพ้นตำแหน่งซีอีโอในปี 2017 แต่ก็ยอมรับว่าตัวเองบริหารความสัมพันธ์ที่ไม่พอใจได้ไม่ดีพอ
คำแนะนำของเขาไม่ใช่การปฏิเสธเงินทุนจาก VC ทั้งหมด แต่คือการขัดเกลาการนำเสนอ สร้างการแข่งขันระหว่างนักลงทุน และเปิดเผยข้อมูลเท่าที่จำเป็น