รายงานเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2026 ระบุว่า Thryve.Earth ผู้พัฒนาโครงการกำจัดคาร์บอนจากธรรมชาติ ได้รับสัญญาซื้อคาร์บอนล่วงหน้าจากภาคธุรกิจเป็นครั้งแรก สำหรับโครงการฟื้นฟูภูมิทัศน์ป่าในสุลาเวสี ประเทศอินโดนีเซีย
Google และ McKinsey & Company ซึ่งร่วมทำข้อตกลงผ่าน Symbiosis Coalition ให้คำมั่นซื้อคาร์บอนมากกว่า 335,000 ตันตลอด 10 ปี ขณะที่ Tencent ตกลงซื้ออีก 300,000 ตันในช่วงเวลาเดียวกัน รวมเป็น 635,000 ตัน ดังนั้นตัวเลข 650,000 ตันที่ปรากฏในพาดหัวข่าวบางแห่งจึงเป็นตัวเลขปัดเศษ ไม่ใช่ผลรวมที่ประกาศอย่างละเอียด
7
1
ข้อตกลงนี้คืออะไร
คำว่า offtake หมายถึงสัญญาที่ผู้ซื้อผูกพันจะซื้อผลผลิตในอนาคตของโครงการ ในกรณีนี้คือคาร์บอนที่โครงการ Sulawesi Forest Landscape Restoration ของ Thryve.Earth คาดว่าจะกำจัดออกจากชั้นบรรยากาศได้
อุปสงค์ระยะยาวดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นฟูพื้นที่เสื่อมโทรมขนาด 6,000 เฮกตาร์ หรือราว 37,500 ไร่
1
2
ดีล Google และ McKinsey มีความสำคัญต่อ Symbiosis Coalition สองด้าน ได้แก่ เป็นโครงการเกษตรวนศาสตร์โครงการแรกของกลุ่ม และเป็นโครงการแรกในเอเชีย ส่วนข้อตกลงของ Tencent ถือเป็นการซื้อคาร์บอนจากโครงการนอกประเทศจีนครั้งแรกของบริษัทเทคโนโลยีจีนแห่งนี้
1
2
15
ฟื้นพื้นที่ด้วยเกษตรวนศาสตร์หลายชั้น
แนวทางของ Thryve.Earth คือการแทนที่หญ้ารุกรานที่ติดไฟได้ง่ายด้วยระบบเกษตรกรรมหลายชั้นที่มีความหลากหลาย โดยวางโครงสร้างพืชไว้ดังนี้
- ชั้นเรือนยอด: ตาลและไม้เศรษฐกิจ
- ชั้นกลาง: ไม้ผล เช่น อะโวคาโดและกาแฟ
- ชั้นพื้นดิน: พืชล้มลุก เช่น พริกและข้าวโพด
12
ระบบนี้พยายามเชื่อมเป้าหมายการกักเก็บคาร์บอนเข้ากับการผลิตอาหารและรายได้ ต้นไม้ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว รวมถึงอาจสร้างรายได้จากไม้หรือพืชยืนต้น ขณะที่พืชผลและพืชล้มลุกช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เร็วกว่า
Thryve.Earth และผู้สนับสนุนโครงการระบุว่า ระบบผสมผสานดังกล่าวอาจช่วยฟื้นฟูดิน เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ ลดความเสี่ยงจากไฟ และสร้างรายได้ที่มั่นคงขึ้นให้เกษตรกรในท้องถิ่น
12
15
47
เป้าหมายของโครงการจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่การออกเครดิตคาร์บอน แต่ต้องการทำให้พื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟูกลับมามีประโยชน์ทางเศรษฐกิจสำหรับชุมชน เมื่อผลผลิตทางการเกษตรช่วยสร้างแรงจูงใจให้ดูแลพื้นที่ต่อเนื่อง การฟื้นฟูก็มีโอกาสกลายเป็นระบบป่าเกษตรที่ให้ทั้งผลผลิต มีความหลากหลายทางชีวภาพ และดูแลได้ในระยะยาว
15
54
เหตุใดสัญญา 10 ปีจึงสำคัญต่อเงินทุนฟื้นฟูป่า
โครงการเกษตรวนศาสตร์ต้องใช้เงินลงทุนก่อนที่ผลประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมและรายได้เชิงพาณิชย์จะเริ่มเห็นชัด การปลูก การบำรุงรักษา การติดตามผล และการสนับสนุนเกษตรกรล้วนต้องใช้เงิน ขณะที่ไม้และพืชยืนต้นบางชนิดต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะให้ผลผลิต
สัญญาซื้อคาร์บอนระยะยาวทำให้ผู้พัฒนาโครงการมีผู้ซื้อในอนาคตที่ชัดเจน ซึ่งช่วยเพิ่มความแน่นอนในการจัดหาเงินทุนช่วงเริ่มต้นของการฟื้นฟู และช่วยให้รายได้จากคาร์บอนทำงานร่วมกับรายได้จากฟาร์ม แทนที่จะต้องให้เครดิตคาร์บอนเป็นเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงประการเดียว
5
7
นี่คือเหตุผลที่โครงการถูกนำเสนอในฐานะทั้งโครงการกำจัดคาร์บอนและโครงการฟื้นฟูภูมิทัศน์ควบคู่กับการสร้างอาชีพ หากรายได้จากพืชหลายชนิดช่วยกระจายความเสี่ยงและทำให้เกษตรกรมีรายรับในหลายช่วงเวลา ก็อาจช่วยลดแรงกดดันให้เปลี่ยนพื้นที่ไปใช้ประโยชน์ที่ทำลายระบบนิเวศมากกว่า
Symbiosis Coalition ต้องการสร้างตลาดแบบใด
Symbiosis เริ่มต้นในปี 2024 ในรูปแบบ advance-market commitment หรือคำมั่นซื้อผลผลิตล่วงหน้า โดย Google, Meta, Microsoft และ Salesforce ตั้งใจทำสัญญาซื้อคาร์บอนจากธรรมชาติคุณภาพสูงรวมสูงสุด 20 ล้านตันภายในปี 2030 ต่อมา Bain, McKinsey และ REI ได้เข้าร่วมกลุ่ม
17
20
30
แนวคิดของกลุ่มคือสร้างความต้องการซื้อที่เชื่อถือได้ให้กับโครงการฟื้นฟูธรรมชาติ ซึ่งอาจมีปัญหาในการเข้าถึงเงินทุนสถาบัน เพราะต้องใช้เงินก่อนและให้ผลตอบแทนทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
Symbiosis ระบุว่าโครงการที่เข้าร่วมควรใช้สมมติฐานด้านผลกระทบต่อสภาพภูมิอากาศอย่างระมัดระวัง อ้างอิงวิทยาศาสตร์และแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดเท่าที่มี รวมถึงให้ชนพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วมและได้รับค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม
17
ดีลของ Thryve.Earth ขยายขอบเขตของกลุ่มจากโครงการปลูกป่าไปสู่เกษตรวนศาสตร์ และต่อยอดจากข้อตกลงก่อนหน้านี้ เช่น
- Mombak: Google และ McKinsey ซื้อคาร์บอน 215,000 ตันจากโครงการฟื้นฟูพื้นที่เลี้ยงสัตว์เสื่อมโทรมในแอมะซอนของบราซิล หลัง Symbiosis พิจารณาโครงการ 185 แห่งจากกว่า 40 ประเทศ
22
- Living Carbon: Google, McKinsey และ Meta ทำสัญญาซื้อคาร์บอน 131,240 ตันตลอด 10 ปี เพื่อสนับสนุนการปลูกป่าบนพื้นที่เสื่อมโทรมในภูมิภาคแอปพาเลเชียนของสหรัฐฯ
21
ข้อตกลงเหล่านี้สะท้อนความพยายามใช้สัญญาซื้อระยะยาวเพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูธรรมชาติหลายรูปแบบ โดยมีหลักเกณฑ์ร่วมด้านคุณภาพและผลประโยชน์ของชุมชน
ดีล Tencent อยู่ตรงไหนในแผนสภาพภูมิอากาศของบริษัท
การซื้อคาร์บอน 300,000 ตันจากโครงการในสุลาเวสีถือเป็นการขยายกิจกรรมด้านการกำจัดคาร์บอนของ Tencent ออกนอกจีนเป็นครั้งแรก แต่บริษัทไม่ได้เสนอให้การซื้อคาร์บอนมาแทนที่การลดการปล่อยโดยตรง
Tencent ตั้งเป้าบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอนในกิจการและห่วงโซ่อุปทานภายในปี 2030 พร้อมใช้ไฟฟ้าพลังงานสีเขียว 100% ภายในปีเดียวกัน บริษัทระบุว่ากลยุทธ์ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยและพลังงานหมุนเวียน โดยใช้การชดเชยคาร์บอนเป็นมาตรการเสริมเท่านั้น
37
42
บริษัทมีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแบบสัมบูรณ์ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ลง 70% จากฐานปี 2021 ด้วย ดังนั้นสัญญาซื้อคาร์บอนจากสุลาเวสีจึงอยู่ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การจัดซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และมาตรการลดการปล่อยอื่น ๆ ไม่ได้เข้ามาแทนที่มาตรการเหล่านั้น
38
41
ความหมายที่กว้างกว่าตัวเลข 635,000 ตัน
ประกาศนี้เชื่อมโยงองค์ประกอบสามด้านของตลาดคาร์บอนจากธรรมชาติที่มักประสานกันได้ยาก ได้แก่ เงินทุนล่วงหน้าสำหรับการฟื้นฟู ความต้องการซื้อในอนาคตที่ชัดเจน และประโยชน์ทางเศรษฐกิจของชุมชน
สำหรับ Thryve.Earth คำมั่นซื้อดังกล่าวเป็นฐานทางการค้าสำหรับโครงการเกษตรวนศาสตร์ขนาดใหญ่ สำหรับ Symbiosis นี่คือโครงการเกษตรวนศาสตร์และโครงการแรกในเอเชียของกลุ่ม ส่วน Tencent ได้ขยายการซื้อคาร์บอนออกนอกจีนเป็นครั้งแรก
1
2
15
อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังสองประการ ประการแรก ตัวเลขจากข้อตกลงรายส่วนที่มีการรายงานรวมกันได้ 635,000 ตัน แม้บางสำนักจะปัดเป็น 650,000 ตัน ประการที่สอง ผลลัพธ์ด้านสภาพภูมิอากาศและคุณภาพชีวิตจะขึ้นอยู่กับการดำเนินงานจริง ระบบติดตามตรวจสอบ และความคงทนของพื้นที่ที่ได้รับการฟื้นฟูตลอดระยะเวลา 10 ปีของสัญญา